Mustang

Ford Mustang

ฟอร์ด มัสแตง (Ford Mustang) เป็นรถนั่งสมถรรนะสูง เครื่องยนต์หน้าลำ 2 ประตู ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง 2+2,2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัทรถยนต์สัญชาติอเมริกัน ฟอร์ด ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 17 เมษายน 1964 ปัจจุบันฟอร์ดมัสแตง ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งในรถที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของฟอร์ด

ฟอร์ด มัสแตง เป็นรถที่ได้รับความนิยมพอสมควรในแถบอเมริกาและยุโรปบางส่วน ในปีเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรก รถมัสแตง ถูกนำไปใช้แสดงในภาพยนตร์เรื่อง จอมมฤตยู 007 มัสแตงมีจุดเด่นในความที่เป็นรถที่ ฝาครอบเครื่องยนต์ด้านหน้าจะยาวเมื่อเทียบสัดส่วนกับรถทั่วไป

มัสแตง มียอดขายเฉลี่ย 1 ล้านคัน ทุกๆ 18 เดือน (ใกล้เคียงกับ โตโยต้า โคโรลล่า “อัลติส”) จากอดีตถึงปัจจุบัน มัสแตง ซึ่งมีราคาแพงกว่ารถเก๋งขนาดเล็ก แต่กลับมียอดขายใกล้เคียงกับรถเก๋งขนาดเล็กราคาถูกยอดนิยมของญี่ปุ่น แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพและความนิยมในมัสแตง

มัสแตง จัดเป็นรถประเภท มัสเซิลคาร์ (Muscle car ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์การออกแบบรถ 2 ประตูที่ใช้เครื่องยนต์เครื่องยนต์ V8 ของอเมริกัน ซึ่งเน้นรูปทรงเหลี่ยม นอกจากนี้ยังจัดเป็น Pony Car คือ เป็นได้ทั้งรถสปอร์ตและรถ Compact ทั่วไป ซึ่งเป็นรถที่เอนกประสงค์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบรถสปอร์ต

Generation ที่ 1 (รุ่นปี ค.ศ. 19641973)

ในโฉมนี้ ช่วงแรกๆ หลังจากเริ่มเป็นที่นิยม จะใช้เครื่องยนต์ straight-6 ขนาด 2.8 ลิตร เกียร์ธรรมดา 3 สปีด เป็นมาตรฐาน ขายในราคา 2,368 ดอลลาร์สหรัฐ (เทียบเท่าเงินประมาณ 16,000 ดอลลาร์สหรัฐในปัจจุบัน) แต่ต่อมาได้มีการพัฒนาให้มีความแรงมากยิ่งขึ้น และเพิ่มขนาดเครื่องยนต์ และราคาแพงขึ้น

ในปีแรกหลังเปิดตัว รถมัสแตงมียอดขายถึง 478,812 คัน และในปีเดียวกับการเปิดตัวครั้งแรก มัสแตงถูกนำไปใช้แสดงในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์ เรื่อง จอมมฤตยู 007 ด้วย

เครื่องยนต์รุ่นท็อปของฟอร์ด มัสแตง โฉมที่ 1 นี้ เห็นจะได้แก่ เครื่องยนต์ Super Cobra Jet V8 7.0 ลิตร 375 แรงม้า ซึ่งถือเป็นแรงม้าที่สูงมากเมื่อเทียบกับรถอื่นๆ ในยุคเดียวกัน ซึ่งเครื่องยนต์รุ่นท็อปนี้ ถูกผลิตใช้เป็นครั้งแรกในรุ่นปี ค.ศ. 1971

รถมัสแตงในโฉมนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นรถ 2 ที่นั่ง ตัวถัง 3 แบบ convertible , hardtop , fastback 2 ประตู คละกันไป แต่ในช่วงปลายๆ ของโฉม รถประเภท pony car ขายไม่ดี เนื่องจากผู้บริโภคเริ่มไม่สนใจรถยนต์ประเภทนี้ เพราะราคาแพงเกินไป จึงเริ่มหันไปซื้อรถที่ราคาถูกและประหยัดกว่า ยอดขายฟอร์ดมัสแตงจึงลดลง ทางฟอร์ดจึงเร่งผลิตรถโฉมที่ 2 ออกมา

Generation ที่ 2 (รุ่นปี ค.ศ. 19741978)

หลังจากรถยนต์โฉมที่ 1 เริ่มขายไม่ออก เพราะขนาดเครื่องยนต์ ความแรง และราคาที่เกินพอดีของคนในยุคนั้น มัสแตง โฉมที่ 2 จึงถูกออกแบบมาให้มีขนาดเล็กลง ราคาถูกลง ลูกสูบเล็กลง และเครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิงอย่างคุ้มค่ามากขึ้น เพื่อฟื้นฟูให้รถยนต์ประเภท pony car ไม่เกินกำลังของผู้บริโภคทั่วๆไปที่จะหาซื้อ

มัสแตงโฉมที่ 2 มีขนาดลูกสูบเริ่มต้นที่ 2.8 ลิตร SOHC I4 และสูงสุดที่เครื่องขนาด 4.9 ลิตร V8 ซึ่งมีราคาถูกลงมาก ทำให้เกิดการซื้อรถมัสแตงเพิ่มขึ้น หลังจากโฉมที่ 2 เปิดตัวได้ครบ 1 ปี ขอดขายมัสแตงเฉพาะโฉมที่ 2 รวมขายได้ 385,993 คัน

มัสแตงโฉมนี้ มีรูปแบบบอดี้ภายนอก 2 แบบพื้นฐาน คือ coupe 2 ประตู และ hatchback 3 ประตู

เวลาผ่านไป ประชาชนเริ่มต้องการซื้อรถสปอร์ตขนาดใหญ่ขึ้น บรรจุคนได้มากขึ้น ยอดขายของมัสแตงจึงเริ่มหล่นลงอีก ทางฟอร์ด จึงต้องออกแบบมัสแตง โฉมที่ 3 ออกมา

Generation ที่ 3 (รุ่นปี ค.ศ. 19791993)

โฉมที่ 3 มีความใหญ่มากกว่าในโฉมที่ 2 และในโฉมที่ 3 นี้ มีการผลิตรถ 4 ที่นั่งออกมาขายรวมๆ กับมัสแตง 2 ที่นั่งทั่วๆ ไป (ก่อนหน้านี้มัสแตงไม่มีรถ 4 ที่นั่งเลย) โดยรถ 4 ที่นั่งนั้น ที่นั่งแถวหลังจะมีขนาดเล็กกว่าแถวหน้า

มัสแตงโฉมที่ 3 มีการเปลี่ยนแปลงจำนวนสปีดในเกียร์ โดยรถเกียร์ธรรมดา จะมี 4 หรือ 5 สปีด

(ของเดิม 3 กับ 4 สปีด) แล้วแต่รุ่น ส่วนเกียร์อัตโนมัติ จะมี 3 หรือ 4 สปีด (ของเดิม 2 กับ 3 สปีด) แล้วแต่รุ่นรถเช่นกัน และบอดี้รถก็มี 3 รูปแบบ คือ coupe , hatchback , convertible 2 ประตู

เครื่องยนต์แทบทุกระบบ นำรูปแบบมาจากมัสแตงในโฉมที่ 2 โดยมีตั้งแต่ 85-140 แรงม้า ลูกสูบ 2.3-4.9 ลิตร แต่ก็มีการผลิตเครื่องยนต์ชนิดใหม่ขึ้นบ้าง เช่น เครื่องยนต์ประเภท SVO

ในยุคกลางๆของโฉม ยอดขายของมัสแตงลดลงอีกครั้ง เนื่องด้วยช่วงนั้น รถสปอร์ตขับเคลื่อนล้อหน้าเริ่มเป็นที่นิยมแทนรถขับเคลื่อนล้อหลังแบบเก่า รถสปอร์ตยอดนิยมของประชาชนดูจะเปลี่ยนจากมัสแตงเป็นรถสปอร์ตมาสด้า ทางฟอร์ดคิดจะเปลี่ยนมัสแตงเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้า แต่เมื่อแฟนพันธุ์แท้ของรถมัสแตงทราบ ก็ได้เขียนจดหมายมาต่อว่า เพราะการขับเคลื่อนล้อหลังถือเป็นเสน่ห์อีกอย่างของมัสแตง ทางฟอร์ดจึงต้องหาทางออกอื่น

Generation ที่ 4 (รุ่นปี ค.ศ. 19942004)

โฉมนี้ เป็นโฉมที่มีความแตกต่างจากโฉมที่แล้วเป็นอย่างมาก (การเปลี่ยนโฉมครั้งก่อนๆ ตัวรถจะไม่เปลี่ยนแปลงมากถึงขนาดนี้) โดยรถดีไซน์ใหม่นี้ ยังเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลังตามสไตล์ของมัสแตงดั้งเดิม แต่ระบบขับเคลื่อนล้อ ได้เปลี่ยนไปใช้ระบบที่ทันสมัย ตอบสนองได้ดีไม่แพ้รถขับเคลื่อนล้อหน้า และยกเลิกการผลิตบอดี้แบบ hatchback

เครื่องยนต์ตัวท็อปของโฉมที่ 4 เห็นจะได้แก่ เครื่องรุ่น Cobra หรือเครื่อง DOHC 4.6 ลิตร supercharged 390 แรงม้า และทอร์ก 529 นิวตันเมตร แต่ผู้ที่เป็นเจ้าของรถ Cobra หลายคนกล่าวว่า รถรุ่น Cobra เวลาใช้จริงจะมีแรงมากกว่า 390 แรงม้า ซึ่งอาจแรงถึง 425 แรงม้าก็เป็นไปได้ และรถรุ่น Cobra สามารถวิ่งได้เร็วกว่า 180 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

มัสแตงโฉมที่ 4 เกียร์ธรรมดา จะมี 5 หรือ 6 สปีด (ของเดิม 4 หรือ 5 สปีด) และเกียร์อัตโนมัติจะมี 4 สปีด

เครื่อง Cobra อันที่จริงนี้มีหลายรุ่นหลายแบบ แต่ตัวท็อปสุดนั้น ออกมาในรุ่นปี ค.ศ. 2003 ไม่นานหลังจากนั้น มัสแตง ก็เข้าสู่โฉมที่ 5

Generation ที่ 5 (รุ่นปี ค.ศ. 20052014)

โฉมนี้ เป็นโฉมปัจจุบันของมัสแตง ในช่วงออกแบบ กระแสความนิยมย้อนยุค (Retro) มาแรง การออกแบบมัสแตงโฉมที่ 5 จึงออกแบบตัวรถให้มีความคลาสสิก โดยออกแบบใหม่ทั้งคัน แทบไม่เหลือเค้าโครงของมัสแตงโฉมที่ 4 เลย โดยการออกแบบมัสแตงโฉมนี้ ได้ผสมสไตล์ของมัสแตงโฉมแรกเข้าไปพอสมควร จนมีผู้ตั้งฉายาให้มัสแตงโฉมที่ 5 ว่า “retro-futurism” หรือ ลัทธิย้อนยุค

เครื่องยนต์ตัวท็อปของโฉมนี้ ได้รับรางวัลเครื่องยนต์ยอดเยี่ยม ด้วยการทดสอบความเร่ง พบว่าเครื่องรุ่นท็อปของมัสแตงโฉมนี้ สามารถเร่งความเร็วจาก 0 ไปถึง 96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (60 ไมล์ต่อชั่วโมง) ใน 4.9 วินาที

เครื่องยนต์ตัวนั้นคือ Modular V8 4.6 ลิตร ดัดแปลงมาจากเครื่อง Cobra รุ่นท็อปของโฉมที่ 4 นอกจากนี้ มัสแตงโฉมที่ 5 ได้เพิ่มความจุของถังน้ำมันขึ้นเป็น 60.6 ลิตร (จากเดิม 58.3 ลิตร)

ในปี ค.ศ. 2010 ได้มีการปรับโฉมเกิดขึ้น โดยการเปลี่ยนแปลงภายนอกได้มีการเปลี่ยนกระจังหน้าแบบใหม่ ลดขนาดของไฟหน้าและไฟตัดหมอกให้มีขนาดเล็กลง ฝากระโปรงแบบใหม่ ไฟท้าย LED แบบสามเลนส์ แต่ภายนอกโดยรวมยังคล้ายแบบรุ่นปี 2005-2009 อยู่ ภายในได้เพิ่มความพรีเมี่ยมมากขึ้น

Generation ที่ 6 (รุ่นปี ค.ศ. 2015 – ปัจจุบัน)

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่ 6 ได้เปิดตัวเมื่อวันที่ 5 ตุลาคม ค.ศ. 2013 โดยใช้ชื่อโฉมเป็นโฉมปี 2015 เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 50 ปีของฟอร์ด มัสแตง ที่ได้เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1964 ซึ่งใช้ชื่อโฉมเป็นปี 1965

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่ 6 นี้ เป็นรุ่นแรกที่ผลิตเวอร์ชันพวงมาลัยขวาและวางจำหน่ายลงตลาดทั่วโลก ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “วัน ฟอร์ด (One Ford)” ซึ่งเป็นโครงการที่ไม่แยกโมเดลรถฟอร์ดทั้งหมดขายในต่างประเทศ

ฟอร์ด มัสแตง รุ่นที่ 6 มาพร้อมเครื่องยนต์ V6 ขนาด 3.7 ลิตร 300 แรง ม้า แรงบิด 365 นิวตันเมตร, เครื่องยนต์ EcoBoost ความจุ 2.3 ลิตร 310 แรงม้า แรงบิด 406 นิวตันเมตร และเครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตร 435 แรงม้า แรงบิด 528 นิวตันเมตร กับเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ 6 จังหวะพร้อมเกียร์แบบ Paddle shift

ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 2015 ฟอร์ด มัสแตง ได้รับรางวัล 5 ดาวจาก National Highway Traffic Safety Administration (NHTSA) จากการป้องกันการชนด้านหน้า ด้านข้าง และการกลิ้งของตัวรถ

ในปี 2017 Euro NCAP ได้มีผลทดสอบ 2 ดาวจากฟอร์ด มัสแตง ซึ่งถุงลมนิรภัยนั้น ได้พองตัวอย่างไม่มีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังตัดออปชั่นความปลอดภัยมาตรฐานยุโรปออกไป

SKYLINE GTR

                       วันนี้ผมจะพามาดู NISSAN SKYLINE และ NISSAN GTR

                                                                                 

นิสสัน สกายไลน์ (อังกฤษ: Nissan Skyline / ญี่ปุ่น: 日産・スカイライン Nissan Sukairain) เป็นรุ่นรถยนต์ขนาดกลาง รถสปอร์ต ของบริษัทนิสสันโดยเริ่มผลิตครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 จากบริษัทพรินซ์มอเตอร์ หลังจากนั้นก็ถูกรวมเข้ากับนิสสันในปี 2509

สกายไลน์นั้นได้ออกแบบและได้วิศกรรมโดย Shinichiro Sakurai ซึ่งเขาเป็นหัวหน้าแผนกรถรุ่นนี้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 2554

Generation ที่ 1 (พ.ศ. 25002506)

สกายไลน์โฉมแรกนี้ เปิดตัวในเดือนเมษายน พ.ศ. 2500 ในช่วงแรกนี้ สกายไลน์ถูกผลิตในยี่ห้อ Prince Skyline ด้วยชื่อโฉม ALSI-1 ใช้เครื่องยนต์ GA-30 ขนาด 1482 ซีซี ให้กำลัง 60 แรงม้า ที่ 4,400 รอบต่อนาที มีน้ำหนัก 1,300 กิโลกรัม มีตัวถังรถ 2 แบบ คือ ซีดาน 4 ประตู และสเตชันวากอน 5 ประตู ในช่วงแรกๆ นี้ สกายไลน์เป็นที่รู้จักในฐานะรถครอบครัวระดับหรูหรา

ในพ.ศ. 2501 มีการเปลี่ยนแปลงไมเนอร์เชนจ์ (การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยระหว่างโฉม เปลี่ยนแปลงไม่มากพอที่จะนับเป็นโฉมใหม่) ด้วยชื่อว่า ALSI-2 ใช้เครื่องยนต์ GA-4 ขนาด 1484 ซีซี ให้กำลัง 70 แรงม้า ที่ 4,800 รอบต่อนาที และยังมีสกายไลน์รุ่นสปอร์ต ชื่อว่า BLRA-3 ด้วย

และนอกจากนี้ สกายไลน์ยังมีการผลิตรถกระบะ ซึ่งภายหลังได้แยกตัวไปเป็นรุ่น Prince Miler และรถตู้ ซึ่งก็แยกตัวออกไปเป็นรุ่น Prince Skyway

รวมแล้ว สกายไลน์ Generation ที่ 1 มียอดขายทั้งสิ้น 33,759 คัน (ไม่นับ Miler และ Skyway)

Generation ที่ 2 (พ.ศ. 25062511)

สกายไลน์ในช่วงนี้ การผลิตยังอยู่ในยี่ห้อ Prince Skyline ในช่วงแรกของโฉม ใช้ชื่อโฉมว่า S50 ใช้เครื่องยนต์ประเภท G-1 ต่อมาใน พ.ศ. 2507 ได้ออกรุ่นสปอร์ตออกมา ชื่อว่า S54 และได้รับความนิยมในระดับที่ใกล้เคียงกับรถ ปอร์เช่ 904

ในพ.ศ. 2510 ได้มีการเปลี่ยนแปลงไมเนอร์เชนจ์ ด้วยชื่อโฉม S57 ในช่วงนี้ ปรินซ์ได้รวมสายการผลิตเข้ากับนิสสันแล้ว เป็นรุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ของนิสสัน และเครื่องยนต์ของ S57 เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1487 ซีซี ที่มีกำลังถึง 88 แรงม้า หนึ่งในเครื่องยนต์ขนาดพันห้าร้อยซีซีที่แรงที่สุดในรถญี่ปุ่น

รวมแล้ว สกายไลน์ Generation ที่ 2 มียอดขายทั้งสิ้น 114,238 คัน

Generation ที่ 3 (พ.ศ. 25112515)

โฉมนี้ ใช้ชื่อโฉมว่า C10 ได้มีการออกรถรุ่น GT-R และ GT-X ออกมาเป็นครั้งแรก ซึ่งใช้เครื่องยนต์ขนาด 1958 ซีซี เป็นรถยนต์ประเภทสปอร์ต ทำให้สกายไลน์เริ่มกลายเป็นที่รู้จักในฐานะรถสปอร์ตแทนรถครอบครัวระดับหรูหราเหมือนโฉมก่อนๆ แต่แบบสปอร์ตยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

ในโฉมที่ 3 นี้ มียอดขายรวมทั้งสิ้น 310,447 คัน

Generation ที่ 4 (พ.ศ. 25152520)

โฉมนี้ ใช้ชื่อโฉมว่า C110 แต่ในบางประเทศ จะเป็นที่รู้จักในชื่อ ดัตสัน เค-ซีรีส์ (Datsun K-series) และมี GT-R ขายด้วย

สกายไลน์โฉมที่ 4 มียอดขายสูงถึง 670,562 คัน เป็นโฉมที่ขายดีที่สุดของสกายไลน์

Generation ที่ 5 (พ.ศ. 25202524)

โฉมนี้ ใช้ชื่อโฉมว่า C210 มีด้านหน้ารถที่ยาวขึ้น เครื่องยนต์ 6 สูบ และยังมีการผลิตรุ่น GT-EX และ GT-EX ก็เป็นรุ่นแรกของสกายไลน์ที่มีการใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ แต่ไม่มี GT-R ในโฉมนี้

สกายไลน์โฉมที่ 5 มียอดขายรวม 539,727 คัน

Generation ที่ 6 (พ.ศ. 25242528)

โฉมนี้ ใช้ชื่อโฉมว่า R30 เป็นโฉมแรกและโฉมเดียวที่มีการทำรถรุ่นแบบ Hatchback 5 ประตู (ท้ายกุด ไม่มีกระโปรงหลัง คล้ายกับ ฮอนด้า แจ๊ซ และ โตโยต้า ยาริส)

โฉมนี้ ไม่มี GT-R แต่ได้มีการออกรถรุ่นพิเศษ ที่พิเศษกว่าโฉมอื่นๆ นั่นคือ Paul Newman Version ซึ่งเป็นรถที่ออกมาเพื่อเป็นที่ระลึกในความสัมพันธ์ระหว่างนิสสัน กับ พอล นิวแมน ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดังในช่วงนั้น เนื่องจากพอล นิวแมน ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการขายของนิสสันมานาน โดยรถสกายไลน์รุ่นนิวแมน จะมีลายเซ็นของนิวแมนบนกระโปรงหน้ารถ และยังเป็นที่ต้องการของนักสะสมจากทั่วโลกในปัจจุบัน

สกายไลน์โฉมที่ 6 รวมทุกรุ่นมียอดขายรวมทั้งสิ้น 406,432 คัน

Generation ที่ 7 (พ.ศ. 25282532)

โฉมที่ 7 ใช้ชื่อโฉมว่า R31 เป็นโฉมที่มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาลงเป็นจำนวนมาก และมีรูปทรงที่ทันสมัยกว่าโฉมที่ 6 อยู่มาก และเป็นโฉมแรกที่ใช้เครื่องยนต์กลุ่ม RB และเป็นโฉมที่ทำให้สกายไลน์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางขึ้นในฐานะรถสปอร์ต แต่โฉมนี้ ก็ยังไม่มี GT-R และนอกจากนี้ R31 ก็ยังเป็นโฉมสุดท้ายที่มีระบบขับเคลื่อนล้อหลังเพียงระบบเดียว หลังจากโฉมนี้ไป จะมีระบบขับเคลื่อน 2 แบบ คือระบบขับเคลื่อนล้อหลัง กับขับเคลื่อนสี่ล้อจนถึงปัจจุบัน

สกายไลน์โฉมที่ 7 มียอดขายรวม 309,716 คัน

Generation ที่ 8 (พ.ศ. 25322537)

โฉมที่ 8 ใช้ชื่อโฉมว่า R32 รหัส bnr32 สกายไลน์มี 2 รุ่นที่สำคัญ คือ

    • Nissan Skyline GT-S R32 เครื่องยนต์ RB20DET
  • Nissan Skyline GT-R R32 (BNR32) เครื่องยนต์ RB26DETT

และโฉมนี้ กลับมาผลิตสกายไลน์ GT-R อีกครั้ง หลังจากหายไปตั้งแต่โฉมที่ 4 เป็นโฉมที่ทำให้สกายไลน์ GT-R เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและโด่งดังไปในวงกว้าง จากการที่สกายไลน์ R32 ชนะการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในญี่ปุ่น 29 รางวัล และชนะเลิศซูเปอร์จีทีถึง 2 ปีติดต่อกัน นอกเหนือจากการแข่งขันในประเทศ GT-R ยังได้ชนะการแข่งขันออสเตรเลียนทัวริง 3 ปีติดต่อกันระหว่างปี 2533-2535 (ซึ่งในปี 2536 มีการเปลี่ยนแปลงกติกาซึ่งทำให้ GT-R ไม่สามารถร่วมลงแข่งได้)

ส่วนในแง่ของรถทั่วไป สกายไลน์โฉมที่ 8 เป็นรถรุ่นแรกที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นที่มีการผลิตเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดออกขาย (ปัจจุบัน รถบางรุ่นบางยี่ห้อยังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด ไม่ใช่ 5 สปีด) ควบคู่กับเกียร์ธรรมดา

สกายไลน์โฉมที่ 8 นี้ มียอดขายรวมทั้งสิ้น 296,087 คัน

Generation ที่ 9 (พ.ศ. 25362541)

โฉมที่ 9 ใช้ชื่อโฉมว่า R33 มีรถ 2 รุ่นที่สำคัญ คือ

    • Nissan Skyline GT-S R33 เครื่องยนต์ RB25DETT
  • Nissan Skyline GT-R R33 (BCNR33) เครื่องยนต์ RB26DETT 156.7 cu.in. / 2,568 c.c. 400 แรงม้า

สกายไลน์โฉมที่ 9 มียอดขายรวมทั้งสิ้น 217,113 คัน

Generation ที่ 10 (พ.ศ. 25412545)

โฉมที่ 10 ใช้ชื่อโฉมว่า R34 มีรถ 2 เกรดที่สำคัญคือ

    • Nissan Skyline GT-S R34 (ER34) เครื่องยนต์ RB25DET Neo6 เกียร์อัตโนมัติ
  • Nissan Skyline GT-R R34 (BNR34) เครื่องยนต์ RB26DETT 156.7 cu.in. / 2,568 c.c.

ในโฉมนี้ เกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีดถูกยกเลิกชั่วคราว ทำให้สกายไลน์โฉมนี้มี 6 เกียร์ธรรมดา(GT-R) กับอัตโนมัติแบบ 4 สปีดเท่านั้น แต่ในโฉมนี้ สกายไลน์ได้มีการผลิตเกียร์แบบ Triptonic ออกขาย (เกียร์ Triptonic คือเกียร์ที่สามารถปรับใช้เป็นเกียร์ธรรมดาก็ได้ เกียร์อัตโนมัติก็ได้ ในเกียร์ชุดเดียวกัน) เป็นครั้งแรกของสกายไลน์ ในแบบ GT-S จะมี sunroof ในแบบ GT-R จะไม่มี sunroof

โฉมที่ 10 มียอดขายรวม 64,623 คัน

Generation ที่ 11 (พ.ศ. 25442550)

โฉมที่ 11 ใช้ชื่อโฉมว่า V35 เป็นโฉมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสกายไลน์ เพราะหลังโลดแล่นในวงการรถสปอร์ตมานาน ทางนิสสัน ได้ตัดสินใจให้นิสสัน สกายไลน์ GT-R แยกตัวออกไปเป็นรถรุ่นใหม่ สายการผลิตใหม่ ของนิสสัน (คือ นิสสัน จีที-อาร์) ไม่ขึ้นตรงกับชื่อสกายไลน์อีกต่อไป ทำให้สกายไลน์ โฉมที่ 11 กลับคืนสู่การเป็นรถครอบครัวขนาดใหญ่อีกครั้ง

นอกจากนี้ ในโฉมนี้ ยังมีเกียร์ CVT (Continuously variable transmission เกียร์อัตโนมัติที่ซอยเป็นหลายสปีด เพื่อให้มีความต่างของอัตราทดของแต่ละเกียร์น้อยลง ทำให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากกว่าเกียร์อัตโนมัติทั่วไป) เป็นครั้งแรก เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น มันก็มีคุณภาพที่สูงมาก จนได้รับฉายาว่า “The best Skyline ever.” หรือ สกายไลน์ที่ดีที่สุด (ใน 11 โฉมแรก)

Generation ที่ 12 (พ.ศ. 2549-2556)

โฉมที่ 12 ใช้ชื่อโฉมว่า V36 เป็นอีกโฉมหนึ่งของสกายไลน์ที่เป็นรถครอบครัว ตัวถังมีให้เลือกคือ 4 ประตู,2 ประตู คูเป้,2 ประตู เปิดประทุน,5 ประตู SUV(ใช้ชื่อนิสสัน สกายไลน์ครอสโอเวอร์ ผลิตในปี พ.ศ. 2552 )เครื่องยนต์มีให้เลือก คือ 2.5,3.5และ3.7 V6 เกียร์มีให้เลือก5,7 สปีดออโตเมติก,ธรรมดา 6 สปีด ความยาวระยะฐานล้อ ยาว 2,850 มม. รุ่นนี้ใช้อีกชื่อในอเมริกา ในแบรนด์ Infiniti G35,G37 ส่วนนิสสัน สกายไลน์ครอสโอเวอร์ในอเมริกาจะใช้ชื่อ Infiniti EX

Generation ที่ 13 (พ.ศ. 2557-ปัจจุบัน)

มาในชื่อรุ่น HV37 เป็นนิสสันสกายไลน์รุ่นล่าสุด ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2014 เป็น Skyline Hybrid ด้วยให้ความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ใช้เครื่องยนต์ 3.5 ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้าเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้แรงม้า 359 แรงม้า เป้าหมายการตลาดของ Nissan Skyline Gen13 นี้จะแตกต่างออกไปจากรุ่นก่อน คือเน้นไปที่ผู้ใหญ่วัยทำงานอายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นสกายไลน์ที่ให้ความหรูหรามากกว่าดูสปอร์ตเหมือนวัยรุ่น ในเจเนอเรชั่น 13 นี้จะไม่มีตัวถังแบบคูเป้ เพราะ Nissan GT-R ได้แยกไลน์การผลิตไปแล้ว และยังมีนิสสัน 370z ให้เลือกสำหรับคนชอบรถสปอร์ตอีกด้วย ทำให้ Nissan Skyline จะเริ่มดูเป็นรถผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น

NISSAN GTR R35

นิสสัน จีที-อาร์ (อังกฤษ:Nissan GT-R) หรือชื่อในทางเทคนิค R35เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เครื่องยนต์ลำหน้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) 2 ประตู 2+2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัทนิสสันจากประเทศญี่ปุ่น จีที-อาร์ เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 6 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2007 ที่ประเทศญี่ปุ่น และที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2008 ส่วนประเทศอื่นๆ ในเดือน มีนาคม ปี ค.ศ. 2009 ได้รับการออกแบบโดย ชิโร นากามูระ (Shiro Nakamura)

นิสสัน จีที-อาร์ จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นรถซูเปอร์คาร์ ไม่กี่คันที่มาจาก ประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถเทียบชั้นได้กับ ซูเปอร์คาร์ยี่ห้อดังในยุโรปเช่น เฟอร์รารี่,ลัมโบร์กีนี,ปอร์เช่ เป็นต้น จึงทำให้ภาพพจน์รถยนต์ของญี่ปุ่นดูสูงขึ้นมาก เพราะนิสสันจีที-อาร์ เป็นรถคันเดียวของญี่ปุ่นที่สามารถเป็นรถคูเป ที่เร็วที่สุดของโลกได้ เมื่อเทียบกับแต่ก่อนที่ รถจากญี่ปุ่นขึ้นชื่อเป็นรถราคาถูก ด้อยคุณภาพ ไม่สามารถเทียบชั้นได้กับ รถในสหรัฐ และ รถในยุโรป นิสสัน จีที-อาร์ ได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊ค ปี ค.ศ. 2011 ว่า เป็นรถสี่ที่นั่งที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดในโลก (Fastest 0–60 mph acceleration by a four seater production car) แต่ถึงอย่างไรก็ดีปัจจุบันสถิตินี้ถูกลบไปแล้ว โดยเฟอร์รารี่ เอฟ12เบอร์ลิเนตต้าที่เข้ามาครองอันดับ 1 แทน

ประวัติ

ระหว่างปี 2512–2517 และระหว่างปี 2532–2545 นิสสันได้ผลิตรถที่มีสมรรถนะสูงที่ต่อยอดมาจากนิสสัน สกายไลน์ คูเป้ ได้ใช้ชื่อว่านิสสัน สกายไลน์ จีที-อาร์ โดยรถคันนี้ได้พิสูจน์ว่าเป็นสัญลักษณ์ของนิสสัน และได้ประสบผลสำเร็จทางด้านชื่อเสียงและรางวัลมากมายไม่ว่าจะอยู่บนถนนหรืออยู่ในสนามแข่ง นิสสัน จีที-อาร์ เป็นรุ่นที่ไม่ได้สร้างอยู่บนพื้นฐานของสกายไลน์อีกต่อไป แต่ได้การวิวัฒนาการมาจากนิสสัน สกายไลน์ จีที-อาร์ (โดนนิสสัน สกายไลน์นั้น เปลี่ยนมาเป็นรถบ้านและได้ขายในชื่ออินฟินิตี้ จี35)

นิสสัน จีที-อาร์ เป็นรถรุ่นใหม่ที่ได้รับการออกแบบรูปแบบตัวรถให้คล้ายกับรุ่นสกายไลน์ จีที-อาร์ คือขับเคลื่อนสี่ล้อ เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 6 สูบและมีไฟท้ายเป็นวงกลมสี่วง ส่วนระบบเลี้ยวทั้งสี่ล้อ HICAS ของสกายไลน์ จีที-อาร์ได้ถูกถอดออกไป และเครื่องยนต์เก่าของสกายไลน์ จีที-อาร์ RB26DETT ก็ได้ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ VR38DETT. เมื่อจีที-อาร์นั้น ได้ออกแบบให้คล้ายคลึงกับสกายไลน์แล้ว รหัสตัวถึงก็จึงคล้ายกันกับสกายไลน์คือ CBA-R35, หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘R35’ (CBA เป็นคำนำหน้าสำหรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษ) ซึ่งรหัสนี้เป็นรูปแบบการตั้งรหัสที่คล้ายกันกับสกายไลน์ จีที-อาร์รุ่นก่อนๆ และจีที-อาร์ รุ่นนี้ก็ยังได้รับฉายาตามรุ่นพี่สกายไลน์คือ ก็อตซิลล่า โดยฉายานี้ได้รับการแต่งตั้งให้โดยนิตยสาร Wheels จากประเทศออสเตรเลียในฉบับเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2532

วันนี้เราพอกันเท่านี้ดีกว่าครับ สำหรับเจ้า ก็อตซิล่า หรือ SKYLINE & GTR

CBR 1000 RR

                                                      Honda CBR 1000 RR 

               หลายๆคนคงจะชอบรถบิ๊กไบค์กัน ผมก็คนหนึ่งแหละที่ชื่นชอบและอยากได้ และอยากครอบครอง และรถที่ผมชอบคือ Honda CBR 1000 RR มันไม่ใช่รถที่เร็วที่สุด หรือ สวยที่สุด แต่ มันเป็นรถที่ขับสนุก ควบคุมง่าย และมีอะไรให้ทำกับมันได้อีกเยอะ ถ้าเทียบกับรถค่ายอื่นๆ เช่น BMW S1000RR หรือ DUCATI SV4 หรือ KAWAZAKI ZX10R และค่ายอื่นๆ ซึ่งค่ายที่ว่ามาผลิตรถมามีแรงม้าที่สูง มีโหมดในการควบคุมอะไรหลายๆอย่างที่ลงตัว และผมมองว่ามันเต็มแล้ว มันแต่งเพิ่มอะไรไม่ค่อยได้ ได้เต็มที่คือตกแต่งภายนอก ซึ่งในความคิดผมน่ะ มันขับยาก ยิ่งในเมืองไทยที่รถเยอะๆแล้วด้วย ยิ่งยากเข้าไปใหญ่ แถมยิ่งแรงม้าเยอะ กฌแลกกับการกินน้ำมันที่เยอะขึ้น

          ผมจะเริ่มอธิบายสเปคของเจ้า HONDA CBR 1000 RR ให้ฟังนะครับ

HONDA CBR 1000 RR มาพร้อมเครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 4 จังหวะ DOHC 16 วาล์ว ขนาด 998 ซีซี. 192 แรงม้า ที่ 13,000 รอบ/นาที มีระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ Programmed Dual Stage Fuel Injection (PGM-DSFI) มีระบบจุดระเบิด DIGITAL TRANSISTORIZED WITH ELECTRONIC ADVANCE มีระบายความร้อนด้วยน้ำ คลัตช์มือแบบเปียกหลายชั้น มีระบบ QUICK SHIFTER ที่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้โดยไม่ต้องบีบคลัทช์ แรงบิดสูงสุด 114 นิวตันเมตร ที่ 11,000 รอบ/นาที ใช้ IMU 5 แกน ทำงานร่วมกับการปรับแรงบิด TORQUE 9 ระดับ โดดเด่นด้วยดีไซน์สปอร์ตโฉบเฉี่ยวไฟหน้าคู่ ไฟแบบ LED รวมไปถึงไฟเลี้ยวและไฟท้ายก็เป็นไฟแบบ LED เหมือนกัน จอแสดงผลแบบ TFT (THIN-FILM TRANSISTOR) LCD เทคโนโลยีเดียวกับที่ใช้ใน RC213V-S ยังมีถังน้ำมันTITANIUM FUEL TANK ที่มีความเบาและแข็งแรง

รายละเอียดข้อมูล Honda CBR1000RR เพิ่มเติม

HONDA CBR 1000 RR มาพร้อมระบบกันสะเทือนด้านหน้าแบบ โช้คคู่ TELESCOPIC หัวกลับ สามารถปรับระดับได้ โดดเด่นด้วยแกนโช้คสีทอง ล้อหน้าเป็นแบบล้อแม็กซ์ขนาด 17 นิ้ว ยางหน้าที่ให้มามีขนาดยางอยู่ที่ 120/70 ZR-17 58W ระบบเบรกหน้าเป็นแบบ ดิสก์เบรคคู่ คาลิปเปอร์เบรค MONOBLOCK 4 POT จาก BREMBO ระบบกันสะเทือนด้านหลังแบบ UNIT PRO – LINK WITH GAS – CHARGED ล้อหลังเป็นแบบล้อแม็กซ์ขนาด 17 นิ้ว ยางหลังที่ให้มามีขนาดยางอยู่ที่ 180/55 ZR-17 73W ระบบเบรกหลังเป็นแบบ ดิสก์เบรกเดี่ยว MONOBLOCK 4 POT จาก BREMBO ท่อไอเสีย Tiatanium พร้อม TBM & APS ยังมีเซ็นเซอร์ APS ที่ฝังอยู่ใน Handlebar grip เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานที่ตอบสนองกับแรงบิด

ข้อมูลทางเทคนิค Honda CBR1000RR

เครื่องยนต์ 4 สูบเรียง 4 จังหวะ DOHC 4 วาล์วต่อลูกสูบ

ขนาดเครื่องยนต์ 998 CC.

ระบบระบายความร้อน น้ำ

กำลังเครื่องยนต์ 192 แรงม้า (141 กิโลวัตต์) ที่ 13,000 รอบ/นาที

แรงบิดสูงสุด 114 นิวตันเมตรที่ 11,000 รอบ/นาที

เกียร์ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด

คลัตช์มือแบบเปียกหลายชั้น

ระบบสตาร์ท สตาร์ตไฟฟ้า (มือ)

แบบเครื่องยนต์ 4 จังหวะ (LIQUID – COOLED INLINE FOUR – CYLINDER)

ระบบจุดระเบิด DIGITAL TRANSISTORIZED WITH ELECTRONIC ADVANCE

ประเภทน้ำมันเชื้อเพลิง เบนซิน 95

ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง หัวฉีด (PGM – DSFI)

ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง 16 ลิตร

ระบบกันสะเทือน ล้อหน้า TELESCOPIC แบบหัวกลับ

ระบบกันสะเทือน ล้อหลัง UNIT PRO – LINK WITH GAS – CHARGED

ระบบเบรก ล้อหน้า ดิสก์เบรคคู่

ระบบเบรก ล้อหลัง ดิสก์เบรกเดี่ยว

แบบวงล้อ แม็กซ์

ขนาดยาง หน้า 120/70 ZR-17 58W

ขนาดยาง หลัง 180/55 ZR-17 73W

ขนาดรถ(ยาว X กว้าง X สูง มม.) 2,065X 715 X 1,125 มม.

น้ำหนัก 195 กก.

มาถึงตรงนี้ผมว่า คงมีคนอยากได้เหมือนผมแล้วล่ะ

เครดิต By อออ๊อด

 

S2000

HONDA S2000

ฮอนด้า S2000เป็นหวงที่ถูกผลิตโดย บริษัท ญี่ปุ่นฮอนด้าจากปี 1999 ถึงปี 2009 เป็นครั้งแรกที่แสดงเป็นรถแนวคิดที่Tokyo Motor Showในปี 1995, รุ่นการผลิตที่ถูกเปิดตัวในเดือนเมษายนปี 1999 เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 50 ปีของ บริษัท ฯ S2000 คงเป็นชื่อของเครื่องยนต์ของสองลิตร, การดำเนินการในประเพณีของS500 , S600และS800 Roadsters ของปี 1960

มีการปรับเปลี่ยนหลายครั้งตลอดอายุการใช้งานของรถยนต์รวมถึงการเปลี่ยนแปลงเครื่องยนต์กระปุกเกียร์ระงับการตกแต่งภายในและภายนอก อย่างเป็นทางการมีสองสายพันธุ์อยู่: รูปแบบการเปิดตัวครั้งแรกได้รับรหัสตัวถัง AP1 แม้ว่า cosmetically ที่คล้ายกันรุ่น facelifted (ที่รู้จักกันเป็น AP2 ในอเมริกาเหนือและญี่ปุ่น) รวมการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเพื่อ drivetrain และระงับ การผลิตของ S2000 สิ้นสุดลงในวันที่ 19 สิงหาคม 2552

Concept car

แนะนำที่ 1995 Tokyo Motor Show , ฮอนด้ากีฬาการศึกษารุ่นรถแนวคิดคือการศึกษาการออกแบบสำหรับการผลิต S2000 SSM เป็นด้านหลังล้อไดรฟ์หวงขับเคลื่อนโดย 2.0 ลิตร (122 ลูกบาศ์ก) แบบอินไลน์เครื่องยนต์ห้ากระบอก มันมีลักษณะเป็นกรอบ X-bone สูงที่ฮอนด้าอ้างว่าปรับปรุงความแข็งแรงและความปลอดภัยของการชนกันของรถ รถแนวคิดถูกสร้างขึ้นด้วยแผ่นอลูมิเนียมตัวและมีจุดเด่นที่การกระจายน้ำหนัก 50:50

SSM ปรากฏตัวในงานแสดงรถยนต์หลายปีหลังจากนั้นซึ่งเป็นนัยยะถึงความเป็นไปได้ที่จะมีเวอร์ชั่นการผลิตซึ่งฮอนด้าประกาศในปี 2542

รุ่นแรก (AP1 – 1999-2003)

S2000 คงถูกนำมาใช้ในปี 1999 สำหรับปี 2000 รุ่นปีและได้รับการแต่งตั้งแชสซีของ “AP1” มันมีด้านหน้ากลางเครื่องยนต์รูปแบบด้านหลังล้อไดรฟ์ที่มีอำนาจส่งโดย 1,997 ซีซี (122 ลูกบาศ์ก) แบบอินไลน์สี่สูบ แถวเรียง DOHCVTECเครื่องยนต์ เครื่องยนต์ (codenamed F20C ) ผลิตเอาท์พุท 177-184 กิโลวัตต์ (237-247 แรงม้า) และ 208-218 N⋅m (153-161 ปอนด์) ขึ้นอยู่กับตลาดเป้าหมายเครื่องยนต์จะติดตั้งเกียร์ธรรมดา 6 สปีดและTorsen limited slip differential. S2000 ประสบความสำเร็จในสิ่งที่ฮอนด้าอ้างว่าเป็นการผลิตเครื่องยนต์ที่ใช้กำลังการผลิตสูงที่สุดในโลกโดยเฉพาะ รุ่นที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด; JDM F20C ได้รับการจัดอันดับที่ 250 ps (247 แรงม้า) หรือ 125 ps ต่อ L อันเป็นผลมาจากอัตราการบีบอัดที่สูงขึ้น 11.7: 1

รวมถึงอิสระปีกนกคู่ ระงับ , ช่วยระบบไฟฟ้าพวงมาลัยและบูรณาการห่วงม้วนรถมีล้อ 16 นิ้ว (41 ซม.) พร้อมยาง Bridgestone Potenza S-02 เครื่องยนต์ขนาดกะทัดรัดและน้ำหนักเบาติดตั้งทั้งหมดที่อยู่เบื้องหลังเพลาหน้า, อนุญาตให้ S2000 เพื่อให้บรรลุ 50:50 หน้า / หลังการกระจายน้ำหนักและลดแรงเฉื่อยในการหมุน ด้านบนไวนิลไฟฟ้าที่มีผ้าซับในเป็นมาตรฐานพร้อมด้วยhardtop อลูมิเนียมที่มีให้เลือกเป็นพิเศษ (ในปี 2544) ฮอนด้านำเสนอ Berlina Black, New Formula Red, Gran Prix White, Sebring Silver และ Silverstone Metallic ในตลาดภายในประเทศของสหรัฐอเมริกา

โมเดลปี 2544 ส่วนใหญ่ไม่เปลี่ยนแปลง ฮอนด้าได้เพิ่มนาฬิกาดิจิตอลลงในจอวิทยุและทำมาตรฐานป้องกันลมหลัง ฮอนด้ายังเพิ่มสปาเหลืองไปยังตลาดสหรัฐในประเทศ สำหรับรุ่นปีพ. ศ. 2545 ได้มีการปรับปรุงการระงับการใช้งานและหน้าต่างด้านหลังพลาสติกถูกแทนที่ด้วยชุดกระจกที่มีตัวยับยั้งไฟฟ้า การปรับปรุงอื่น ๆ รวมถึงการปรับปรุงเล็กน้อยโคมไฟท้ายกับวงโครเมี่ยม, วิทยุอัพเกรดด้วยทวีตเตอร์แยกลูกบิดหนังเกียร์ปกคอนโซลหนังเทียมและปรับปรุงหน่วยควบคุมเครื่องยนต์ ฮอนด้าเพิ่มซูซูกะเซอร์สีน้ำเงินกับผู้เล่นตัวจริงในตลาดสหรัฐอเมริกา

AP1 ถูกผลิตขึ้นในปี 2003 ที่โรงงานTakanezawaของฮอนด้าควบคู่ไปกับHonda NSXและHonda Insight hybrid

ประเภท V (Japan – 2000)

ตลาดในประเทศญี่ปุ่นได้รับฉบับพิมพ์ V ตั้งแต่กลางปีพ. ศ. 2543 ประกอบด้วยระบบเกียร์ทดเกียร์ตัวแปร (VGS) ระบบพวงมาลัยที่เปลี่ยนอัตราส่วนการขับต่อเนื่องตามความเร็วของรถและมุมพวงมาลัยเพื่อให้มีการจัดการที่ดีขึ้น ฮอนด้าประกาศเปิดตัว S2000 Type V เมื่อวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2543 เป็นระบบแรกในประเภทนี้ อัตราส่วนการบังคับเลี้ยวแบบล็อคเพื่อล็อคลดลงเหลือ 1.4 เท่า (หุ้นคือ 2.4) ฮอนด้าติดตั้งรถยนต์ประเภท V ที่มีชุดลดแรงสั่นสะเทือนที่ปรับเปลี่ยนใหม่และตัวลดแรงสั่นสะเทือนที่ จำกัด เพื่อ “เติมเต็ม VGS” รถที่ติดตั้งมาพร้อมกับพวงมาลัยพิเศษและป้าย VGS ที่ด้านหลัง ชุดพวงมาลัยพาวเวอร์ / จัดการ Type V

รุ่นที่สอง (ที่รู้จักกันในนาม “AP2” และในยุโรปเป็น “AP1 ดึง” – 2004-2009)

รุ่น S2000 2004 การเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่หลายความหมาย การผลิตย้ายไปซูซูกะเซอร์ รุ่นใหม่นำล้อ 17 นิ้ว (43 ซม.) และยาง Bridgestone RE-050 มาพร้อมกับระบบกันสะเทือนแบบ retuned เพื่อลดความผิดพลาด อัตราการสปริงและการลดการสั่นสะเทือนของโช้คอัพมีการเปลี่ยนแปลงและรูปทรงเรขาคณิตระงับการปรับเปลี่ยนเพื่อปรับปรุงเสถียรภาพโดยการลดการเปลี่ยนแปลงของนิ้วเท้าในการรับแรงในแนวขวาง เฟรมย่อยได้รับการออกแบบเพื่อให้มีความแข็งแรงสูง ในกล่องเกียร์ตัวประสานทองเหลืองถูกแทนที่ด้วยคาร์บอนไฟเบอร์ นอกจากนี้ยังมีการเปลี่ยนแปลงเครื่องสำอางค์จากด้านนอกด้วยชุดกันชนด้านหน้าและด้านหลังชุดประกอบไฟท้ายใหม่LEDไฟท้ายและท่อไอเสียรูปไข่ แม้ว่าเครื่องสำอางค์ระบบกันสะเทือนและการอัพเกรดระบบระบายความร้อนส่วนใหญ่จะรวมอยู่ในญี่ปุ่นออสเตรเลียและยุโรป S2000s พวกเขาเก็บเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร F20C ไว้และยังคงได้รับการแต่งตั้งให้เป็น AP1

สำหรับตลาดอเมริกาเหนือการปรับปรุงรวมถึงการเปิดตัว F20C ( F22C1 ) รุ่นใหญ่เครื่องยนต์ขนาดใหญ่นี้ให้ชื่อ AP2 ตัวถัง F22C1 เครื่องยนต์ของจังหวะยาวเพิ่มขึ้นแทนที่ 2,157 ซีซี (132 ลูกบาศ์กใน) ในขณะเดียวกันการลดค่าใช้จ่ายลดลงจาก 8,800 รอบต่อนาทีและ 9,000 รอบต่อนาทีเป็น 8,000 รอบต่อนาทีและ 8,200 รอบต่อนาทีตามลำดับโดยได้รับการสนับสนุนจากการเดินทางไกลขึ้นของลูกสูบ แรงบิดสูงสุดเพิ่มขึ้น 6% เป็น 220 N⋅m (160 lbf⋅ft) ที่ 6,800 rpm ขณะที่กำลังขับยังคงเดิม 177 กิโลวัตต์ (237 แรงม้า) ที่ความเร็วรอบต่ำกว่า 7,800 รอบต่อนาที ร่วมกับการแนะนำ F22C1 ฮอนด้ายังได้เปลี่ยนอัตราส่วนเกียร์เกียร์โดยการลดเกียร์ห้าตัวแรกและยืดระยะเวลาที่หก

ในปี 2549 F22C1 ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับตลาดญี่ปุ่นด้วยกำลังการผลิต 178 กิโลวัตต์ (239 แรงม้า) และ 221 นิวตันเมตร (163 ลิตร) F20C ดำเนินต่อไปในตลาดอื่น ๆ ทั้งหมด รุ่นปี 2006 นำเสนอไดรฟ์ด้วยคันเร่งลวดระบบควบคุมเสถียรภาพอิเล็กทรอนิกส์ล้อใหม่และสีภายนอกใหม่ Laguna Blue Pearl การเปลี่ยนแปลงภายในรวมที่นั่งแก้ไขและลำโพงสเตอริโอเพิ่มเติมรวมอยู่ใน headrests

คลับแข่ง (เรา – 2551)

รุ่นปี 2550 เป็นครั้งแรกที่มีการนำเสนอใน S2000 มากกว่าหนึ่งระดับตัดแต่งในสหรัฐอเมริกา นอกจากฐานแบบจำลองฮอนด้านำเสนอรุ่นอื่น ๆ อีกมากมายติดตามเชิงของ S2000 โดดเด่นด้วยน้ำหนักที่ลดลง, สิ่งอำนวยความสะดวกน้อยลงและเพิ่มขึ้นในการปฏิบัติงาน S2000 Club Racer ได้เปิดตัวครั้งแรกในโลกที่New York International Auto Showเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2550 การเปลี่ยนแปลงของ CR รวมถึงอัตราส่วนที่ต่ำกว่าของระบบพวงมาลัยปรับระบบไอเสียลงมาเป็นสีดำล้อเลื่อนสีดำล้อสีเครื่องหมายด้านข้างชัดเจน ระงับความแข็งและยาง Bridgestone Potenza RE070 รุ่นใหม่ที่กว้างขึ้นที่ด้านหลัง 245 / 40R-17 ถึง 255 / 40R-17. มีการตรวจสอบชุดอุปกรณ์ที่ปรับปรุงใหม่ซึ่งประกอบด้วยหน้าแปลนด้านหน้าและสปอยเลอร์ขนาดใหญ่ซึ่งมีการทดสอบด้วยอุโมงค์ลมและอ้างว่าลดค่าสัมประสิทธิ์การยกโดยรวมของลิฟท์ได้ 70-80% ด้านอ่อนนุ่มที่พับเก็บได้ถูกถอดออกและถูกแทนที่ด้วยโครงกระดูกเสริมที่เสริมด้วยฝาครอบtonneauในขณะที่ด้านบนซึ่งเป็นอุปกรณ์เสริมในรุ่นอื่น ๆ ได้กลายเป็นคุณสมบัติมาตรฐานของ CR ฮอนด้ายังได้เปลี่ยนปุ่มลูกบิดเปลี่ยนไปเป็นพิเศษด้วยลูกบิดเปลี่ยนอลูมิเนียมทรงกลมแบบทรงกลมที่เหลือเพียง 12.6 มม. สำหรับการลดจังหวะการกระพริบลง 6 เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับลูกบิดเปลี่ยนทรงกระบอก S2000 ทั่วไป (อลูมิเนียม / หนังหุ้ม) ในทางกลับกันความพยายามในการเปลี่ยนภาระเพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ด้วยการออกแบบใหม่

รุ่น CR มีให้เฉพาะกับการตกแต่งภายในอัลแคนระสีเหลืองและสีดำ นอกจากนี้ CR ภายในมีการเลเยอร์คาร์บอนไฟเบอร์ faux บนคอนโซลกลางและประตูวิทยุและไฟแสดงสถานะสูงสุดบนแผงวัดของเครื่องดนตรีซึ่งจะกะพริบเมื่อเครื่องยนต์กำลังผลิตเอาต์พุตสูงสุด สุดท้ายในความพยายามที่จะลดน้ำหนักและลดศูนย์แรงโน้มถ่วงยางอะไหล่ถูกละเว้นและเครื่องปรับอากาศและสเตอริโอถูกนำเสนอเป็นตัวเลือกเท่านั้น การประหยัดน้ำหนักสุทธิโดยไม่ต้องใช้วัสดุแข็งเพิ่มเติมได้ถึง 41 กก. (90 ปอนด์) เมื่อเทียบกับรุ่นมาตรฐาน เครื่องยนต์ใน S2000 CR ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจากการตัดมาตรฐาน  ชิเกรุ Ueharaออกแบบ S2000 ระบุว่า cr อยู่ระหว่างประเภท s และประเภทสมมุติสมมุติ ฮอนด้าไม่เคยทำอย่างเป็นทางการประเภท R สำหรับ S2000

คาดว่าจะมียอดการผลิตได้ไม่ถึง 2,000 คันอย่างไรก็ตามจำนวนที่ผลิตได้คือ 699 สำหรับรุ่นปี 2008 และ 2009 ตัวเลขการผลิตแบ่งออกได้ดังนี้ เอเพ็กซ์บลูเพิร์ล: 200 (รุ่นลบ 21 ชิ้น) Rio Yellow Pearl: 140 (ลบออกได้ 20 รุ่น) Berlina Black: 269 (ลบ 10 รุ่น) Grand Prix White: 90 (8 รุ่นลบ) สำหรับ 699 (668 สำหรับปี 2008, 31 2009) ฮอนด้ายังคงนำเสนอทั้งรุ่นมาตรฐานและรุ่น CR สำหรับรุ่นปี 2009

ประเภท S (Japan – 2008)

ตลาดในประเทศญี่ปุ่นได้รับฉบับพิมพ์ S สำหรับช่วงสองปีที่ผ่านมาของการผลิต (2008-2009) การเปลี่ยนแปลงมีความคล้ายคลึงกับรุ่น CR ของตลาดสหรัฐซึ่งเป็นการแบ่งเบาการสูญเสียน้ำหนัก bodykit ที่สร้างขึ้นเพื่อให้มีแรงกดสูงขึ้นล้อและการตกแต่งภายในที่มากขึ้น แม้ว่าจะมีการแบ่งล้อกับรุ่น CR รุ่น S จะมีขนาดยางด้านหลัง 245 / 40R-17 เพื่อให้สามารถใช้งานได้ดียิ่งขึ้น เฉพาะประเภทการติดตั้ง S ระงับด้วยรูปทรงเรขาคณิตที่ดีขึ้นได้รับการออกแบบมาเพื่อเพิ่มการจัดการ, การติดตั้งแข็ง แต่ประนีประนอมมากกว่าการติดตั้งเพื่อให้เหมาะกับ CR ดีกว่าที่จะขับรถมีชีวิตชีวาในชีวิตประจำวันและญี่ปุ่นtougeประสบการณ์ ประเภท S ยังคงกลไกการพับขึ้นด้านบนนุ่ม

การตกแต่งภายในเป็นแบบวัสดุ alcantara เฉพาะสีเหลืองและสีดำชนิด S มีการตกแต่งภายในเครื่องหนังจาก S2000 มาตรฐานเป็นตัวเลือกฟรี ลูกบิดเปลี่ยนอลูมิเนียมที่มีจังหวะการกระเพื่อมลดลงจะใช้ร่วมกับ CR ในขณะที่ CR ถูกออกแบบมาให้เป็นรถแทรคเตอร์ชนิด S ถูกออกแบบมาเพื่อการจัดการที่ดีขึ้นและรักษาความสะดวกสบายของสิ่งมีชีวิตบางอย่าง มีเพียง 1,755 ฉบับเท่านั้นที่ผลิตและจำหน่ายในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น (2550: 168 หน่วย 2551: 827 หน่วย 2552: 737 หน่วย 2553 [ม.ค. – มิ.ย. ]: 23 ยูนิต)

GT (UK – 2002)

ในสหราชอาณาจักรจาก 2002 รุ่นถูกเสนอในทั้ง roadster และ GT ตัด GT มีจุดแข็งที่ถอดออกได้และมีมาตรวัดอุณหภูมิภายนอก ราคารถบนท้องถนนมีมูลค่า 27,300 ปอนด์และ 27,850 ปอนด์ตามลำดับ

Ultimate Edition และ GT Edition 100 (Europe – 2009)

S2000 Ultimate Edition (continental Europe) และ GT Edition 100 (UK) เป็นรุ่นที่ จำกัด ของ S2000 ที่เผยแพร่เพื่อระลึกถึงการสิ้นสุดการผลิต ทั้งสองรุ่นมีสีขาวของ Grand Prix สีขาวด้านบนที่ถอดออกได้ยากล้ออัลลอยด์แกรไฟต์และภายในเครื่องสีแดงพร้อมสีแดงสำหรับเย็บบนคันเกียร์

Ultimate Edition ได้รับการเปิดเผยในงาน 2009 Geneva Motor Showและได้มีการจำหน่ายในเดือนมีนาคม 2552  GT Edition 100 ได้รับการเผยแพร่อย่าง จำกัด จาก 100 ชุดสำหรับตลาดสหราชอาณาจักร นอกเหนือจากข้อกำหนดของ Ultimate Edition แล้วยังมีป้าย S2000 สีดำและแผ่นโลหะที่มีตัวเลขอยู่บนแผ่นจานรองซึ่งแสดงให้เห็นว่ารถรุ่นใดเป็นชุด

มีหมายเลขตั้งแต่ 1 ถึง 101 (ถูกละไว้ 49) All Grand Prix สีขาวพร้อมด้วยปืนกลสีดำสีดำโครเมี่ยม S2000 และความแตกต่างภายในเครื่องสำอาง

อเกร่า

Koenigsegg Agera

Koenigsegg Ageraเป็นกลางเครื่องยนต์ รถสปอร์ตที่ผลิตโดยผู้ผลิตรถยนต์สวีเดนKoenigsegg มันเป็นทายาทที่Koenigsegg CCX / CCXR ชื่อนี้มาจากคำกริยาภาษาสวีเดน “agera” ซึ่งหมายความว่า “การแสดง” หรือในรูปแบบที่จำเป็น “(คุณ) ทำหน้าที่!”

เป็นชื่อไฮเปอร์คาร์แห่งปีในปี 2010 โดยนิตยสารTop Gear รุ่นอาร์อาร์เอสอาร์เป็นรถที่ผลิตได้เร็วที่สุดในโลกตั้งค่าการบันทึกในปี พ.ศ. 2560 โดยมีความเร็วสูงสุด 447 กิโลเมตรต่อชั่วโมงและมีความเร็วเฉลี่ย 458 กม. / ชม. (278 ไมล์ต่อชั่วโมง) h (285 ไมล์ต่อชั่วโมง)

Agera หยุดการผลิตในเดือนกรกฎาคม 2018 มีการเปิดตัวรถสองคันฉบับสุดท้ายที่ 2018 Goodwood เทศกาลแห่งความเร็ว

ข้อมูลจำเพาะและประสิทธิภาพของสินค้า

การพัฒนาต้น

ในช่วงการพัฒนารถก็พอดีกับที่ 4.7 ลิตรเครื่องยนต์ V8ที่มีคงที่ใบพัดคู่ turbochargers , แต่เครื่องยนต์ถูกแทนที่ด้วย 5.0 ลิตร V8 เทอร์โบคู่สำหรับรุ่นการผลิตของรถ

เครื่องยนต์และเกียร์

Agera ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ V8ขนาด 2 ลิตรเทอร์ไบน์เทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาด 5.0 ลิตรซึ่งผลิตกระแสไฟฟ้าสูงสุด 940 แรงม้า (927 แรงม้า 691 กิโลวัตต์) ที่ความเร็วรอบ 6,900 รอบต่อนาทีและแรงบิด 1,100 Nm (810 lb⋅ft) ที่ 4,000 รอบต่อนาที น้ำหนักรวมของเครื่องยนต์เพียง 197 กิโลกรัม (434 ปอนด์) เนื่องจากมีท่อร่วมคาร์บอนไฟเบอร์และโครงสร้างอลูมิเนียม [9]เกียร์เป็นแบบพิเศษ 7 ความเร็วคู่คลัทช์กับกะพง เป็นเกียร์คู่คลัทช์แรกที่มีเพลาอินพุตเพียงตัวเดียว คลัทช์ที่สองจะทำงานช้าลงเพลานำเข้าระหว่างการเลื่อนขึ้นเพื่อลดเวลาที่ใช้ในการซิงโครไนซ์เกียร์ต่อไปส่งผลให้มีการเปลี่ยนเกียร์เร็วขึ้น การส่งผ่านน้ำหนักเพียง 81 กิโลกรัม (179 ปอนด์)

ประสิทธิภาพ (ผู้ผลิตอ้างว่าข้อมูล)

0-100 กม. / ชม. (0-62 ไมล์ต่อชั่วโมง) ใน 2.8 วินาที

0-200 กม. / ชม. (0-124 ไมล์ต่อชั่วโมง) ใน 8.0 วินาที

0-200-0 กม. / ชม. (0-124-0 ไมล์ต่อชั่วโมง) ในเวลา 13.5 วินาที

ความเร็วสูงสุดสำหรับรุ่นการผลิตอ้างว่าเป็น 400 กม. / ชม. (249 ไมล์ต่อชั่วโมง)

ด้านนอกและภายใน

Agera มีตัวถังทำจากคาร์บอนไฟเบอร์ / เควีลที่มีน้ำหนักเบา หลังคา hardtop ของรถวางอยู่ใต้ฝากระโปรงหน้า ตัวถังยังทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่มีโครงสร้างรังผึ้งอลูมิเนียมที่มาพร้อมกับถังเชื้อเพลิงแบบผสมผสานเพื่อการกระจายน้ำหนักและความปลอดภัยที่ดีที่สุด ปีกด้านหลังปรับด้วยระบบอิเลคทรอนิคส์พร้อมการตั้งค่าอัตโนมัติหรือการควบคุมด้วยตนเองเพื่อให้มีการประนีประนอมน้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ระหว่างการลากและแรงกดต่ำสุดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพการขับขี่  Agera มาพร้อมกับล้ออลูมิเนียมปลอมแปลงมีศูนย์ล็อคถั่วขนาด 19 นิ้วที่ด้านหน้าและ 20 นิ้วที่ด้านหลังและห่อในชุดของมิชลินยางสปอร์ตซูเปอร์สปอร์ตที่สามารถใช้ความเร็วได้ถึง 420 กม. / ชม. (260 ไมล์ต่อชั่วโมง) คุณลักษณะเด่นอื่น ๆ ได้แก่ เครื่องหมายการค้า Dihedral synchro helix actuation doors ระบบควบคุมการฉุดลากไฟ LEDไฟกระโปรงสีน้ำเงินที่ยังคงขับผ่านห้องนักบินของรถและการตกแต่งภายในที่กำหนดเองด้วยระบบแสงไฟ Ghost Light ซึ่งใช้คาร์บอน ท่อนาโนในการกำหนดค่าที่ไม่ซ้ำกันเพื่อส่องผ่านปุ่มอลูมิเนียมของรถยนต์

สายพันธุ์

Koenigsegg Agera R (2011-2014)

Agera R เปิดตัวครั้งแรกในงานGeneva Motor Showประจำเดือนมีนาคม 2011 กับSpeed ​​Racer livery และยางมิชลินพิเศษ สามารถเร่งความเร็วได้ตั้งแต่ 0-100 กม. / ชม. (0-62 ไมล์ต่อชั่วโมง) ภายใน 2.8 วินาทีและสามารถเข้าถึงความเร็วสูงสุด 439 กม. / ชม. (273 ไมล์ต่อชั่วโมง) Agera R มีค่าสัมประสิทธิ์การลาก  C d = 0.37 หรือC d= 0.33 ที่ความเร็วสูงเนื่องจากปีกหลังปรับตัวได้ขณะที่ผลิตแรงดัน 300 kg (660 lb) ที่ 250 กม. / ชม. (155 ไมล์ต่อชั่วโมง) ระบบปีกล้อด้านหลังแบบปรับได้นี้มีน้ำหนักเบากว่าระบบปรับ / ไฮดรอลิคแบบเดิมและมีความสามารถในการชดเชยกับหัว / tailwind เนื่องจากการออกแบบสปริงโหลด นอกจากนี้เสาหลักที่ยึดปีกยังไม่เพียง แต่มีบทบาทในประสิทธิภาพของอากาศพลศาสตร์ของ Agera R เท่านั้น แต่ยังช่วยในการดึงอากาศร้อนออกจากอ่าวเครื่องยนต์

เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2554 ระหว่างการทดสอบในÄngelholmบริษัท Agera R ได้ทำลายสถิติความเร็วแผ่นดินโลกหกครั้งสำหรับรถที่ผลิตได้ซึ่งรวมถึง 0-300 กม. / ชม. (0-186 ไมล์ต่อชั่วโมง) ในเวลา 14.53 วินาทีและ 0-300-0 กม. / ชม. ชมเพียง 21.19 วินาทีเท่านั้น ประสิทธิภาพการเบรกที่ต้องรักษาบันทึกนี้ถูกเปิดใช้งานในส่วนของความมั่นคง Agera ของแสดงให้เห็นโดย Koenigsegg ทดสอบขับและช่างเทคนิคระบบขับเคลื่อนโรเบิร์ต Serwanski ที่ได้รับการบันทึกโดยผู้โดยสารร็อบ Ferretti (ผู้ก่อตั้งกลุ่ม “ซูเปอร์ Speeders”) เบรกจาก 300 กม. / ชม. ถึง 0 โดยไม่ต้องกดพวงมาลัย

Agera R สามารถสร้างแรงกระแทกด้านข้างได้ที่ 1.60 G เนื่องจากการรวมกันของความสมดุลทางกลและการจับที่สูงจากยาง Michelin Supersport ที่พัฒนาขึ้นเป็นพิเศษ

2013 รุ่น Agera R premiered ที่ 2012 เจนีวามอเตอร์โชว์ การอัพเกรดประกอบด้วยล้อคาร์บอนไฟเบอร์การปรับปรุงอากาศพลศาสตร์และการอัพเกรดเครื่องยนต์ช่วยให้เครื่องยนต์ V8 แฝดของ Agera R สามารถผลิต 1,150 แรงม้า (1,134 แรงม้า 846 กิโลวัตต์) ที่ความเร็วรอบ 7,100 รอบต่อนาทีและแรงบิด 1,200 นิวตันเมตรที่ 8800 แรงม้าที่ 4,100 รอบต่อนาทีสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิง E85 เทคโนโลยีเซ็นเซอร์ Flex Fuel Sensor ของ Koenigsegg ช่วยให้ ECU สามารถตอบสนองต่อคุณภาพน้ำมันและแอลกอฮอล์ที่แตกต่างกันโดยการลดระดับพลังงานเป็นเครื่องมือในการปกป้องเครื่องยนต์ เมื่อใช้เชื้อเพลิงที่มีออกเทนต่ำมาตรฐานกำลังจะลดลงเหลือ 973 แรงม้า (716 กิโลวัตต์; 960 แรงม้า)

Agera R เด่นผงาดในNeed for Speedแฟรนไชส์อย่างเด่นชัดในเกณฑ์เกมส์Need for Speed: ต้องการตัวมากที่สุด (2012), ผีเกมส์Need for คู่แข่งความเร็ว (2013) และภาพยนตร์ 2014 Need for Speed มันยังเป็นจุดเด่นใน 2013 เกมมือถือแข่งจริง 3 ทั้งสามรุ่นของ Agera R ในภาพยนตร์เรื่องNeed for Speedเป็นแบบจำลอง

Koenigsegg Agera S (2013-2014)

Koenigsegg นำเสนอโมเดล Agera S ในปี 2013 สร้างขึ้นสำหรับตลาดที่ขาดแคลนเชื้อเพลิงชีวภาพ E85 Agera S มีการอัพเกรดของ Agera R มากที่สุดเมื่อเทียบกับ Agera แบบปกติซึ่งรวมถึงปีกแบบไดนามิก แต่เหมาะสำหรับการใช้น้ำมันเบนซินออกเทนต่ำ กำลังไฟสูงสุด 1,044 PS; 768 กิโลวัตต์ (1,030 แรงม้า) และ 1,100 N⋅m (811 lbf⋅ft) เทียบกับ 973 PS; 716 กิโลวัตต์ (960 แรงม้า) และ 1,100 Nm (811 lbf⋅ft) ของ Agera R ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดเดียวกัน ในปี 2013 Agera S เป็นหนึ่งใน 100 ของ Koenigsegg ที่มีชื่อเสียงโด่งดังโดยรถที่สร้างขึ้นมาเป็นพิเศษที่มีแท่นวางแผ่นทองคำชื่อ “Hundra” (สวีเดนเป็นร้อย)

เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2557 NAZA Swedish Motors ได้เปิดตัว Agera S ในประเทศมาเลเซีย เป็นครั้งที่สองหลังจาก Koenigsegg CCXR มาถึงในประเทศจึงตั้งตลาดใหม่สำหรับ Koenigsegg มันเป็นราคาที่RM5,000,000 ก่อนหักภาษีและมันเป็นที่คาดว่าจะมีราคาอยู่ที่RM 15,000,000 กับภาษีของรัฐบาลและหน้าที่ทำมันเป็นหนึ่งในรถยนต์ที่แพงที่สุดในประเทศ Agera S เป็นรุ่นเดียวที่นำเสนอในมาเลเซียเนื่องจากไม่มี E85 bifuel ที่นั่น

Koenigsegg One: 1 (2014-2016)

Koenigsegg หนึ่ง: 1 ได้นำเสนอที่มีนาคม 2014 เจนีวามอเตอร์โชว์  Koenigsegg สร้างรถหกคันนอกเหนือจากรถที่นำเสนอในงาน Geneva Motor Show ทั้งหมดนี้ขายได้แล้ว Koenigsegg เอาสองรถ 2014 Goodwood เทศกาลแห่งความเร็วที่พวกเขาปรากฏอยู่ข้าง hypercars อื่น ๆ เช่นMcLaren P1ที่เฟอร์รารีลาร์เฟอร์รารี่ที่ปอร์เช่ 918 SpyderและPagani Huayra

รถติดตั้งเครื่องยนต์รุ่น V8 คู่แฝดเทอร์โบ 5.0 ลิตรที่ใช้ในรุ่นอื่น ๆ ของ Agera ผลิตกระแสไฟฟ้าสูงสุด 1,360 แรงม้า (1,000 กิโลวัตต์; 1,341 แรงม้า) ที่ความเร็วรอบ 7,500 รอบต่อนาทีและแรงบิด 1,371 Nm (1,011 lb⋅ft) ที่ความเร็วรอบ 6,000 รอบต่อนาที เกียร์เป็นเกียร์คลัทช์แบบ 7 จังหวะที่ใช้ในรูปแบบอื่น ๆ ของ Agera

ชื่อหนึ่ง: 1 มาจากอัตราส่วนระหว่างกำลังต่อน้ำหนัก (1,360 PS ถึง 1360 กิโลกรัม) ทำให้รถยนต์ 1 PS ต่อน้ำหนัก 1 กิโลกรัม กำลังการผลิต 1,360 PS จะเทียบเท่ากับหนึ่งเมกะวัตต์ซึ่ง Koenigsegg อ้างว่าเป็น One ‘1’ megacar แรกของโลก ‘ รถคันนี้มีความโดดเด่นในทางตรงข้ามกับรถคันก่อน ๆ ที่ทำโดย Koenigsegg Koenigsegg ต้องเสียสละบางสิ่งเพื่อให้บรรลุเป้าหมายด้วยรถ มี airscoop บนหลังคาแบบถอดได้และชุดหม้อน้ำพิเศษในช่องด้านหน้าดังนั้นจึงไม่น่าเป็นไปได้ที่จะวางหลังคาไว้ในบูตเช่นเดียวกับรุ่นก่อน ๆ เช่นนี้ Koenigsegg ได้ใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้และสร้างโมเดลหน้าเพื่อสร้างแรงกดมากขึ้นซึ่งจะช่วยลดความสามารถในการบูตลงได้ถึง 40%

Koenigsegg Agera RS (2015-2018)

Koenigsegg Agera อาร์เอสได้รับการเปิดตัวที่ 2015 Geneva Motor Showพร้อมกับรุ่นต้นแบบของKoenigsegg Regera Agera RS เป็นรุ่นขั้นสูงของ Agera R ซึ่งใช้เทคโนโลยีและคุณลักษณะใหม่ ๆ ของ One: 1 รวมคุณสมบัติของ Agera R และ Agera S. Koenigsegg เรียกเก็บเงินว่า “เครื่องมือติดตามสุดยอด” เนื่องจากคุณลักษณะที่มีน้ำหนักเบาและเทคโนโลยีการติดตามที่ดีที่สุด Agera RS ผลิตกำลังการผลิต 450 กิโลกรัมที่ 250 กม. / ชม. เครื่องยนต์ V8 ขนาด 5.0 ลิตรผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 865 กิโลวัตต์ (1,160 แรงม้า) แพคเกจขนาด 1 เมกะวัตต์เสริมเพิ่มพลังเครื่องยนต์เป็น 1,000 กิโลวัตต์ (1,341 แรงม้า) Agera RS มีจำนวน จำกัด 25 คัน แต่ละ Agera RS สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มที่โดยเจ้าของ บางรุ่นที่กำหนดเองของ Agera RS ประกอบด้วย: Agera RS Draken, Agera XS, Agera RS Gryphon, Agera RSR, Agera RS Naraya, Agera RS1 และ Agera RS ML

อาโรร่าอาร์เอสสายการผลิตรายล่าสุดได้เปิดตัวสายการผลิตเมื่อวันที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2561

Koenigsegg Agera รอบชิงชนะเลิศ (2016-2018)

เมื่อปี 2016 เจนีวามอเตอร์โชว์ชุดสุดท้ายของรถสามรุ่นของ Agera ได้รับการประกาศให้เป็นงานเฉลิมฉลองช่วง Agera และเป็นรุ่นสุดท้ายที่สวมป้าย Agera รถยนต์สามารถปรับแต่งได้อย่างเต็มที่และรวมแชสซี Agera RS กับเครื่องยนต์ One: 1 รถคันแรกที่เปิดตัวได้รับการขนานนามว่า One of One และเป็นจุดเด่นของโครงการระบายสีสีส้มที่เป็นเอกลักษณ์โดยมีสีคาร์บอนและสีน้ำเงินเข้ม ด้านนอกของรถได้รับการยกย่องด้วยปีกหลังปรับขนาดใหญ่จาก One: 1 และคาร์เทนด้านหน้าสามตัวพร้อมกับตัวแบ่งหน้าขนาดใหญ่

รถรุ่นอื่น ๆ อีกสองฉบับได้รับการเปิดตัวทางออนไลน์ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งมีชื่อว่า ธ อร์และเวเดอร์ Thor มีการทาสีดำสองโทนประกอบด้วยเพชรที่เจียระไนและสำเนียงสีขาว ด้านนอกมีปีกหลังขนาดใหญ่ที่ชวนให้นึกถึงเมื่อพบกับ Agera XS และชุดหน้ากากที่แตกต่างกันพร้อมกับตัวแบ่งหน้าขนาดใหญ่และ Le Mans ที่มีครีบกลางเพื่อเพิ่มแรงกดให้ตั้งค่านอกเหนือจากส่วนอื่น ๆ รุ่น Agera เวเดอร์มีลักษณะเป็นเพชรสีเดียวกับศูนย์รวมคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมด้วยสำเนียงสีขาวซึ่งใช้ปีกด้านหลังเดียวกับ Thor แต่ไม่รวมครีบกลาง ทั้งสองคันทำลักษณะสาธารณะของพวกเขาที่ 2018 Goodwood เทศกาลแห่งความเร็ว

รุ่นพิเศษอื่น ๆ

มีจำนวนรุ่นพิเศษของ Agera สร้างขึ้นตามคำขอของลูกค้า ฉบับพิเศษดังกล่าว ได้แก่

Agera N

Agera X

Agera S Hundra (สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการผลิต 100 คัน)

Agera HH

อาร์ราเอสอาร์นารายา

Agera RS Draken

อาร์โร RS Valhall

Agera RS1

Agera RSR (3 ฉบับพิเศษ Agera RS สร้างขึ้นสำหรับลูกค้าชาวญี่ปุ่น)

Agera ML

Agera HM

Agera XS (2 ฉบับพิเศษ Agera RS สร้างขึ้นสำหรับลูกค้าสองรายในสหรัฐอเมริกา)

Agera RSN

อาร์โรฟรานซิสอาร์โร

Agera R Zijin

สถิติโลก

บันทึกโลกตั้ง 8 มิถุนายน 2015 กับ Koenigsegg หนึ่ง: 1

เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2017 ที่อาร์เอส Agera ทำ 0-400-0 km / h (0-249-0 ไมล์ต่อชั่วโมง) บันทึกใน 36.44 วินาที 5.56 วินาทีเร็วกว่าการบันทึกที่ทำโดยBugatti Chiron บันทึกนี้ประสบความสำเร็จในฐานทัพอากาศของเดนมาร์กในเมืองแวนเดลเดนมาร์ก รถจะถูกขับเคลื่อนโดยการทดสอบขับ Koenigsegg นิกลาสลิเลีย Koenigsegg กล่าวว่าในระหว่างการบันทึกรถความเร็ว 0-400 กม. / ชม. ในเวลา 26.88 วินาทีในระยะทาง 1,958 เมตรและลดลง 9.56 วินาทีในระยะ 483 เมตร ระยะทางทั้งหมดที่ใช้ในการบันทึกคือ 2,441 เมตร ในระหว่างการบันทึกความเร็วในวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 Koenigsegg ได้ทำลายสถิติ 0-400-0 กม. / ชม. ก่อนหน้านี้เป็นเวลา 2.57 วินาที

เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560 บริษัท Koenigsegg ได้ทำบันทึกความเร็วในการผลิตด้วยความเร็วเฉลี่ย 447 กม. / ชม. (278 ไมล์ต่อชั่วโมง) รถประสบความสำเร็จความเร็ว 458 กม. / ชม. (285 ไมล์ต่อชั่วโมง) ในช่วงวิ่งเหนือและ 436 กม. / ชม. (271 ไมล์ต่อชั่วโมง) ระหว่างทางใต้ (วิ่งกลับ) การยืนยันอย่างเป็นทางการของบันทึกโดยGuinness World Recordsยังคงรออยู่ รถคันนี้ได้รับแรงหนุนจาก Niken Lilja ขับทดสอบ Koenigsegg การบันทึกถูกสร้างขึ้นในทิศทางตรงกันข้ามกับส่วนระยะทาง 18 กม. (11 ไมล์) ของNevada State Route 160ระหว่างลาสเวกัสและปาห์รัมป์ในสหรัฐอเมริกาซึ่งถูกปิดโดยเฉพาะเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว

ผู้สืบทอด

ทายาทของ Agera จะเปิดตัวในงาน Geneva Motor Show 2019 การเปลี่ยนทดแทนที่มีศักยภาพได้แสดงให้ผู้ซื้อที่คาดหวังผ่าน VR ในงานที่จัดขึ้นในออสเตรเลียโดย บริษัท

Lambor

Lamborghini

Automobili Lamborghini SpA ( อิตาลี:  [lamborɡiːni] ) เป็นอิตาลีแบรนด์และผู้ผลิตหรูรถสปอร์ตและรถออฟโรด ที่อยู่ในSant’Agata Bologneseและรถแทรกเตอร์ Lamborghini TrattoriในPieve di Cento , อิตาลี บริษัท ที่เป็นเจ้าของโดยกลุ่มโฟล์คสวาเก้ผ่าน บริษัท ในเครือออดี้

Ferruccio Lamborghini , อิตาลีเจ้าสัวผลิตก่อตั้ง Automobili Lamborghini SpA Ferruccio ในปี 1963 ที่จะแข่งขันกับ Marques จัดตั้งขึ้นรวมทั้งเฟอร์รารี บริษัท ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในปีพ. ศ. 2509 สำหรับรถสปอร์ตMiura sports coupéซึ่งเป็นที่ยอมรับด้านหลังเครื่องยนต์ขนาดกลางล้อหลังเป็นรูปแบบมาตรฐานสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงของยุค Lamborghini เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษแรก แต่ยอดขายลดลงในการปลุกของการชะลอตัวทางการเงิน 1973 ทั่วโลกและวิกฤตการณ์น้ำมัน กรรมสิทธิ์ของ บริษัท เปลี่ยนไปสามครั้งหลังจากปีพ. ศ. 2516 รวมถึงการล้มละลายในปี 2521 American Chrysler Corporation เข้ามาควบคุม Lamborghini ในปี 1987 และขายให้กลุ่มการลงทุนของมาเลเซีย Mycom Setdco และกลุ่ม V’Power Corporation ในอินโดนีเซียในปีพ. ศ. 2541 Mycom Setdco และ V’Power ขาย Lamborghini ให้แก่กลุ่มโฟล์คสวาเก้นซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่ม ออดี้แผนก

ผลิตภัณฑ์และสายผลิตภัณฑ์ใหม่ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับแบรนด์ของแบรนด์และนำเข้าสู่ตลาดและเห็นการเพิ่มผลผลิตสำหรับแบรนด์ ในช่วงปลายยุค 2000 ในช่วงวิกฤตการเงินทั่วโลกและวิกฤตเศรษฐกิจที่ตามมายอดขายของ Lamborghini ลดลงเกือบร้อยละ 50

Lamborghini ผลิตรถสปอร์ตและV12 เครื่องยนต์สำหรับการแข่งเรือในต่างประเทศLamborghini ปัจจุบันผลิต V12 ขับเคลื่อนAventadorและ V10 ขับเคลื่อนHuracanพร้อมกับUrus SUV ขับเคลื่อนโดยทวินเทอร์โบ V8 เครื่องยนต์

ประวัติศาสตร์

เจ้าสัวผลิตอิตาลีFerruccio Lamborghiniก่อตั้ง บริษัท ในปี 1963 โดยมีวัตถุประสงค์ในการผลิตการกลั่นรถแกรนด์ทัวริ่งที่จะแข่งขันกับข้อเสนอจาก Marques จัดตั้งขึ้นเช่นเฟอร์รารี รุ่นแรกของ บริษัท เช่น350 GTได้รับการปล่อยตัวในช่วงกลางทศวรรษที่ 1960 และได้รับการกล่าวถึงสำหรับการปรับแต่งพลังและความสะดวกสบายของพวกเขา Lamborghini ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวางในปีพ. ศ. 2509 สำหรับMiura sport coupéซึ่งเป็นที่ยอมรับด้านหลังเครื่องยนต์ขนาดกลางไดรฟ์ล้อหลังเป็นรูปแบบมาตรฐานสำหรับรถยนต์สมรรถนะสูงของยุค

Lamborghini เติบโตอย่างรวดเร็วในช่วงสิบปีแรก แต่ยอดขายลดลงในการปลุกของการชะลอตัวทางการเงิน 1973 ทั่วโลกและวิกฤตการณ์น้ำมัน Ferruccio Lamborghini ขายกรรมสิทธิ์ของ บริษัท ให้กับ Georges-Henri Rossetti และRené Leimer และเกษียณในปีพ. ศ. 2517 บริษัท ล้มละลายในปี 2521 และถูกสั่งให้อยู่ในตำแหน่งเจ้ากรมของพี่น้อง Jean-Claude และPatrick Mimranในปี 1980 Mimrans ซื้อ บริษัท ออก ของการพิทักษ์ทรัพย์ภายในปี 2527 และลงทุนอย่างมากในการขยายธุรกิจของ บริษัท ภายใต้การบริหารของ Mimrans สายการผลิตของ Lamborghini ได้ขยายออกไปจากCountachรวมถึงรถสปอร์ตJalpaและรถออฟโรดประสิทธิภาพสูงLM002

Mimrans ขาย Lamborghini ให้กับChrysler Corporationในปี 1987 หลังจากเปลี่ยน Countach กับDiabloและยุติการผลิต Jalpa และ LM002 แล้ว Chrysler ได้ขาย Lamborghini ให้กับกลุ่มการลงทุนของมาเลเซีย Mycom Setdco และกลุ่ม V’Power Corporation ในประเทศอินโดนีเซียในปี 1994 ในปี 1998 Mycom Setdco และ V’Power ขาย Lamborghini ให้กับกลุ่มโฟล์คสวาเก้นซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของแผนกออดี้ ผลิตภัณฑ์และสายการผลิตรุ่นใหม่ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับแบรนด์ของแบรนด์และนำเข้าสู่ตลาดและเห็นการเพิ่มผลผลิตสำหรับแบรนด์ Lamborghini ในช่วงปลายยุค 2000 ในช่วงวิกฤตการเงินทั่วโลก และวิกฤตเศรษฐกิจที่ตามมายอดขายของ Lamborghini ลดลงเกือบร้อยละ 50

ผลิตภัณฑ์

ในปี พ.ศ. 2561 ผลิตภัณฑ์รถยนต์ของ Lamborghini ประกอบด้วยสายการผลิตสามรูปแบบซึ่งส่วนใหญ่เป็นรถสปอร์ต 2 ที่นั่งขนาดกลางและที่สองคือรถ SUV แบบขับเคลื่อนทุกล้อ  V12 ขับเคลื่อนAventadorบรรทัดประกอบไปด้วยแผ่นเสียง 740-4 Aventador S coupéและ roadster  V10- ขับเคลื่อนHuracánบรรทัดปัจจุบันรวมถึงทุกล้อ – ไดรฟ์แผ่นเสียง 610-4 coupéและ spyder ค่าใช้จ่ายต่ำหลังล้อไดรฟ์แผ่นเสียง 580-2 coupéและ spyder และมีประสิทธิภาพมากที่สุดติดตาม LP เชิงเส้น 640- 4 Performantécoupéและ spyder. ด้วยความตั้งใจที่จะเป็นสองเท่าของยอดขายโดย 2019, Lamborghini ยังเพิ่มเอสยูวีที่มีชื่อว่าUrusในมันเส้นขึ้นซึ่งจะขับเคลื่อนด้วยเทอร์โบคู่ V8 เครื่องยนต์และใช้เครื่องยนต์ด้านหน้ารูปแบบไดรฟ์ทั้งหมดล้อ

เครื่องยนต์ทางทะเล

Motori Marini Lamborghini ผลิตบล็อกเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ V12 สำหรับใช้ในเรือเดินสมุทรระดับโลก Offshore Series Class 1 เครื่องยนต์เรือเดินสมุทร Lamborghini มีน้ำหนักประมาณ 8,171 ซีซี (8.2 ลิตร) และส่งกำลังประมาณ 940 แรงม้า (700 กิโลวัตต์)

รถจักรยานยนต์ Lamborghini

ในช่วงกลางทศวรรษ 1980 Lamborghini ผลิตรถจักรยานยนต์กีฬาขนาด 1,000 ซีซีจำนวน จำกัด สหราชอาณาจักรหนังสือพิมพ์รายสัปดาห์รถจักรยานยนต์ข่าวรายงานในปี 1994 – เมื่อมีตัวอย่างที่มีอยู่ผ่านเอสเซ็กซ์ร้านค้าปลีกรถจักรยานยนต์ – ที่ 24 ตัวอย่างมีการผลิตกับ Lamborghini อัลลอยด์กรอบมีมุมหัวพวงมาลัยปรับได้ , คาวาซากิ GPz1000RXเครื่องยนต์ / หน่วยส่งCeriani ส้อมด้านหน้าและล้อ Marvic . การออกกำลังกายเป็นพลาสติกและได้รับการผสมผสานเข้ากับการตกแต่งด้านหน้ารวมอยู่ในถังน้ำมันเชื้อเพลิงและฝาครอบที่นั่งที่สิ้นสุดใน fairing หางด้านหลัง รถจักรยานยนต์ได้รับการออกแบบโดยสไตลิสของ Lamborghini และผลิตโดยนักมวย Boxer Bikes ของฝรั่งเศส

สินค้าที่มีตราสินค้า

Lamborghini ให้ใบอนุญาตแบรนด์แก่ผู้ผลิตที่ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีตราสินค้าของ Lamborghini ซึ่งรวมถึงเครื่องชั่งขนาดเสื้อผ้าอุปกรณ์กระเป๋าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และคอมพิวเตอร์แล็ปท็อป

มอเตอร์สปอร์ต

ตรงกันข้ามกับคู่แข่งFerrari Enzo Ferrari Ferruccio Lamborghini ได้ตัดสินใจก่อนว่าจะไม่มีการแข่งรถที่สนับสนุนโดย Lamborghinis การดูมอเตอร์สปอร์ตเป็นราคาแพงเกินไปและใช้ทรัพยากรของ บริษัท มากเกินไป เป็นเวลาที่ผิดปกติเนื่องจากผู้ผลิตรถสปอร์ตหลายรายพยายามแสดงให้เห็นถึงความเร็วความน่าเชื่อถือและความเหนือกว่าทางเทคนิคโดยการมีส่วนร่วมของมอเตอร์สปอร์ต Enzo Ferrari โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นที่รู้จักสำหรับการพิจารณาธุรกิจรถบนถนนของเขาส่วนใหญ่เป็นแหล่งเงินทุนสำหรับการเข้าร่วมในการแข่งรถของเขา นโยบายของ Ferruccio นำไปสู่ความตึงเครียดระหว่างเขาและวิศวกรของเขาซึ่งหลายคนเคยชื่นชอบการแข่งรถ บางคนเคยทำงานที่ Ferrari มาก่อน เมื่อ Dallara, Stanzani และ Wallace เริ่มทุ่มเทเวลาว่างให้กับการพัฒนาต้นแบบ P400 พวกเขาออกแบบให้เป็นรถถนนที่มีศักยภาพในการแข่งรถหนึ่งที่สามารถชนะในการติดตามและยังถูกผลักดันไปตามถนนโดยผู้ที่ชื่นชอบ เมื่อ Ferruccio ค้นพบโครงการนี้เขาอนุญาตให้พวกเขามองไปข้างหน้าเห็นว่านี่เป็นอุปกรณ์การตลาดที่มีศักยภาพสำหรับ บริษัท ในขณะที่ยืนยันว่าจะไม่รีบร้อน P400 กลายเป็น Miura บริษัท ที่ใกล้เคียงที่สุดที่เคยสร้างรถแข่งที่แท้จริงภายใต้การดูแลของ Lamborghini คือต้นแบบที่มีการดัดแปลงมาจำนวนไม่มากนักรวมถึงโรงงานทดสอบที่สร้างโดยBob Wallaceเช่น Miura SV ที่ใช้ “Jota” และ “Bob Wallace” ของ Jarama S พิเศษ”.

ในช่วงกลางปี 1970 ในขณะที่ Lamborghini อยู่ภายใต้การบริหารจัดการของ Georges-Henri รอสที่ Lamborghini ได้ลงนามในข้อตกลงกับBMWจะพัฒนาแล้วผลิต 400 คันสำหรับรถ BMW เพื่อตอบสนองกลุ่มที่ 4 homologationต้องการ BMW ขาดประสบการณ์ในการพัฒนายานพาหนะขนาดกลางและเชื่อว่าประสบการณ์ของ Lamborghini ในพื้นที่ดังกล่าวจะทำให้ Lamborghini เป็นพันธมิตรที่เหมาะอย่างยิ่ง เนื่องจากสภาพการเงินที่สั่นคลอนของ Lamborghini Lamborghini ลดลงตามกำหนดเวลาในการพัฒนาโครงสร้างและเกียร์ของรถ เมื่อ Lamborghini ล้มเหลวในการส่งมอบต้นแบบการทำงานในเวลา BMW เอาโปรแกรมในบ้านเสร็จสิ้นการพัฒนาโดยไม่ต้อง Lamborghini BMW ทำสัญญากับBaurเพื่อผลิตรถซึ่ง BMW มีชื่อว่าM1ส่งรถคันแรกในเดือนตุลาคม 2521

ในปี 1985 ผู้นำอังกฤษของ Lamborghini ได้พัฒนาCountach QVXร่วมกับSpice Engineeringในปี 1986 สำหรับกลุ่มแชมป์ซีเอ รถคันหนึ่งถูกสร้างขึ้น แต่ขาดการให้การสนับสนุนทำให้มันพลาดฤดูกาล QVX แข่งขันเพียงคนเดียวในการแข่งขันที่ไม่ได้แชมป์ 1986 ดาวทองภาคใต้ 500 กม. การแข่งขันที่Kyalamiในแอฟริกาใต้ได้แรงหนุนจากทิฟฟ์นีเดลล์ แม้จะมีการตกแต่งรถยนต์ที่ดีกว่าที่จะเริ่มต้นการให้การสนับสนุนอีกครั้งจะไม่พบและโปรแกรมถูกยกเลิก

Lamborghini เป็นผู้จัดจำหน่ายเครื่องมือในสูตรหนึ่งสำหรับ1989ผ่าน1993 สูตรหนึ่งฤดูกาล มันให้มาด้วยเครื่องยนต์Larrousse (1989-1990,1992-1993) โลตัส (1990), ลีกีเย่ร์ (1991), มินาร์ (1992) และไปทางโมเดน่าทีมในปี 1991 ขณะที่หลังมักจะเรียกว่าเป็นทีมโรงงาน บริษัท เห็นตัวเองว่าเป็นซัพพลายเออร์ไม่ใช่ผู้สนับสนุน 1992 Larrousse-Lamborghini เป็นส่วนใหญ่ uncompetitive แต่น่าสังเกตในแนวโน้มที่จะคายน้ำมันจากระบบไอเสียของ รถตามหลัง Larrousse เป็นสีเหลือง – น้ำตาลโดยทั่วไปในตอนท้ายของการแข่งขัน ผลลัพท์ที่ดีที่สุดของ Lamborghini ประสบความสำเร็จกับ Larrousse ในการแข่งขัน Grand Prix ปี 1990เมื่อAguri Suzukiทำผลงานได้ดีเป็นอันดับ 3 ในบ้าน

ปลายปี 1991 รถสูตรหนึ่งของ Lamborghini ถูกใช้ในรถสปอร์ตกลุ่ม C Konrad KM-011 แต่รถแข่งมีเพียงไม่กี่เผ่าก่อนที่โครงการจะถูกยกเลิกไป เครื่องยนต์เดียวกันอีกครั้งโชว์ตราไครสเลอร์บริษัท แล้วผู้ปกครองของ Lamborghini, ได้รับการทดสอบโดยแม็คลาเรนในช่วงปลายฤดูกาล 1993 ด้วยความตั้งใจที่จะใช้มันในช่วงฤดูกาล 1994 แม้ว่าผู้ขับขี่Ayrton Sennaรู้สึกประทับใจกับผลการดำเนินงานของเครื่องยนต์แม็คลาเรนก็ถอนตัวออกจากการเจรจาเลือกเครื่องยนต์Peugeotแทนและ Chrysler ก็สิ้นสุดโครงการ

สองรุ่นแข่งของ Diablo ถูกสร้างขึ้นสำหรับ Diablo Supertrophy, ชุดแข่งแบบเดียวที่จัดขึ้นทุกปี 1996-1999 ในปีแรกรุ่นที่ใช้ในชุดคือ Diablo SVR ในขณะที่ Diablo 6.0 GTR ถูกใช้สำหรับ ส่วนที่เหลืออีกสามปี  Lamborghini พัฒนาMurciélago R-GT เป็นผลิตรถแข่งในการแข่งขันในFIA GT Championshipที่GT ซูเปอร์แชมป์และชุด Le Mans อเมริกันในปี 2004 ของรถวางที่สูงที่สุดในการแข่งขันใด ๆ ในปีนั้นเป็น เปิดรอบการแข่งขัน FIA GT Championship ที่เมืองวาเลนเซียซึ่งรถที่ทางReiter Engineeringเข้ามาได้อันดับสามจากการเริ่มต้นที่ห้า ในปี 2549 ในช่วงเปิดการแข่งขันซูเปอร์ซูเปอร์แชมป์ซูซูกิรถที่ดำเนินการโดยสโมสรเจ้าของรถยนต์ของญี่ปุ่นชื่อ Lamborghini ได้รับชัยชนะเป็นครั้งแรก (ในคลาส) โดย R-GT GT3รุ่นของ Gallardo ได้รับการพัฒนาโดยReiter วิศวกรรม  Murciélago R-GT ที่เข้าร่วมการแข่งขัน All-Inkl.com โดยChristophe Bouchutและ Stefan Mückeได้รับชัยชนะในรอบแรกของการแข่งขัน FIA GT Championshipซึ่งจัดขึ้นที่ Zhuhai International Circuitทำให้ประสบความสำเร็จเป็นชัยชนะในการแข่งขันระดับนานาชาติครั้งแรกของ Lamborghini

การตลาด

เอกลักษณ์ของแบรนด์

โลกของการสู้วัวกระทิงเป็นส่วนสำคัญในเอกลักษณ์ของ Lamborghini ในปี 1962 Ferruccio Lamborghini เยี่ยมชมไร่เซวิลล์ของดอน Eduardo Miura , พ่อแม่พันธุ์ที่มีชื่อเสียงของการต่อสู้วัวสเปน Lamborghini เป็นTaurusเองประทับใจกับสัตว์ Miura ตระหง่านที่เขาตัดสินใจเอาวัวที่โกรธเป็นสัญลักษณ์สำหรับ automaker เขาจะเปิดในไม่ช้า

ศัพท์ยานพาหนะ

หลังจากผลิตรถยนต์สองคันที่มีตัวอักษรตัวเลขและตัวอักษรแล้ว Lamborghini ก็หันไปหาพ่อแม่พันธุ์อีกครั้งเพื่อเป็นแรงบันดาลใจ Don Eduardo เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเมื่อรู้ว่า Ferruccio ได้ตั้งชื่อรถสำหรับครอบครัวและแถวของวัว; Miura สี่ที่จะผลิตได้เปิดตัวให้เขาที่ฟาร์มปศุสัตว์ของเขาในเซบียา

automaker จะยังคงวาดบนการเชื่อมต่อ bullfighting ในปีอนาคต Isleroเป็นชื่อของวัว Miura ที่ฆ่าที่มีชื่อเสียงมาทาดอร์Manoleteในปี 1947 เอสปาดาเป็นคำภาษาสเปนดาบบางครั้งใช้เพื่ออ้างถึงมาทาดอร์ตัวเอง ชื่อ Jarama มีความหมายพิเศษสอง; แม้ว่ามันจะเป็นความตั้งใจที่จะกล่าวถึงเฉพาะภาคการสู้วัวกระทิงในสเปนประวัติศาสตร์รุชชิโอเป็นห่วงเรื่องความสับสนกับประวัติศาสตร์ยังJarama แข่งรถแทร็ค

หลังจากพิธีUrracoหลังจากสายพันธุ์วัวในปี 1974 Lamborghini ยากจนจากประเพณีการตั้งชื่อCountach ( ช่วยเหลือ · ข้อมูล )ไม่ได้สำหรับวัว, แต่สำหรับcontacc ( เด่นชัด [kʊŋtɑtʃ] ) ซึ่งเป็นสบถ ตำนานมีว่าสไตลิสต์Nuccio Bertoneเปล่งเสียงคำประหลาดใจเมื่อตอนแรกเห็นต้นแบบ Countach “โครงการ 112”  LM002 (LM สำหรับ Lamborghini Militaire) รถสปอร์ตยูทิลิตี้และ Silhouette (ตั้งชื่อตามประเภทแข่งที่เป็นที่นิยมในยุคนั้น) เป็นข้อยกเว้นอื่น ๆ ต่อประเพณี  

Jalpa ของปี 1982 ได้รับการตั้งชื่อสำหรับวัวพันธุ์; Diablo สำหรับดาบที่ดุร้ายของ Duke of Veragua ที่มีชื่อเสียงในการต่อสู้กับมหากาพย์การต่อสู้กับ El Chicorro ในกรุงมาดริดในปี 1869; Murciélagoตำนานวัวซึ่งชีวิตของเขาได้รับการช่วยเหลือจากการทำงานของเอล Lagartijo 2422; Gallardo ชื่อสำหรับหนึ่งในห้าวรรณะวรรณะของวัวพันธุ์สเปนต่อสู้; [36]และReventónวัวที่แพ้หนุ่มเม็กซิกันtorero FélixGuzmán 2486 ในEstoqueแนวความคิดของปี 2008 เป็นชื่อสำหรับestocดาบที่ใช้โดย matadors ระหว่าง bullfights

ยานพาหนะแนวคิด

ตลอดประวัติศาสตร์ของ Lamborghini ได้จินตนาการและนำเสนอความหลากหลายของรถยนต์แนวคิดเริ่มต้นในปี 1963 กับต้นแบบ Lamborghini แรกมาก350GTV รุ่นที่มีชื่อเสียงอื่น ๆ ได้แก่ Bertone’s 1967 Marzal , 1974 Bravo , และ 1980 Athon , Chrysler’s 1987 Portofino , Italdesign -styled Calaจาก 1995, Zagato -built Raptorจากปี 1996

รถแนวคิด Lamborghini Miuraแบบย้อนยุคซึ่งเป็นผลงานการออกแบบชุดแรกของวอลเตอร์เดอซิลวาได้รับการนำเสนอในปี 2549 ประธานและซีอีโอสตีเฟ่นวิงเซลมานน์ปฏิเสธว่าแนวคิดนี้จะถูกนำไปผลิตโดยกล่าวว่าแนวคิด Miura คือ ” ประวัติศาสตร์ของเรา แต่ Lamborghini เป็นเรื่องเกี่ยวกับอนาคตการออกแบบย้อนยุคไม่ใช่สิ่งที่เราอยู่ที่นี่เพราะฉะนั้นเราจะไม่ทำ [ใหม่] Miura ”

ในงานParis Motor Show ปีพ. ศ. 2551 Lamborghini ได้เปิดเผยEstoqueแนวคิดเซอแดงสี่ประตู แม้ว่าจะมีการคาดเดามากเกี่ยวกับการผลิตในท้ายที่สุดของ Estoque  Lamborghini ผู้บริหารยังไม่ได้ตัดสินใจเกี่ยวกับการผลิตสิ่งที่อาจเป็นรถสี่ประตูแรกที่ขยายออกจากโรงงาน Sant’Agata

ใน2010 ปารีสมอเตอร์โชว์ , Lamborghini เปิดตัวSesto Elemento รถแนวคิดเกือบทั้งหมดทำจากคาร์บอนไฟเบอร์น้ำหนักเบาเพียง 999 กิโลกรัม Sesto Elemento ใช้เครื่องยนต์ V10 แบบเดียวกับที่พบใน Lamborghini Gallardo Lamborghini หวังว่าจะส่งสัญญาณถึงการเปลี่ยนแปลงทิศทางของ บริษัท ในการสร้างรถยนต์สุดหรูที่มุ่งเน้นความเร็วสูงสุดเพื่อผลิตรถยนต์ที่มีความว่องไวและมีสมรรถนะมากขึ้นด้วย Sesto Elemento รถแนวคิดสามารถเข้าถึง 0-62 ใน 2.5 วินาทีและสามารถเข้าถึงความเร็วสูงสุดกว่า 180 ไมล์ต่อชั่วโมง

ที่ 2012 เจนีวามอเตอร์โชว์ Lamborghini เปิดตัว Aventador J – เป็นหลังคา, รุ่นหน้าต่างของLamborghini Aventador เครื่องยนต์ Aventador J ใช้เครื่องยนต์ 700 แรงม้าและเกียร์ 7 สปีดเป็นมาตรฐาน Aventador ในงาน 2012 Beijing Motor Show Lamborghini ได้เผยโฉมUrus SUV นี่เป็น SUV ตัวแรกที่สร้างขึ้นโดย Lamborghini ตั้งแต่ LM002

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง 50 ปีของ Lamborghini บริษัท สร้างEgoista Egoista ใช้สำหรับคนขับและมีเพียง Egoista เท่านั้น

ในงานParis Motor Show ปี 2014 Lamborghini ได้เปิดตัวรถยนต์แนวคิดไฮบริด Asterion LPI910-4 ชื่อว่า Half-bull hybrid ( Minotaur ) ของตำนานกรีกเป็นชื่อแรกของ Lamborghini ในประวัติศาสตร์ของ บริษัท ใช้แรงม้า 5.2 ลิตร V10 ของHuracánที่ผลิตได้แรงม้า 607 แรงม้าพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้าหนึ่งตัวที่ติดตั้งบนทรานสเกิลและเพิ่มอีกสองล้อบนเพลาหน้าพัฒนาแรงม้าเพิ่มขึ้นอีก 300 แรงม้า ซึ่งจะทำให้กำลังรวมกันที่ 907 แรงม้า ระยะเวลา 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงเป็นเวลาเพียงสามวินาทีโดยมีความเร็วสูงสุด 185 ไมล์ต่อชั่วโมง

กิจการองค์กร

โครงสร้าง

เมื่อถึงปี 2011 บริษัท Lamborghini มีโครงสร้างเป็น บริษัท ในเครือของAUDI AGชื่อ Automobili Lamborghini SpA

Automobili Lamborghini SpA ควบคุม บริษัท หลักห้าแห่ง ได้แก่Ducati Motor Holding SpAซึ่งเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ Italdesign Giugiaro SpAซึ่งเป็น บริษัท ออกแบบและสร้างต้นแบบ 90.1% ที่ให้บริการแก่กลุ่มโฟล์คสวาเกนทั้งหมด MML SpA (Motori Marini Lamborghini) ผู้ผลิตชุดเครื่องยนต์ทางทะเล และ Volkswagen Group Italia SpA (เดิมชื่อ Autogerma SpA) ซึ่งจำหน่ายรถยนต์ออดี้และรถยนต์โฟล์คสวาเก้นอื่น ๆ ในอิตาลี

ผลการขาย

ยอดขายที่สำคัญที่สุดในปี 2004 สำหรับรถสปอร์ตของ Lamborghini ได้แก่ สหรัฐอเมริกา (41%) เยอรมนี (13%) สหราชอาณาจักร (9%) และญี่ปุ่น (8%) ก่อนที่จะมีการเปิดตัว Gallardo ในปี 2003 Lamborghini ได้ผลิตรถยนต์ประมาณ 400 คันต่อปี ในปี 2011 Lamborghini ผลิต 1,711 คัน

AMG

Mercedes-AMG

Mercedes-AMG GmbHเป็นที่รู้จักกันทั่วไปว่าเป็นAMGเป็นแบรนด์ที่มีประสิทธิภาพสูงใช้โดยMercedes-Benz AMG ได้รับการว่าจ้างวิศวกรและสัญญากับผู้ผลิตเพื่อกำหนดรถยนต์ AMG แบบเมอร์เซเดส – เบนซ์ Mercedes-AMG มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่Affalterbach , Baden-Württembergประเทศเยอรมนี

AMG เป็น บริษัท วิศวกรรมอิสระที่เชี่ยวชาญด้านการปรับปรุงประสิทธิภาพสำหรับรถยนต์เมอร์เซเดส – เบนซ์ DaimlerChrysler AGเอาประโยชน์ควบคุมในปี 1999 จากนั้นก็กลายเป็นเจ้าของ แต่เพียงผู้เดียวในปี 2005 AMG Mercedes-AMG GmbH คือตอนนี้เป็น บริษัท ในเครือของเดมเลอร์เอจี

โมเดล AMG มักมีลักษณะที่ก้าวร้าวมากขึ้นประสิทธิภาพการทำงานที่ดีขึ้นการจัดการที่ดีขึ้นมีเสถียรภาพที่ดีขึ้นและการใช้คาร์บอนไฟเบอร์ที่กว้างขวางกว่าคู่ฉบับ Mercedes-Benz ทั่วไป รุ่น AMG มักจะมีราคาแพงที่สุดและมีประสิทธิภาพสูงสุดในแต่ละคลาสเมอร์เซเดส – เบนซ์

รูปแบบ AMG มักจะมีตัวเลขสองตัวเมื่อเทียบกับรถยนต์เมอร์เซเดส – เบนซ์ปกติซึ่งมีสาม (เช่นC 63เมื่อเทียบกับC 300 )

ประวัติ

AMG ก่อตั้งขึ้นเป็นปลอมเครื่องยนต์แข่งในปี 1967 ภายใต้ชื่อAMG Motorenbau คาดไม่ถึง Entwicklungsgesellschaft mbH ( การผลิตเครื่องยนต์ AMG และการพัฒนา, Ltd. ) โดยอดีตวิศวกรของ Mercedes-Benz ฮันส์เวอร์เนอร์ออเฟ รคต์ และศูนย์ MelcherในBurgstall an der Murrใกล้สตุตกา ตัวอักษร “AMG” สำหรับ Aufrecht Melcher และGroßaspach (เมืองเกิดของ Aufrecht) ในปีพ. ศ. 2519 AMG ได้ย้ายไปที่ Affalterbach ด้วยการพัฒนาเครื่องยนต์แข่งที่เหลืออยู่ใน Burgstall ขณะนี้ Erhard Melcher ไม่ได้เป็นพาร์ทเนอร์ แต่ยังคงเป็นพนักงานอยู่ในสถานที่ของ Burgstall

ในปีพ. ศ. 2536 AMG ได้กลายเป็นผู้ให้บริการรายใหญ่ของรถยนต์เมอร์เซเดส – เบนซ์ที่ได้รับการดัดแปลง Daimler-Benz AG และ AMG ลงนามในสัญญาความร่วมมือเพื่อให้ AMG สามารถใช้ประโยชน์จากเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายของเดมเลอร์เบนซ์ หนึ่งในนั้นคือเมอร์เซเดส – เบนซ์ C36 AMG ในปี 2536) เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2542 เดมเลอร์ไครสเลอร์ได้รับสิทธิซื้อหุ้น AMG จำนวน 51 เปอร์เซ็นต์และ AMG ได้เปลี่ยนชื่อเป็น Mercedes-AMG GmbH การพัฒนาเครื่องยนต์แข่งถูกเบือนหน้าและยังคงอยู่ใน Burgstall ภายใต้ชื่อHWA (ชื่อย่อของ Aufrecht) เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2548 Aufrecht ขายหุ้นที่เหลือให้กับ DaimlerChrysler และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา Mercedes-AMG GmbH เป็น บริษัท ในเครือของ Daimler AG

การพัฒนาผลิตภัณฑ์

AMG เริ่มต้นด้วยการออกแบบและทดสอบเครื่องยนต์รถแข่ง ขยายธุรกิจไปสู่การสร้างถนนรถยนต์ที่กำหนดเองตามรถมาตรฐานของ Mercedes AMG เริ่มผลิตชุดอัพเกรดและอุปกรณ์เสริมที่ไม่เป็นทางการสำหรับเมอร์เซเดส – เบนซ์ R107 และ C107 (1971-1989 SL roadster)  เมอร์เซเดส – เบนซ์ W116 (1972-1980 S-class) เมอร์เซเดส – เบนซ์ W123 (1976 -2528 E-class) เมอร์เซเดสเบนซ์ W124 (1984-1997 E-class) เมอร์เซเดสเบนซ์ W126 (1979-1992 S-class) เมอร์เซเดสเบนซ์ R129 (1989-2001 SL roadster) และเมอร์เซเดสเบนซ์ W201 (1982-1993 C-class) รุ่น

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1980 และจนถึงปีพ. ศ. 2533 AMG ได้นำเสนอชุดสมรรถนะเครื่องยนต์หลากหลายรูปแบบล้ออัลลอยด์และผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมในฐานะ บริษัท อิสระทั้งหมดจากเดมเลอร์เบนซ์ ในปีพ. ศ. 2533 AMG ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับเดมเลอร์เบนซ์และทาง AMG ก็ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนจำหน่ายในโชว์รูมเมอร์เซเดส – เบนซ์ ในปี 2542 เดมเลอร์เอจีซึ่งเป็นที่รู้จักในนามของเดมเลอร์ไครสเลอร์เอจีได้ซื้อหุ้นของ AMG และกลายเป็นส่วนหนึ่งของเมอร์เซเดส – เบนซ์อย่างเป็นทางการ

การปรับปรุงสมรรถนะ AMG โดยทั่วไปซึ่งผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อได้รวมถึงการแทนที่เครื่องยนต์ที่เพิ่มขึ้น (5.2 ลิตร 5.4 ลิตร) ปลายด้านบนที่มีประสิทธิภาพด้วยพอร์ตและหัวขัดและท่อไอดีลวาล์วและกล้องที่ก้าวร้าวมากขึ้น เครื่องยนต์ DOHC 32V เพิ่งได้รับการพัฒนาและเป็นสุดยอดของประสิทธิภาพของ AMG เกียร์ธรรมดารุ่นเกียร์ห้าจังหวะ Getrag สามารถสั่งซื้อได้จาก AMG และ Mercedes ไม่ได้นำเสนอเกียร์ธรรมดา V8 มาตั้งแต่ต้นปี 1970

ล้อประสิทธิภาพการทำงานที่นำเสนอในช่วงเวลาเดียวกันคือล้อATS AMG Five Spoke Road ขนาด 15 นิ้วหรือ 16 นิ้วโดยปกติจะเรียกว่า Pentas Penta เป็น บริษัท ในสหราชอาณาจักรที่เสริมความต้องการสูงสำหรับล้อ AMG ในขณะที่มีแบบจำลองและมีเพียงความแตกต่างเล็กน้อยจัดแต่งทรงผมเล็กน้อย แต่พวกเขาไม่ได้ทำหรือรับรองโดย AMG ล้อ AMG ของแท้มักจะมาพร้อมกับชุดเครื่องระงับการทำงานของ AMG ซึ่งรวมถึงสปริงที่เลื่อนขึ้นและลงและมีโช้คอัพอีกตัว

การอัพเกรดเครื่องสำอางที่เป็นที่นิยมอีกอย่างหนึ่งคือชุดร่างกายของ AMG เหล่านี้มีตั้งแต่สปอยเลอร์ด้านหน้าที่บอบบางเป็นชุดอุปกรณ์ Wide Body ที่ก้าวร้าวสำหรับรถเก๋ง W126 ตัวเลือกอื่น ๆ ได้แก่ที่นั่งRecaroล้อพวงมาลัยขนาดเล็กกระจุกกระจิกตัวเครื่องตัวเลือกการลบโครเมี่ยม (โคมไฟสีดำหรือซาตินสีดำทั้งหมด), ตู้เย็น, ปุ่มปรับเปลี่ยน, ระบบสเตอริโอ Hi-Fi, เบาะที่กำหนดเองและชุดตกแต่งภายในที่เพิ่มขึ้น

การเปิดตัว AMG Hammer sedan ในปีพ. ศ. 2529 โดยใช้W124 E-Classทำให้ AMG ปรับเปลี่ยนสมรรถนะของซีดานขนาดกลางได้อย่างรวดเร็วในระดับใหม่ AMG ทำของโลกซีดานผู้โดยสารที่เร็วที่สุดในเวลาชื่อเล่นค้อนด้วยการบีบเมอร์ 5.6 ลิตร V8 ปรับโดย AMG 360 แรงม้าเป็นรถซีดานขนาดกลาง มันเป็นก้าวร้าวมากสำหรับยุคที่มีหัววาล์ว 32 วาล์วและคู่ camshafts และกล่าวว่าจะเร็วกว่าLamborghini Countach 60-120 ไมล์ต่อชั่วโมง รุ่นต่อมามีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นและได้นำล้อ AMG Aero 1 Hammer ขนาด 17 นิ้วมาใช้ 1986 เป็นปีเมอร์เซเดสแนะนำเครื่องยนต์ 560 M117 นี่เป็นอีกหนึ่งโอกาสสำหรับลูกค้าในการสั่งซื้อราง AMG ที่ใหญ่ที่สุดในขณะนี้เครื่องยนต์ 6mm 100 มม. ที่เจาะ SOHC หรือ DOHC สามารถใช้ได้ทั้งรถเก๋ง W126 และรถเก๋ง

ผ่านช่วงต้นยุค 2000 AMG มุ่งเน้นหลักในซูเปอร์ V8 และ V6 เครื่องยนต์ แต่ บริษัท ที่ถูกทิ้งร้างอย่างเป็นทางการเทคโนโลยีนี้ในปี 2006 ด้วยการแนะนำของธรรมชาติสำลัก 6.2 L M156 V8 เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2549 ประธาน Volker Mornhinweg ของ Mercedes-AMG ได้บอกกับAutoWeekว่า บริษัท จะใช้เทอร์โบชาร์จเจอร์เพื่อให้ได้ผลผลิตสูงกว่าการอัดประจุ สำหรับปี 2011 AMG ได้เปิดตัว M157 5.5L biturbo V8 ซึ่งได้เปลี่ยน M156 ในรถยนต์ขนาดใหญ่เช่น S-Class และ CL-Class (และเล็งไปที่ CLS, E-Class และ ML-class) . ในปี 2555 Mercedes-AMG ประธาน Olla Kallenius กล่าวว่า Mercedes-AMG จะไม่ผลิตเครื่องยนต์ดีเซลเพื่อแข่งขันกับดีเซลเทอร์โบของ BMW (BMW M Performance range)

แม้ว่าจะมีบางรุ่น AMG ในช่วงปี 1980 ที่มีระบบเกียร์ธรรมดา, จี้เกือบทุกรุ่นที่ผ่านมาได้ใช้ ( 5G-Tronicและต่อมา7G-Tronicกับ SPEEDSHIFT) ในทางตรงกันข้ามกับBMW Mซึ่งใช้คู่มือและเมื่อเร็ว ๆ นี้การส่งกึ่งอัตโนมัติ (คน ปัจจุบันเป็นแบบเกียร์คู่คลัทช์ ) เริ่มตั้งแต่ปีพ. ศ. 2552 AMG เริ่มใช้เกียร์อัตโนมัติAMG SpeedShift MCT ความเร็ว 7 สปีด

แม้ว่าเหล่านี้ถือว่าเป็นที่รู้จักกันดีที่สุดในบ้านฝ่ายปรับ Mercedes-AMG มีปรัชญาที่แตกต่างกันมากกว่าBMW M เมอร์เซเดส – AMG ได้สร้างตราสินค้าที่มีประสิทธิภาพสูงไว้หลายรุ่น ได้แก่ ซีดานและ SUV ขนาดใหญ่ในขณะที่ BMW M ได้เน้นย้ำถึงการปรับแต่งยานพาหนะด้วย “ความคล่องตัวด้านข้าง” (ซึ่งมีมานานแล้วเพียง 3 ซีรี่ส์ซีรี่ส์ 5 และ roadsters) . เมื่อเทียบกับ BMW M เมอร์เซเดส – แอมจีเอ็ม “แคบลงในการเล่นกีฬา แต่ยังรวมถึงประสิทธิภาพการทำงานของค้อนทุบด้วยการจัดการที่ผ่อนคลายความเพาะเลี้ยงและความสมจริง”

ในขณะที่ผู้ก่อตั้ง Hans Werner Aufrecht และ Erhard Melcher ได้เน้นการแข่งรถที่เหมาะสม Mercedes-AMG แตกต่างอย่างมากจากปรัชญานี้ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาโดยการนำเสนอของพวกเขาเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับการเร่งความเร็วในแนวตรง อย่างไรก็ตามปัจจุบันประธาน บริษัท Mercedes-AMG Volker Mornhinwegได้เรียกร้องให้มีการกลับไปเป็นรากฐานในการสร้างรถสปอร์ต

แข่งรถมอเตอร์ไซค์

ในช่วงปลายทศวรรษที่ 1960 และต้นปี 1970, AMG ป้อนใหญ่Mercedes-Benz 300SEL 6.3 V8 รถเก๋งเสน่หาชื่อ “แดง Sow” ในปี 1971 24 ชั่วโมงสปาและรถท่องเที่ยวแชมป์ยุโรป AMG และ Mercedes ทำงานร่วมกันบนรถ Mercedes-Benz W201สำหรับ 1988 Deutsche Tourenwagen Meisterschaft (DTM, Touring Car Championship) AMG เป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการ

เมื่อ DaimlerChrysler ได้รับส่วนแบ่งของ AMG ในปี 1999 แผนกการแข่งรถมอเตอร์ถูกเบือนหน้าเข้าHWA AG รถคันแรกของพวกเขาคืออาภัพMercedes-Benz CLR ตั้งแต่ปี 2000 HWA สร้างและวิ่งรถสำหรับดอยซ์เจ้านาย Tourenwagen (DTM) เช่นเดียวกับเครื่องยนต์ M271 ความคืบหน้าสำหรับการใช้งานในสูตร 3

โมเดล Mercedes-Benz AMG ที่ปรับเปลี่ยนอย่างต่อเนื่องหกครั้ง (รวมถึง SL 63 AMG) ได้ทำหน้าที่เป็นรถเพื่อความปลอดภัยสำหรับFIA Formula One World Championship

ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553 เมอร์เซเดส – เบนซ์ SLS AMG GT3ได้แข่งขันกันในการแข่งขัน GT ทั่วโลกเช่นFIA GT3 European Championship , Blancpain Endurance Series , Blancpain Sprint Series , VLN , 24 Hours of Nurburgring , British GT Championship , Super GT , ออสเตรเลีย GT Championship , Bathurst 12 ชั่วโมง , ดูไบเปิดบริการ 24 ชั่วโมง , มาเก๊า GT คัพและPirelli ท้าทายโลก

ในช่วงปลายปี 2554 หลังจากสิ้นสุดฤดูกาลFormula Oneซีเมนส์เมอร์เซพีพีโตรนาสได้ประกาศว่าจะใช้ตราสินค้า AMG สำหรับความพยายาม F1 เปลี่ยนชื่อเป็นMercedes AMG Petronasสำหรับฤดูกาล 2012 เป็นต้นไป

สาม Supergars AMG E-Class V8เข้าร่วมการแข่งขัน Supercars Championship ออสเตรเลียช่วงปี 2013 ถึงปี 2015 ซึ่งดำเนินการโดยErebus Motorsportภายใต้โครงการกีฬา AMG Customer Sports

ความสัมพันธ์กับ Pagani

AMG นอกจากนี้ยังมีเครื่องมือสำหรับZondaและHuayraรถยนต์ M297 7,291 ซีซีเครื่องยนต์ V12 กระจัดถูกนำมาใช้ครั้งแรกในปี 1995 SL73 AMG เป็นเครื่องยนต์ที่มีการดูดกลืนธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดโดย AMG และขณะนี้ Pagani ใช้กันโดยเฉพาะ

ความสัมพันธ์กับ Aston Martin

เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2013 Aston Martin Lagonda Ltdและ Daimler AG ได้ประกาศย้าย บริษัท ที่เป็นพันธมิตรทางเทคนิคกับ Mercedes-AMG GmbH ข้อตกลงนี้จะทำให้แอสตันมาร์ตินเข้าถึง Mercedes-AMG GmbH และเมอร์เซเดส – เบนซ์อย่างเป็นทางการของเมอร์เซเดส – เบนซ์ซึ่งช่วยให้สามารถพัฒนาระบบขับเคลื่อน V8 และใช้ส่วนประกอบบางอย่างของสถาปัตยกรรมไฟฟ้า / อิเล็กทรอนิกส์ได้ เดมเลอร์เอจีตอนนี้เป็นเจ้าของหุ้น 5% ของจำนวนหุ้นที่ไม่ใช่การออกเสียงลงคะแนนในแอสตันมาร์ตินมาร่วมงานกับผู้ถือหุ้นเดิมลงทุน DAR , อาดีมลงทุนและInvestindustrial การเป็นพันธมิตรทางเทคนิคจะเป็นการสนับสนุนการเปิดตัว Aston Martin รุ่นใหม่และการพัฒนาระบบขับเคลื่อน V8 ที่พัฒนาขึ้นใหม่

รุ่น AMG ปัจจุบัน

เครื่องยนต์ AMG ทุกรุ่นยกเว้น M260 2.0 L Inline-4 Turbo และ “43” M276 3.0 L V6 Bi-Turbo engine – ถูกสร้างขึ้นด้วยมือโดยใช้ปรัชญา “one man, one engine” ที่โรงงาน AMG ปัจจุบัน ใน Affalterbach ประเทศเยอรมนี เพื่อแสดงถึงสิ่งนี้ผู้สร้างเครื่องยนต์ AMG แต่ละตัวจะประทับตราเครื่องยนต์ที่พวกเขาผลิตพร้อมกับแผ่นโลหะที่สลักลายเซ็นไว้ อ้างอิงจากเมอร์เซเดส – เบนซ์มีเพียงประมาณ 50 สร้างเครื่องยนต์ AMG

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของการอย่างเป็นทางการของเมอร์เซสายผลิตภัณฑ์ AMG รุ่นที่มีการขายด้านโดยด้านที่มีรูปแบบการผลิตปกติแตกต่างจากที่นำเสนอโดย บริษัท อื่น ๆ จูนเมอร์เช่นBrabus

“35” M260 2.0 L อินไลน์ -4 เทอร์โบ

Mercedes-AMG A 35

“45” M133 2.0 L อินไลน์ -4 เทอร์โบ

Mercedes-AMG A 45

Mercedes-AMG CLA 45

Mercedes-AMG GLA 45

2.0 L Turbo I4 ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้ในรูปแบบ AMG ขนาดเล็ก 45 เช่น A-Class, CLA-Class และ GLA-Class ซึ่งทั้งหมดมีแพลตฟอร์มเดียวกัน M133 (2015 เป็นต้นไป) ผลิต 381 PS (375 HP) และ 350 ปอนด์ฟุต (475 นาโนเมตร) ทำให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดเทอร์โบ 4 สูบในการผลิตและมี 190.5 แรงม้าต่อลิตรซึ่งเป็นหนึ่งใน เครื่องยนต์ส่วนใหญ่มีกำลังแรงหนาแน่นในการผลิต รุ่นที่มี M133 Turbo 4 จะจับคู่กับเกียร์แบบ AMG SPEEDSHIFT ความเร็ว 7 สปีดแบบ Dual-Clutch CLA45 AMG สามารถเร่งความเร็วได้จาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (4.2 กม. / ชม.) ในเวลา 4.2 วินาทีตามการทดสอบครั้งแรกของยานยนต์

“43” M276 3.0 L V6 Bi-Turbo

Mercedes-AMG SLC 43

Mercedes-AMG C 43

Mercedes-AMG GLC 43

Mercedes-AMG E 43

Mercedes-AMG GLE 43

Mercedes-AMG GLE 43 Coupe

ด้วยการเปิดตัวเครื่องยนต์เบนซิน V6 ขนาด 3.0 ลิตรที่มีการฉีดตรงและระบบเทอร์โบคู่เรียกว่า M276 DELA 30 สมาชิกใหม่ได้รับการเพิ่มในชุดเครื่องยนต์เบนซิน M276 V6 ที่ได้รับอนุมัติแล้ว

“43” M256 3.0 L อินไลน์ – 6 เทอร์โบ

Mercedes-AMG GT 43 4 ประตูCoupé

“53” M256 3.0 L อินไลน์ – 6 เทอร์โบ

Mercedes-AMG E 53 (A238 / C238 / W213)

Mercedes-AMG CLS 53 (C257)

Mercedes-AMG GT 53 4 ประตูCoupé

เหล่านี้ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เมอร์เซเดส – เบนซ์ M 256 แบบใหม่ 6 สูบ

“63” M157 5.5 L V8 Bi-Turbo

Mercedes-AMG GLE 63 (W166 facelift)

Mercedes-AMG GLS 63 (X166 facelift)

Mercedes-AMG SL 63 (R231)

ข่าวลือในปี 2009 และได้รับการยืนยันในปี 2010 AMG พัฒนา M157 เป็น V8 5.5 ลิตรด้วยการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงโดยตรงและturbochargers คู่ เพาเวอร์จัดอยู่ในอันดับที่สูงถึง 577 แรงม้า (430 กิโลวัตต์; 585 PS) ที่ 5,250-5,750rpm กับแรงบิดสูงสุด 664 lb⋅ft (900 N⋅m) ทำขึ้นระหว่าง 2,000rpm และ 4,500rpm (ปริมาณของพลังงานและแรงบิดขึ้น ในรูปแบบ แต่เป็นคะแนนสูงสุด) เครื่องยนต์ทั้งสองจะแต่งงานแล้วกับ Mercedes-Benz ของ7 ความเร็ว การส่ง MCT

แตกต่างจาก M156 แรงเหวี่ยง 6.2 ลิตร V8 ซึ่งพัฒนาขึ้นภายใน AMG M157ใช้เมอร์เซเดส – เบนซ์ S-Class และ CL-Class เป็นรถ M278  M157 ภูมิใจนำเสนอเชื้อเพลิงประหยัดเชื้อเพลิง 25% (10.5 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตรเมื่อเทียบกับ 14.4 L / 100 กม. ในยุโรปรอบการขับขี่) ผ่าน M156 ความหมายที่จะหลีกเลี่ยงภาษี Gas Gas ของสหรัฐเป็นครั้งแรกที่เคยแม้จะมีขึ้น ถึง 47 แรงม้าเพิ่มเติม แรงบิดที่เพิ่มขึ้นของ M157 ทั้งจากรุ่นปกติและชุดสมรรถนะหมายความว่าเครื่องยนต์สามารถเปลี่ยนเกียร์สูงขึ้นเร็ว ๆ นี้ทำให้รอบเครื่องยนต์และการสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงให้เหลือน้อยที่สุด M157 ใหม่มีโหมดเริ่มต้น / หยุดทำงานของเครื่องยนต์และมีน้ำหนักเบาที่ 204 กก. M157 กล่าวว่าเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการเปิดตัวรถซีดานขนาดเต็มเช่น S-Class แต่ M156 รุ่นเก่ายังคงอยู่ในการผลิตเนื่องจากการตอบสนองของเค้นแบบแม่นยำยิ่งขึ้นยังเหมาะกับรถรุ่นสปอร์ตที่เล็กกว่า (C-Class) จนถึง รุ่นปี 2015 มาถึงซึ่งขับเคลื่อนโดย 4.0 ลิตร V8

5.5 รุ่น L V8 BiTurbo มีการออกแบบรูปแบบ “63” ร่วมกับรุ่น 6.2L V8 สายตา, 2011 S63 AMG จะแตกต่างจากรุ่น 2010 (หน้าตัวเองยกขึ้นเหนือ 2009 S63) โดยการออกแบบเชิงมุมเพิ่มเติมของเคล็ดลับไอเสีย chromed คู่ซึ่งยังกีฬานูนโลโก้ AMG เช่นเดียวกับล้อปลอมใหม่ . สำหรับ CL63 AMG เครื่องยนต์ M157 ใหม่เกิดขึ้นพร้อมกับการปรับโฉมของ CL-Class สำหรับรุ่นปี 2011

แม้จะมีความเชื่อกันทั่วไป 63 รุ่น AMG มักจะเร็วกว่าคู่ฉบับ 65 AMG ของพวกเขา S63 AMG เร่งได้เร็วขึ้นและจัดการได้ดีกว่า S65 AMG (เนื่องจากรถขับเคลื่อน 4 ล้อและน้ำหนักลดลง) และ SL63 AMG จะเร่งได้เร็วกว่า SL65 AMG เนื่องจากแรงบิดที่ลดลงน้ำหนักลดลงและความสมดุลที่ดีขึ้นโดยการใช้ V8 .

ตั้งแต่ปี 2013 รุ่น AMG ที่มีชุด S-Model จะมีระบบขับเคลื่อนล้อหน้าซึ่งช่วยให้การจัดการและการเร่งความเร็วทำได้ดีขึ้น เมอร์เซเดส – เบนซ์ CLS63 AMG S ได้รับการทดสอบเพื่อเร่งความเร็วถึง 60 ไมล์ต่อชั่วโมงภายในเวลาเพียง 3.2 วินาทีโดยมีระยะเวลาการทำงานเป็นไตรมาสที่ 11.6 วินาที นี้ทำให้มันเป็นซีดานที่เร็วที่สุดในการผลิตในเวลา MotorTrend ทดสอบ 2014 E63 AMG S กับเครื่องยนต์ M157 เพื่อผลิตประมาณ 676 แรงม้า (504 กิโลวัตต์ 685 PS) และ 631 ลิตร (856 นิวตันเมตร)

“65” M275 6.0 L V12 Bi-Turbo

รุ่นที่แสดงด้านล่างจะขับเคลื่อนโดยแตกต่างจากที่เครื่องยนต์ Mercedes-Benz M275

Mercedes-AMG S 65

Mercedes-AMG SL 65

โรงไฟฟ้า AMG มีการออกแบบใหม่ของระบบเทอร์โบแบบใหม่ซึ่งมีเทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาดใหญ่และระบบระบายความร้อนแบบใหม่ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นและการเพิ่มขึ้นของการกระจัดของเครื่องยนต์ (ถึง 5980 ซีซี) และอีกหลายอย่าง มาตรการการออกแบบเครื่องยนต์อื่น ๆ นี้ช่วยให้การผลิตอ้างว่า 621 แรงม้าและ 738 ปอนด์ฟุตของแรงบิด

รุ่น “65” ใช้เกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดเป็นเวลานานเนื่องจาก7G-Tronicรุ่นใหม่ไม่สามารถควบคุมแรงบิดจากเครื่องยนต์ V12 ได้ ซึ่งมีการใช้AMG SpeedShift MCT เดิมเป็นส่วนที่เหลือของ AMG line-up

สอดคล้องกับการปรับโฉมของ CL-Class ในปี 2011 โดยปี 2011 CL65 AMG มีเครื่องยนต์เพิ่มขึ้น AMG ออกแบบกังหันก๊าซไอเสียและเพิ่มอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับเครื่องยนต์ใหม่ มันผลิต 621 แรงม้าผลักดันรถจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (0-97 กม. / ชม.) ใน 4.2 วินาที (0.2 วินาทีเร็วกว่าปี 2011 CL63) ด้วยความเร็วสูงสุดที่ จำกัด ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ 186 ไมล์ต่อชั่วโมง (299 กม. / เอช) การปรับปรุงนี้ช่วยให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ 3.5% เมื่อเทียบกับรุ่นขาออก

“63” M177 / M178 4.0 L V8 Bi-Turbo

Mercedes-AMG C 63

Mercedes-AMG E 63

Mercedes-AMG GT

Mercedes-AMG GT 63 ประตู 4 ประตูCoupé

Mercedes-AMG S 63

Mercedes-AMG GLC 63

Mercedes-AMG GLC 63 Coupe

Mercedes-AMG G 63 (W464)

เปิดตัวในตลาดสหราชอาณาจักรในเดือนเมษายน 2015  4 ลิตรM178 V8 ใช้การกำหนดค่าที่ผิดปกติที่ตำแหน่งของไอดีและไอเสียจะกลับไปสร้างเครื่องมือขนาดกะทัดรัดมากขึ้นและด้วยเหตุนี้การออกแบบยานพาหนะ การกำหนดค่า “ร้อนภายใน v” ตามที่แอมจีจีเรียกมันมีแก๊สไอเสียที่ออกจากพื้นที่ส่วนกลางของบล็อกเครื่องยนต์ซึ่งจะมีเทอร์โบชาร์จเจอร์คู่ของเครื่องยนต์อยู่ด้วย

รถจักรยานยนต์ออฟโรด

Motocross

Motocrossเป็นรูปแบบของการ แข่งรถจักรยานยนต์ออฟโรดที่จัดขึ้นบนวงจรoff-road ที่ปิดสนิท กีฬาได้รับการพัฒนาขึ้นจากการแข่งรถจักรยานยนต์ที่จัดขึ้นในสหราชอาณาจักร

ประวัติ

Motorcross ได้รับการพัฒนาขึ้นเป็นครั้งแรกในสหราชอาณาจักรจากการแข่งขันรถจักรยานยนต์เช่นAuto-Cycle Clubsของการทดลองรายไตรมาสครั้งแรกในปี 1909 และการทดลองหกวันสก็อตที่เริ่มขึ้นในปีพ. ศ. 2455 เมื่อผู้จัดงานจ่ายเงินด้วยความสมดุลและเข้มงวด คะแนนของการทดลองในความโปรดปรานของการแข่งขันที่จะกลายเป็นไรเดอร์ที่เร็วที่สุดเพื่อเสร็จสิ้นกิจกรรมกลายเป็นที่รู้จักกันเป็น “กระต่าย scrambles” กล่าวว่ามีมาในวลี “แย่งยากเก่า” อธิบายหนึ่งในช่วงต้นการแข่งขันดังกล่าว แม้ว่าจะเป็นที่รู้จักกันในชื่อ scrambles แข่งในสหราชอาณาจักรการแข่งขันกีฬาได้รับความนิยมและกลายเป็นที่รู้จักในฐานะ “แข่งมอเตอร์ครอส” นานาชาติกลายเป็นที่รู้จักในระดับนานาชาติโดยการรวมคำภาษาฝรั่งเศสสำหรับรถจักรยานยนต์,motocycletteหรือmotoสั้น ๆ ลงในกระเป๋าหีบห่อที่มี “cross country” การแข่งขันช่วงชิงรู้จักกันครั้งแรกเกิดขึ้นที่แคมเบอร์เลย์ , เซอร์เรย์ในปี 1924 ในช่วงทศวรรษที่ 1930 กีฬาเติบโตในความนิยมโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหราชอาณาจักรที่ทีมจากเบอร์มิงแฮม บริษัท ขนาดเล็ก Arms (BSA) นอร์ตัน , เด็ดดวง , Rudge , และAJSเข้าร่วมการแข่งขัน จักรยานนอกออฟโรดจากยุคนั้นแตกต่างจากที่ใช้บนท้องถนนเล็กน้อย การแข่งขันที่รุนแรงในพื้นที่ที่ขรุขระนำไปสู่การปรับปรุงทางเทคนิคในรถจักรยานยนต์ เฟรมที่เข้มงวดวิธีที่จะทำให้สารแขวนลอยโดยในช่วงต้นทศวรรษที่ 1930 และแกว่งส้อม ระงับหลังปรากฏโดยช่วงต้นทศวรรษ 1950 หลายปีก่อนที่ผู้ผลิตรวมอยู่ในส่วนใหญ่ของจักรยานผลิตถนน ช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สองถูกครอบงำโดยBSAซึ่งได้กลายเป็น บริษัท รถจักรยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ผู้ขับขี่ BSA ครองการแข่งขันระดับนานาชาติตลอดช่วงทศวรรษที่ 1940

ในปีพ. ศ. 2495 FIMซึ่งเป็นองค์กรปกครองระหว่างประเทศของมอเตอร์ไซด์ได้ก่อตั้งแชมป์การแข่งขันชิงแชมป์ยุโรปโดยใช้สูตรการแทนที่เครื่องยนต์ 500 ซีซี  2500 มันเป็นรุ่นแชมป์โลกสถานะ ในปี ค.ศ. 1962 การแข่งขันชิงแชมป์โลก 250 ซีซีก่อตั้งขึ้น ใน บริษัท ขนาดเล็ก 250 ซีซีที่มีรถจักรยานยนต์สองจังหวะเข้ามาด้วยตัวเอง บริษัท เช่นHusqvarnaจากสวีเดนCZจากอดีตเชโกสโลวะเกียและGreevesจากประเทศอังกฤษกลายเป็นที่นิยมเนื่องจากความสว่างและความว่องไวของพวกเขา ดาวในวันนี้รวมถึงผู้ขับขี่ BSA-works Jeff Smith และ Arthur Lampkin ร่วมกับ Dave Bickers, Joe Johnson และ Norman Brown ใน Greeves ในช่วงทศวรรษที่ 1960 ความก้าวหน้าในเทคโนโลยีเครื่องยนต์แบบสองจังหวะหมายความว่าเครื่องจักรหนักสี่จังหวะถูกลดระดับลงสู่การแข่งขันเฉพาะกลุ่ม ขี่ม้าจากเบลเยียมและสวีเดนเริ่มครองกีฬาในช่วงเวลานี้  วิบากมาถึงในประเทศสหรัฐอเมริกาในปี 1966 เมื่อแชมป์สวีเดน, Torsten Hallmanขี่เหตุการณ์นิทรรศการกับผู้ขับขี่บนอเมริกัน TT ที่Corriganville ภาพยนตร์ปศุสัตว์ยังเป็นที่รู้จักใน Hopetown Simi Valley, California ปีถัดไป Hallman ได้เข้าร่วมโดยดาววิบากอื่น ๆ รวมทั้งโรเจอร์ DeCoster, โจเอลโรเบิร์ตและเดฟ Bickers พวกเขาครอบงำเหตุการณ์วางน้ำหนักเบาสองจังหวะของพวกเขาในด้านบนหกจบตำแหน่ง  Motocross เริ่มเติบโตขึ้นในสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลานี้ซึ่งเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของกีฬา

โดยปลายทศวรรษที่ 1960 บริษัท รถจักรยานยนต์ญี่ปุ่นเริ่มท้าทายโรงงานในยุโรปเพื่อเป็นสุดยอดในโลกแห่ง Motocross ซูซูกิอ้างแชมป์โลกครั้งแรกสำหรับโรงงานแห่งประเทศญี่ปุ่นเมื่อJoël Robert ได้รับรางวัลมงกุฎ 250 cc ปี พ.ศ. 2503 เหตุการณ์ที่สนามกีฬาวิบากแรกที่เกิดขึ้นในปี 1972 ที่Los Angeles โคลีเซียม  2518 125 cc แชมป์โลกที่ได้รับการแนะนำให้รู้จัก ผู้ขับขี่ในยุโรปยังคงครองมอเตอร์ครอสตลอดทศวรรษที่ 1970 แต่ในช่วงทศวรรษที่ 1980 นักแข่งชาวอเมริกันได้เริ่มขึ้นและได้รับรางวัลจากการแข่งขันระดับนานาชาติ

ในช่วงปลายทศวรรษ 1970 และต้นปี 1980 ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์ของญี่ปุ่นเป็นประธานในช่วงเวลาที่บูมในเทคโนโลยีโมโตครอส เครื่องระงับอัติโนมัติแบบสองจังหวะระบายความร้อนด้วยอากาศแบบสองจังหวะให้ทางเครื่องที่ระบายความร้อนด้วยน้ำและติดตั้งระบบกันสะเทือนหลังแบบโช้คอัพเดียว ในปี 1990 รถจักรยานยนต์ชั้นนำของอเมริกาควบคุมร่างกาย AMA เพิ่มวงเงินที่อนุญาตได้สำหรับเครื่องขับเคลื่อนสี่จังหวะในการแข่งขัน AMA motocross championship เนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าต่ำของเครื่องยนต์สี่จังหวะเมื่อเทียบกับที่มีการครอบครองอยู่แล้ว การออกแบบจังหวะ โดยปีพ. ศ. 2537 วงจักรยานยนต์มอเตอร์ครอสมอเตอร์สี่จังหวะมีวงเงินสูงสุด 550 ซีซีในชั้นเรียน 250 คนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับผู้ผลิตเพื่อพัฒนารูปแบบสำหรับใช้ในมอเตอร์ครอส จนถึงปี 2547 บรรดาผู้ผลิตรายใหญ่ทั้งหมดได้เริ่มแข่งขันกับเครื่องสี่จังหวะ บริษัท ยุโรปยังประสบกับการฟื้นตัวของ Husqvarna, HusabergและKTM ในการคว้าแชมป์โลกด้วยเครื่องจักรสี่จังหวะ

กีฬามีวิวัฒนาการไปพร้อมกับสาขาย่อยเช่นสนามกีฬาที่เรียกว่าsupercrossและarenacross ที่จัดขึ้นในสนามรบในร่ม เรียนก็ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อรถทุกภูมิประเทศ นักแข่งรถแบบ Freestyle motocross (FMX) ซึ่งผู้ขับขี่จะได้รับการตัดสินจากการกระโดดและทักษะการเล่นกายกรรมทางอากาศได้รับความนิยมเช่นเดียวกับซูเปอร์โมโตซึ่งแข่งรถมอเตอร์ไซค์แข่งทั้งบนถนนและออฟโรด เหตุการณ์มอเตอร์ครอสวินเทจ (VMX) เกิดขึ้น – โดยปกติแล้ว สำหรับรถจักรยานยนต์ก่อนปีรุ่นปี 2518  หลายเชื้อชาติ VMX รวมถึง “โพสต์ Vintage” ส่วนซึ่งมักจะมีการนัดหมายจักรยานจนกระทั่ง 1983

การแข่งขันที่สำคัญ

แชมป์โลก FIM Motocross

การแข่งขันชิงแชมป์โลก Motocross FIM Grand Prix จัดขึ้นเป็นประจำในยุโรป แต่ยังรวมถึงกิจกรรมในอเมริกาเหนืออเมริกาใต้เอเชียออสเตรเลียและแอฟริกา มันเป็นชุดมอเตอร์ครอสที่สำคัญทั่วโลก มีสี่ประเภท: MXGPสำหรับเครื่อง 450cc, MX2สำหรับเครื่อง 250cc, MX3สำหรับเครื่อง 650cc และ MX ของผู้หญิง การแข่งขันประกอบด้วยสองเผ่าพันธุ์ที่เรียกว่าmotosโดยมีระยะเวลา 30 นาทีบวกสองรอบ

AMA Motocross Championship

การแข่งขัน AMC Motocross Championship จะเริ่มขึ้นในกลางเดือนพฤษภาคมและจะดำเนินต่อไปจนถึงปลายเดือนสิงหาคม แชมป์ประกอบด้วยสิบสองรอบที่สิบสองแทร็คที่สำคัญทั่วทวีปยุโรปสหรัฐอเมริกา มีสามชั้นเรียน: รถจักรยานยนต์แบบ Motocross 250 คันสำหรับรถกระบะขนาด 2-12 จังหวะหรือ 150-250 ซีซี 4 จังหวะ 450 คันสำหรับ 150-250 ซีซี 2 จังหวะหรือ 251-450 ซีซี 4 จังหวะ เครื่องและชั้นสตรี

Motocross des Nations

ปี Motocross des Nations จัดขึ้นเมื่อปลายปีเมื่อ National & World Championship series สิ้นสุดลง การแข่งขันเกี่ยวข้องกับทีมของผู้ขับขี่สามคนเป็นตัวแทนของประเทศของตน นักแข่งแต่ละคนเข้าแข่งขันในคลาสที่แตกต่างกัน (MX1, MX2 และ “Open”) มีสาม motos กับสองชั้นแข่งขันต่อ moto สถานที่ตั้งของงานเปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมา สหรัฐอเมริกาเบลเยียมและสหราชอาณาจักรมีความสำเร็จมากที่สุด

อังกฤษวิบากแชมป์

การแข่งรถ Maxxis British Motocross Championship เป็นการแข่งขันออฟโรดในสหราชอาณาจักรและจัดเป็นคลาสของ MX1 และ MX2 MX1 สำหรับ 250 cc ถึง 450 ซีซี (สี่จังหวะ) และ MX2 สำหรับรถจักรยานยนต์สี่ล้อ 175 cc ถึง 250 cc  ในปี 2550 มีการเพิ่มชั้นเยาวชนรุ่น MXY2 ขึ้นในโปรแกรมตามรอบที่เลือก

ชุด “ทหารผ่านศึก” ถูกนำมาใช้ในปี 2009 โดยมีเพียงสองรอบ แต่ความต้องการสถานที่ดังกล่าวสูงมากตั้งแต่ปี 2011 ชุดทหารผ่านศึกจะมีสามรอบซึ่งถือได้มากกว่าหกเผ่าพันธุ์

กีฬาที่ได้มาจากมอเตอร์ครอส

กีฬามอเตอร์ไซค์ประเภทอื่น ๆ ได้รับมาจาก Motocross

Freestyle

Freestyle Motocross (FMX) รูปแบบใหม่ของ supercross เริ่มต้นจากแชมป์แอฟริกาใต้ Marco Urzi ไม่เกี่ยวข้องกับการแข่งรถและแทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การแสดงโลดโผน stunts ขณะข้ามจักรยาน motocross ผู้ชนะจะถูกเลือกโดยกลุ่มผู้พิพากษา ผู้ขับขี่ได้คะแนนตามสไตล์ระดับความยากลำบากในการใช้สนามและบ่อยครั้งมากที่สุด FMX ได้รับการแนะนำให้รู้จักกับX Gamesและผู้ชมหลักในปี 1999

SuperMoto

Supermotoใช้จักรยานยนต์แบบรถจักรยานยนต์ที่แปลงเพื่อแข่งบนแทร็กที่ประกอบด้วยสามส่วนสิ่งสกปรกแบนสิ่งสกปรกและถนนลาดยาง จักรยานมียางรถแข่งพิเศษที่มีดอกยางร่องเพื่อจับทั้งทางเท้าและสิ่งสกปรก บางแทร็คสำหรับการแข่งขันเหล่านี้มี jumps, berms และ whoops เช่นราง motocross สำหรับกิจกรรมพิเศษแทร็ก Supermoto อาจรวมบันไดโลหะสำหรับกระโดดที่สามารถถอดและนำไปยังสถานที่อื่นได้ การแข่งขันซูเปอร์โมโตอาจเกิดขึ้นที่แทร็กโกคาร์ดที่ปรับแต่งแทร็คการแข่งรถหรือแม้แต่แทร็กแข่งบนท้องถนน นอกจากนี้ยังมีชั้นเรียนสำหรับเด็กเช่นชั้นเรียน 85 ซีซี

ซูเปอร์โมโตได้เริ่มต้นขึ้นในสหรัฐฯเมื่อปลายทศวรรษ 1970 เมื่อนักข่าวทีวีGavin Trippe ได้จินตนาการว่าเป็นงานแข่งรถที่จะพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้แข่งรถมอเตอร์ไซค์ที่ดีที่สุดและตั้งแต่ปีพ. ศ. 2523 ถึงปี พ.ศ. 2528 เขาได้จัดงานประจำปีที่ชื่อ “The Superbikers” ซึ่งจัดให้ผู้ขับขี่ชั้นนำ จากสามสาขาวิชาติดตามแบน , ถนนแข่งและวิบากกับคนอื่นในการแก้ไขจักรยานวิ่งบนแทร็กพิเศษในรายการโทรทัศน์ เป็นครั้งแรกที่ได้รับความสนใจจากผู้ชมทั่วโลกมาจากรายการโทรทัศน์อเมริกัน ABC’s World Wide Sportsในปีพศ. 2522 หลังจากปีพ. ศ. 2528 กีฬาลดลงและได้รับความสนใจน้อยในสหรัฐ แต่ในยุโรปก็เริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นและในปี 2546 ก็ฟื้นขึ้นมา ในสหรัฐอเมริกาเมื่อชื่อเป็น Supermoto

ATV / Quad Motocross

ทั่วสหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรมีหลายสโมสรแข่ง enduroและ quadcross การแข่งขัน GNCCเริ่มขึ้นระหว่างปีพ. ศ. 2523 และรวมถึงการแข่งขันประเภทกระต่ายและการแข่งขันประเภท enduro ถึงวันที่เหตุการณ์ส่วนใหญ่จะจัดขึ้นในภาคตะวันออกของประเทศสหรัฐอเมริกา แข่ง GNCC มีอุปสรรคหลายประเภทเช่นปีนเขาปีนเขาลำห้วยและท่อนซุงถนนที่สกปรกและเส้นทางที่เป็นป่า

ATV National Motocross Championship ก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ. ศ. 2528 เหตุการณ์ ATVMX จัดขึ้นที่สนามแข่งรถมอเตอร์ครอสทั่วสหรัฐอเมริกา ATVMX ประกอบด้วยหลายกลุ่มรวมถึง Pro (AMA Pro) และ Amateur (ATVA) series แชมป์โคลนแข่ง (CMR) เห็นวัยเด็กของมันในปี 2006 เป็นผู้นำของอุตสาหกรรม ATV ได้รับการยอมรับความจำเป็นในการเป็นเอกภาพของชั้นเรียนและกฎระเบียบของเหตุการณ์โคลนโคลนท้องถิ่นต่างๆ การให้กฎเกณฑ์มาตรฐานสร้างความจำเป็นในการปกครองร่างกายที่ทั้งสองนักแข่งและผู้จัดกิจกรรมสามารถหันไปและ CMR เกิด เมื่อรวมเป็นชุดคะแนนที่แท้จริงได้ก่อตั้งขึ้นและนำไปสู่การเป็นแชมป์แห่งชาติสำหรับสิ่งที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นอะไรมากไปกว่างานอดิเรกสำหรับคนส่วนใหญ่ ในปี 2550 มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดสุดท้ายขึ้นและมีการแข่งขันในปีพ. ศ. 2551 ในขณะนี้กำหนดการของ CMR ประกอบด้วยวันแข่งขัน 8 รอบตั้งแต่เดือนมีนาคมถึงเดือนพฤศจิกายน คะแนนจะได้รับตลอดทั้งฤดูกาลในการแข่งขันที่แตกต่างกันของ ATV และ SxS Mud Racing ปีพ. ศ. 2551 รวมถึงการแข่งขันโคลนโคลนและการแข่งขัน Mudda-Cross แต่ฤดูกาล 2552 และในอนาคตจะมีการแข่งขัน Mudda-Cross เท่านั้น

Supercross

การแข่งรถSidecar ที่รู้จักกันในชื่อSidecarcrossเป็นเรื่องตั้งแต่ปี 1950 แต่ได้รับความนิยมลดลงนับตั้งแต่กลางทศวรรษที่ 1980 ตัวแปรนี้เป็นเรื่องธรรมดาในยุโรปโดยมีผู้ติดตามไม่กี่คนในสหรัฐฯนิวซีแลนด์และออสเตรเลีย การแข่งขันระดับพรีเมียร์ที่Sidecarcross World Championshipเป็นการประกวดในยุโรปเท่านั้นและโดยเฉพาะชาวยุโรป

รถจักรยานยนต์แบบ Motocross มีจุดประสงค์เพื่อสร้างกรอบที่คล้ายคลึงกับมอเตอร์ครอสรอบธรรมดาที่มีแพลตฟอร์มแบบแบนเพื่อให้ติดกับด้านใดด้านหนึ่งและมีแถบบังคับที่เอวสูง ด้านข้างของ “เก้าอี้”

(สแลงสำหรับแท่น) มักจะเป็นไปตามด้านข้างของถนนซึ่งประเทศชาติกำลังตั้งคำถามอยู่ แต่ไม่บ่อยนัก ผู้โดยสารสมดุลจักรยานโดยการถ่วงน้ำหนักโดยเฉพาะในมุมและกระโดด มันเป็นแรงผลักดันบนรอยขีดข่วนธรรมดา

เป็นเรื่องที่มีความต้องการทางร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้โดยสาร นี้สะท้อนให้เห็นมากที่สุดในคำสวีเดนสำหรับผู้โดยสาร, burkslav , แปลคร่าวๆเป็นลำ / body / barrel-slave ชื่อนี้มาจากรถจักรยานยนต์ต้นที่แพลตฟอร์มดูเหมือนรถจักรยานยนต์ถนนจริงและไม่ใช่แพลตฟอร์มในปัจจุบัน

ผู้สร้างเฟรมที่สำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ VMC, BSU, AYR, EML และ Woodenleg เครื่องยนต์สามัญสามารถใช้ได้ แต่ขนาดและเครื่องยนต์สองเครื่องที่สร้างขึ้นสำหรับรถจักรยานยนต์แบบมีไซเซล Zabel (Germany) และMTH (Austria) มีอยู่ทั่วไป สี่จังหวะกำลังได้รับความนิยมมากขึ้นโดยทั่วไปคือKTM

(ออสเตรีย)ขนาดจักรยานสกปรก จักรยานสกปรกที่พบมากที่สุดคือ 50cc, 70cc, 110cc, 125cc, 250cc และ 450cc

จักรยานหลุมและมินิมอเตอร์ครอส

จักรยานเสือเป็นจักรยานยนต์ขนาดเล็กที่ผู้เข้าร่วมในเหตุการณ์ powersports ใช้ในการขี่รอบหลุมซึ่งเป็นพื้นที่จัดแสดงที่มียานพาหนะสนับสนุนทีม ไม่นานมานี้พวกเขาถูกนำมาใช้ในการแข่งขันที่จัดขึ้นบนแทร็ค supercross หรือ motocross การปรับปรุงประสิทธิภาพและความสวยงามมักใช้กับจักรยานเสือ

ในขั้นต้นมีวิธีเดียวที่จะได้รับจักรยานเสือหมอบ ผู้ขับขี่จะซื้อ minibike สำหรับเด็กโดยปกติจะเป็นHonda CRF 50หรือKawasaki KLX110 และใช้การอัพเกรดและการปรับเปลี่ยนที่จำเป็นทั้งหมดเพื่อสร้างจักรยานการแข่งขัน แน่นอนผู้ขับขี่ยังสามารถซื้อจักรยานที่ใช้ ตั้งแต่ปี 2004 ผู้ผลิตเช่นThumpstarได้เริ่มออกแบบผลิตนำเข้าและจำหน่ายจักรยานหลุมเสร็จสมบูรณ์แล้ว จักรยานเหล่านี้มีราคาไม่แพงและต้องใช้เวลาในการดำเนินการให้น้อยลง

Pit Bikes ใช้เครื่องยนต์ 4 จังหวะแนวนอนกระบอกสูบเดียวจากที่ใดก็ได้ในการเปลี่ยนจาก 49 ซีซีเป็น 195 ซีซี จักรยานปรกติมักเป็นจักรยานสกปรกขนาดเล็ก แต่ก็เป็นเรื่องปกติที่จะสามารถซื้อจักรยานเสือปียบกับล้อถนนและยางได้ จักรยาน Pit กับยางถนนเมื่อเทียบกับยาง knobbyใช้ในการแข่งรถ Mini Supermoto

จักรยานพิทมักถูกปรับแต่งอย่างหนักโดยมีส่วนตกแต่งและชิ้นส่วนเสริมประสิทธิภาพ ผู้ขับขี่และกลศาสตร์หลายคนเจาะหรือเปลี่ยนเครื่องยนต์เพื่อเพิ่มการกระจัดกระจายและเอาต์พุตกำลัง ระบบช่วงล่างที่ใช้งานหนักมักเป็นสิ่งที่จำเป็นเนื่องจากมีการระงับมินิมอเตอร์จักรยานสำหรับเด็กเล็ก บางครั้งการเบรคล้อเบรกและยางจะมีขึ้นเพื่อปรับปรุงการจัดการ

จักรยานพิทยังมีการแข่งขันแยกต่างหากที่จัดขึ้นโดยทั่วไปกับชั้นเรียนโดยทั่วไปซึ่งสอดคล้องกับขนาดล้อ นี่คือความแตกต่างที่โดดเด่นจากการแข่งขันของ Motocross และ Supercross โดยการแบ่งชั้นเรียนออกจากกันโดยการกระจัดของเครื่องยนต์ แข่งจักรยาน Pit เป็นช่องที่ค่อนข้างใหม่ของมอเตอร์ครอสและเป็นเช่นนั้นไม่มีร่างกายที่เป็นทางการปกครองคล้ายกับ AMA

Cefiro

Nissan Cefiro

นิสสัน เซฟิโร่ (Nissan Cefiro) เป็นรถยนต์นั่งขนาดกลางที่ถูกผลิตโดยนิสสัน มีคุณลักษณะและจุดประสงค์คล้ายคลึง โตโยต้า คัมรี่, ฮอนด้า แอคคอร์ด, มิตซูบิชิ กาแลนต์ และมาสด้า คาเพลลา มีการผลิตระหว่าง พ.ศ. 25312546 เป็นเวลา 15 ปี เดิมทีนั้น เซฟิโร่ถูกออกแบบมาให้เป็นรถยนต์นั่งสำหรับกลุ่มคนทำงานในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น และไม่เน้นการส่งออก แต่กลับได้รับความนิยมจากต่างประเทศมากกว่าในประเทศญี่ปุ่น เซฟิโร่มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาได้ 3 Generation (3 โฉม) ก่อนที่นิสสันจะเปลี่ยนชื่อตระกูลเป็น เทียน่า (Teana) ซึ่งยังมีขายอยู่จนถึงในปัจจุบัน

Generation ที่ 1 (พ.ศ. 25312539)

เซฟิโร่โฉมที่ 1 หรือ A31 ซีรีส์ นั้น ขายในญี่ปุ่นในช่วง พ.ศ. 2531-2537 โดยการออกแบบช่วงล่างจนถึงห้องโดยสาร ได้ยืมจากรุ่นนิสสัน สกายไลน์(skyline) ที่เน้นห้องเครื่องมากกว่าห้องโดยสารถึงแม้จะเป็นรถซีดานขนาดใหญ่ แต่ห้องโดยสารนั้นไม่ได้ใหญ่อย่างที่คิด เพราะออกแบบมาในแนวรถสปอร์ต ในประเทศไทย เซฟิโร่โฉมนี้ขายระหว่าง พ.ศ. 25332539 โดยการขายล่าช้ากว่าที่ประเทศญี่ปุ่น เป็นรถยนต์ Nissan ที่สร้างตำนานให้วงการยานยนต์ไทยก่อนจะนำมาขึ้นสายการประกอบ เพราะ A31 เดิมเป็นรถสำหรับชาวญี่ปุ่นเท่านั้น แต่เมื่อทีมงานของ Nissan Thailand ได้เห็นรูปโฉมโนมพรรณแล้วจึงคิดที่จะนำมันมาประกอบขายในไทยให้ได้ จึงต้องไปต่อสู้กับบริษัทแม่ในการนำเทคโนโลยีของรถรุ่นนี้ที่ญี่ปุ่นมาขายในเมืองไทยให้ได้ ในครั้งแรกที่เปิดตัวมีราคากว่า 1,000,000 บาท แพงกว่าคู่แข่งญี่ปุ่นด้วยกันทั้งโตโยต้า โคโรน่า ฮอนด้า แอคคอร์ด มิตซูบิชิ กาแลนต์ และมาสด้า 626 จนกระทั่งต่อมาในช่วงปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ใหม่เหลือเพียง 700,000 บาทกว่าๆ มีจุดเด่นตรงที่การนำเทคโนโลยีใหม่ๆ (ในสมัยนั้น)มาลงในรถ เช่น ระบบการเปิดไฟหน้า และควบคุมแสงหน้าปัดอัตโนมัติ โดยมีตัวรับแสงคอยจับปริมาณแสง และส่งข้อมูลไปที่ระบบอัตโนมัติ ซึ่งเมื่อมืดลง ไฟจะสว่างขึ้นโดยอัตโนมัติ ระบบจับสภาพพื้นถนน เป็นต้น

นอกจากนี้เซฟิโร่โฉมนี้ยังเป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกที่มีการใช้เกียร์ระบบอัตโนมัติ 5 สปีด (ในปัจจุบัน รถญี่ปุ่นบางรุ่น ยังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีดอยู่ ไม่ใช่ 5 สปีด) และนอกจากนี้ยังได้ออกแบบผสมผสานความเป็นรถสปอร์ตเข้าไปด้วย ห้องโดยสารจึงมีขนาดเล็ก

หลังจากที่ยกเลิกการผลิตไปแล้วนั้น A31 ยังคงได้รับความนิยมมากมาย รวมทั้งในประเทศไทยด้วย เนื่องมาจากเป็นรถขับหลังที่มีรูปทรงสปอร์ต ทันสมัยที่สุดรุ่นหนึ่ง และที่สำคัญคือ มีราคาที่ถูกลงมากเมื่อเทียบกับรถในระดับเดียวกัน ซึ่งรถรุ่นนี้สามารถเทียบกับรถยุโรปหลายๆ รุ่นได้สบายๆ

นอกจากนี้กลุ่มวัยรุ่นและค่ายรถแข่งต่างๆ ที่นิยมรถรุ่นนี้เพราะว่ามันเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง ซึ่งสามารถนำมาใช้สำหรับการแข่งขันยอดนิยมอย่าง Drift ได้ เนื่องจากรถขับเคลื่อนล้อหลังรุ่นอื่นๆ จะเป็นรถที่มีราคาแพงหลายเท่าตัว Cefiro A31 จึงเป็นตัวเลือกแรกๆ สำหรับกีฬาชนิดนี้

นอกจากการแข่งดริฟท์แล้ว ยังนิยมใช้ในการแข่งขัน Drag ด้วย เนื่องจาก A31 มีห้องเครื่องขนาดใหญ่ สามารถวางเครื่อง 6 สูบแถวเรียงหรือเครื่องแบบ V8 ได้อย่างสบายๆ และรถรุ่นนี้มีบุคคลในวงการบันเทิงของไทยที่มีชื่อเสียงเคยเป็นเจ้าของมากมาย เช่น ปัญญา นิรันดร์กุล พิธีกรและประธานกรรมการของเวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์,จินตหรา สุขพัฒน์ และวรุฒ วรธรรม ซึ่งเคยมีข่าวว่าขับรถไปหยุดกลางสี่แยก แล้วหลับคารถจนเจ้าหน้าที่ต้องทุบกระจกช่วยปลุก และยังอยู่ในใจของนักโจรกรรมรถยนต์ เนื่องจากรูปทรงสวยบาดตา และบางคนชอบพูดติดตลกว่ามักจะถอดเอาโซนาร์ไปติดเรือประมง ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นระบบอ่านสภาพพื้นถนนและปรับช่วงล่างให้นุ่ม-แข็งตามสภาพถนนต่างหาก

Generation ที่ 2 (พ.ศ. 25382541)

โฉมที่ 2 หรือ A32 ซีรีส์ นิสสันออกแบบมาเพื่อการขายในประเทศเท่านั้นเช่นเดิม และก็ได้รับความนิยมจากต่างประเทศเหมือนเดิมอีกครั้ง โฉมนี้ มีความเป็นรถสปอร์ตน้อยลง แต่เน้นความเป็นรถหรูสำหรับครอบครัวมากขึ้น และนอกจากนี้ เซฟิโร่โฉมที่ 2 นี้ ยังเปลี่ยนมาใช้ระบบขับเคลื่อนล้อหน้าแล้ว แต่เซฟิโร่ A32 ไม่ได้รับความนิยมในญี่ปุ่นมากนัก เนื่องจากออกมาในช่วงที่ญี่ปุ่นประสบปัญหาด้านเศรษฐกิจพอดี และนิสสันเองก็เริ่มขาดทุนสะสมต่อเนื่องมาเรื่อยๆ ก่อนที่ Carlos Ghosn จะเข้ามาบริหารบริษัทในปี พ.ศ. 2542 จนกระทั่งต้องมีการทำตัวถังสเตชันวากอน 5 ประตูออกมาขายได้ระดับหนึ่งเท่านั้น แล้วก็เลิกไปในที่สุด

เซฟิโร่โฉมนี้ ถึงจะขายในญี่ปุ่นในช่วง พ.ศ. 2538-2541 แต่ในไทยนั้นขายในช่วง พ.ศ. 2539-2544 เป็นรุ่นที่มีการปรับโฉมบ่อยมาก

Generation ที่ 3 (พ.ศ. 25422546)

โฉมที่ 3 หรือ A33 ซีรีส์ มีตัวถังรถใหญ่ขึ้นจากโฉมก่อน เริ่มมีการนำความเป็นรถสปอร์ตบางส่วนกลับมา แต่ก็ไม่มากเท่าโฉมแรก ในเมืองไทย โฉมนี้ขายระหว่าง พ.ศ. 2544-2547 ซึ่งล่าช้ากว่าประเทศญี่ปุ่นเช่นเคย เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างนิสสันและสยามกลการ จึงมีอายุการตลาดสั้นเพียง 3 ปีเท่านั้น ก่อนที่นิสสันจะเปลี่ยนชื่อตระกูลเป็น เทียน่า(Teana)

FAIRLADY Z

NISSAN FAIRLADY Z

นิสสัน แซด หรือที่อาจรู้จักกันในชื่อของญี่ปุ่นว่า แฟร์เลดี้ เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เครื่องยนตร์กลางลำหน้า ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง (RWD) 2 ประตู 2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัทนิสสันจากญี่ปุ่น รถใช้เครื่องยนต์บล็อกวี 6 สูบ (V6) ไม่มีเทอร์โบ (N/A) รถรุ่นนี้นิยมใช้แข่งรายการต่างๆ โดยเฉพาะดริฟท์ เนื่องจากเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง และมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการดริฟท์

พ.ศ. 2503 ยูทากะ คาตายามา พนักงานบริษัทนิสสัน ได้เดินทางออกจากญี่ปุ่น ไปสำรวจตลาดในภาคพื้นตะวันตก ในสหรัฐอเมริกา เขาพบว่า รถญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ชาวอเมริกันประเมินค่าเป็นเพียงรถยนต์ชั้น 2 เท่านั้น (3 ผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ในอเมริกาขณะนั้น (Big 3) ได้แก่ GM, Ford และ ไครส์เลอร์) แม้บริษัทนิสสันอเมริกาจะถูกตั้งขึ้นในปีเดียวกัน ในช่วงแรกที่ยังไม่มีงบประมาณพอจะตั้งโชว์รูม ต้องหาตัวแทนจำหน่าย แต่ไม่สามารถหาได้ กลุ่ม Big3 และนักธุรกิจรายใหญ่ ปฏิเสธและดูถูกนิสสันอย่างเย็นชา จนต้องใช้เตนท์รถมือสองเป็นตัวแทนจำหน่าย คาตายามา ใช้วิธีปรับปรุงบริการหลังการขายให้มีความทั่วถึง จนเริ่มได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมากขึ้น

คาตายามาพบว่า สภาพถนนในสหรัฐอเมริกามีถนนฟรีเวย์และถนนโล่งเป็นส่วนมาก รถญี่ปุ่นทั่วไปในขณะนั้นไม่ได้ออกแบบมาให้วิ่งในถนนลักษณะดังกล่าว แรงม้าจึงน้อย การเร่งแซงยาก และเมื่อวิ่งทางไกลจะพบปัญหาเบรกร้อน จึงมีความพยายามคิดค้นรถสปอร์ตที่จะมีสมรรถนะสูง เบรกที่ทนทาน สนองตอบรสนิยมและถนนดังกล่าวได้ และราคาถูก (รถสปอร์ตของ Big3 มีจุดอ่อนที่ราคาแพง) จึงคิดค้นออกมา โดยในขณะคิดค้น ได้ตั้งชื่อโครงการว่า Project Z ซึ่งมาจากธง Z ที่กองทัพเรือใช้ในสงครามนิจิโระ (สงครามกับรัสเซีย พ.ศ. 2447) ธง Z หมายความว่า “การโจมตีครั้งสุดท้าย ไม่มีครั้งหลังอีกแล้ว” หรือ ต้องชนะให้ได้ในครั้งนี้

ทีมคิดค้นใช้เวลาพัฒนา 4 ปี นิสสัน Z รุ่นแรกก็เปิดตัวใน พ.ศ. 2512 ชื่อ แฟร์เลดี้ แซด ใช้เป็นชื่อในการทำตลาดเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ทั้งแต่รุ่นแรกถึงปัจจุบัน ส่วนนอกประเทศญี่ปุ่น นิสสันจะไม่ใช้ชื่อแฟร์เลดี้ แซดในการขาย จะใช้ชื่อเป็นขนาดลูกสูบ (หน่วยเป็น ซีซี หารด้วย 10) แล้วตามด้วย Z หรือ ZX เช่น นิสสัน 240Z 260Z เป็นต้น (แต่ก็ยังมีการเรียกกันเองว่า แฟร์เลดี้ แซด นอกประเทศญี่ปุ่น)

ปัจจุบัน นิสสัน Z มียอดขายรวมตั้งแต่แรก 2 ล้านคัน ถือเป็นรถสปอร์ตที่ยอดขายสูงที่สุดในโลก

(ไม่นับ Pony Car กับ Muscle Car ซึ่งเป็นรถที่มีตัวรถแบบกึ่งสปอร์ต แต่เครื่องยนต์แรงไม่น้อยกว่ารถสปอร์ต ถ้าพิจารณาเผินๆ แล้วจะค่อนข้างคล้ายรถสปอร์ต)

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2512-2521; S30)

นิสสัน แซด รุ่นแรก รหัสตัวถัง S30 ออกแบบโดยทีมนักออกแบบนำโดย โยชิฮิโกะ มัตซึโอะ ในช่วงแรก 240Z กับแฟร์เลดี้ จะใช้เครื่องยนต์ต่างกัน แต่บอดี้เดียวกัน 240Z ที่ขายนอกญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์ L24 6 สูบแถวเรียง 2,400 ซีซี 154 แรงม้าPS แต่ แฟร์เลดี้ แซด ที่ขายในประเทศญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์ L20A 6 สูบแถวเรียง 2,000 ซีซี 131 แรงม้าPS ทั้งสองรุ่น มีราคาถูกกว่ารถสปอร์ตรุ่นอื่นๆ ที่ขายอยู่ในขณะนั้นมาก เกือบครึ่งต่อครึ่ง ในขณะที่สมรรถนะไม่น้อยไปกว่ากันมากนัก เครื่องยนต์สามารถประหยัดน้ำมันมากกว่า ยอดขายของ 240Z ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ยอดการผลิตเฉพาะรุ่นแซดในปี 1972 สูงถึง 50,000 คัน

พ.ศ. 2517 240Z ปรับโฉมเล็กน้อย(ไมเนอร์เชนจ์)เป็น 260Z คือใช้เครื่องยนต์ 2,600 ซีซี เพิ่มสมรรถนะเป็น 165 PS ครั้งนี้ รถที่ขายในสหรัฐอเมริกาจะมีสมรรถนะต่ำกว่ารถที่ขายในตลาดอื่น เพราะจำเป็นต้องลดสมรรถนะลงเหลือ 141 PS เพื่อให้ผ่านเกณฑ์มลพิษไอเสียของสหรัฐฯ การปรับโฉมรวมถึงการปรับปรุงระบบปรับอากาศ เพิ่มความยาวด้านหลัง และมีตัวเลือกรถ 2 แบบคือ 2 ประตู 4 ที่นั่ง กับ 2 ประตู 2 ที่นั่ง (ก่อนหน้านี้ จะเป็น 2 ประตู 2 ที่นั่งทั้งหมด)

พ.ศ. 2518 260Z ไมเนอร์เชนจ์เป็น 280Z เฉพาะในสหรัฐฯเท่านั้น (ตลาดอื่นขาย 260Z ยาวจนถึงการเปลี่ยนโฉมใหญ่(โมเดลเชนจ์)) 280Z ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ 2,800 ซีซี เปลี่ยนจากเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ เป็นเครื่องยนต์หัวฉีด ซึ่งช่วยเพิ่มกำลัง (173PS) และช่วยประหยัดน้ำมัน ลดมลภาวะ เพื่อแก้ปัญหาของ 260Z ที่ต้องลดสมรรถนะลงเพราะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานไอเสีย มีระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีดเป็นออปชั่นเสริม จากเดิม มีเกียร์ให้เลือก 2 แบบ คือธรรมดา 4 สปีด กับอัตโนมัติ 3 สปีดเท่านั้น แต่ 280Z มีเกียร์ธรรมดา 5 สปีด เป็นตัวเลือกที่สาม (แต่อย่างไรก็ดี พบได้น้อยมาก ระบบเกียร์ที่ลูกค้า S30 เลือกซื้อมากที่สุดคือ ธรรมดา 4 สปีด) การตกแต่งภายในหรูหราขึ้น และเพิ่มขนาดกันชน

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2521-2526; S130)

หลังการโมเดลเชนจ์ 260Z และ 280Z ถูกแทนที่ด้วย 280ZX รหัสตัวถัง S130 แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่นอกจากเครื่องยนต์ (2,800 ซีซี 6 สูบแถวเรียง) และระบบเกียร์(เฉพาะธรรมดา 5 สปีด กับอัตโนมัติ 3 สปีด) แล้ว ที่เหลือเปลี่ยนใหม่หมด การตกแต่งภายในหรูหราขึ้นอย่างมาก เพื่อสนองตอบต่อความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น เครื่องยนต์ในช่วงนี้ จะมีรุ่นมาตรฐาน และเทอร์โบชาร์จ ซึ่งจะใช้สูบ 2,800 ซีซีเท่ากัน รุ่น 2,800 ซีซีมาตรฐาน จะให้กำลัง 137PS แรงบิด 195 นิวตันเมตร ส่วน 2,800 ซีซี เทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 177PS แรงบิด 275 นิวตันเมตร

พ.ศ. 2522 มีการทำรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น (จำนวนจำกัด) ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของแซด จะใช้โลโก้ทอง ล้อโลหะผสมทอง เบาะหนัง เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ ฯลฯ นิสสัน แซด รุ่นที่สอง เป็นรุ่นที่มียอดขายสูงที่สุด โดยเฉพาะในปี 2522 ยอดขายแซดรวมใน 1 ปี กว่า 86,000 คัน

รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2526-2532; Z31)

โมเดลเชนจ์อีกครั้ง เป็น 300ZX รหัสตัวถัง แซด31 ใช้เครื่องยนต์ 3,000 ซีซี 6 สูบ แต่เปลี่ยนจาก 6 สูบแถวเรียง เป็น วี6 ซึ่งจะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานนิ่งเงียบ นุ่มนวล กำลังต่อเนื่องดี ใช้งานหนักได้ และระบบเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด เปลี่ยนเป็นอัตโนมัติ 4 สปีด ขายควบคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

300ZX ทีมออกแบบนำโดย คาสุมาซุ ทาคากิ (Kasumazu Takagi) แม้จะประสบความสำเร็จไม่เท่า 280ZX แต่ก็ถือว่ารุ่นนี้มียอดขายที่งดงาม การตกแต่งภายในที่หรูหราจนเกือบจะถูกจัดเป็นรถประเภทGrand Tourer หรือรถยนต์สปอร์ตหรูหรา เครื่องยนต์ 3,000 ซีซีมาตรฐาน ให้กำลังถึง 163PS เครื่องยนต์แบบ Turbocharged ให้แรงม้าสูง 204PS ซึ่งเป็นรถที่แรงม้าสูงที่สุดในญี่ปุ่นขณะนั้น การควบคุมรถ การเร่งแซง ทำได้ดีขึ้นมาก

บริษัทดัทสัน ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทนิสสันตั้งแต่ปี 2477 แต่แม้จะเปลี่ยนชื่อไปแล้ว รถของนิสสัน ยังคงชื่อดัทสันไว้ในบางประเทศ โดยที่ตัวรถเป็นตัวเดียวกันกับรถที่ใช้ชื่อนิสสัน แต่จะใช้ชื่อใดขึ้นอยู่กับประเทศที่ขาย (รวมทั้งประเทศไทย ที่เคยใช้ชื่อ ดัทสัน มาก่อน) สำหรับชื่อดัทสันจะใช้สำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก ส่วนแต่นิสสันจะใช้สำหรับรถยนต์ขนาดกลางและใหญ่ ในปี พ.ศ. 2528 นิสสัน ได้ยกเลิกชื่อดัทสัน เปลี่ยนมาใช้ชื่อนิสสันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เพื่อลดความสับสนและสร้างแบรนด์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับแบรนด์ในทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2532-2543; Z32)

โมเดลเชนจ์อีกครั้ง (รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่ออกแบบโดยใช้โปรแกรม CAD และซูเปอร์คอมพิวเตอร์) ยังใช้ชื่อรุ่น 300ZX แต่รหัสตัวถัง แซด32 ใช้เครื่องยนต์ วี6 มีขนาด3ลิตร เหมือน แซด31 แต่เป็นหัวฉีดแบบ ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (DOHC) จากเดิมที่ใช้แบบซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (SOHC) และยังมีเทคโนโลยีหัวฉีด VVT ให้กำลังสูงขึ้น เป็น 218PS ถือเป็นเครื่องยนต์มาตรฐาน ส่วนเครื่องยนต์รุ่นพิเศษ ครั้งนี้ไม่ใช่ เทอร์โบชาร์จธรรมดา แต่เป็นเทอร์โบชาร์จคู่ พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน และอินเตอร์คูลเลอร์คู่ ให้กำลัง 305PS ส่วนระบบเกียร์มี 2 แบบคือ ธรรมดา 5 สปีด กับอัตโนมัติ 4 สปีด

พ.ศ. 2533 ยอดขายสะสม (เฉพาะที่ขายในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว)ของนิสสัน แซด ตั้งแต่ 240Z ครบ 1 ล้านคัน และได้ทำลายสถิติ เป็นรถสปอร์ตรุ่นที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก ซึ่งรถตระกูลแซดสามารถครองสถิติดังกล่าวได้จนถึงปัจจุบัน

แต่แม้จะเป็นปีที่สามารถทำลายสถิติได้ แต่ก็เป็นเพราะยอดขายเก่าสะสมมาเสียส่วนใหญ่ ในช่วงของ Z32 นี้ กระแสนิยมรถสปอร์ตตกต่ำลงมาก รถสปอร์ตเกือบทุกรุ่นทั่วโลกยอดขายตกต่ำ ประกอบกับค่าเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเดียวกัน เงินดอลลาร์ที่ได้มาจึงแลกเป็นเงินเยนได้น้อยลง ส่งผลให้ต้องขึ้นราคาดอลลาร์ในต่างประเทศ ราคาในสหรัฐอเมริกาพุ่งไปเกือบ 50,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 30,000 ดอลลาร์ ยิ่งทำให้ยอดขายตกต่ำลงไปอีก จนใน พ.ศ. 2539 นิสสัน ได้ยกเลิกการขาย แซด ในสหรัฐอเมริกา และ พ.ศ. 2543 ได้ยกเลิกการผลิตแซดทั่วทั้งโลกในที่สุด

รุ่นที่ 5 (พ.ศ. 2545-2551; Z33)

หลังจากการยกเลิกการผลิต 300ZX ก็มีกระแสเรียกร้องล้นหลามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนให้กลับมาผลิต Z อีกครั้ง อีกทั้งการยกเลิกรถสปอร์ตรุ่นนี้ ยังทำให้นิสสันสูญเสียภาพลักษณ์ของการเป็นยี่ห้อรถที่ผู้คนหลงใหลใฝ่ฝัน (Image Leader) ตกต่ำกลายเป็นภาพลักษณ์ที่เชื่องช้า ไม่น่าสนใจ นิสสันตกอยู่ในสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ ซึ่งในสมัยนั้น มีรถญี่ปุ่นอีก 2 ยี่ห้อที่อยู่ในสภาวะขาดทุนเช่นเดียวกัน คือ มิตซูบิชิและอีซูซุ แต่นิสสันได้รับการช่วยเหลือ จากการที่บริษัทรถฝรั่งเศส ชื่อเรโนลต์ (Renault) ได้เข้าซื้อหุ้นนิสสัน 44.4% ทำให้ Carlos Ghosn จากเรโนลต์ ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO นิสสัน เขาตัดสินใจจะให้นิสสันกลับมาผลิต Z อีกครั้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีของ Carlos Ghosn ในฐานะ CEO

Z รุ่นที่ 5 คือ 350Z รหัสตัวถัง Z33 ใช้เครื่องยนต์ วี6 มีขนาด3,500 ซีซี VQ35DE DOHC 291PS (ปี 2005 เพิ่มเป็น 299PS เครื่องยนต์เดิม) ราคาตกกลับมาอยู่ที่ 30,000 ดอลลาร์ แต่จะไม่มีรุ่น 4 ที่นั่ง มีเฉพาะรุ่น 2 ที่นั่ง ปี 2549 เครื่องยนต์ของ 350Z ปรับปรุงเล็กน้อย เพิ่มขีดจำกัดการทำงานโดยไม่เป็นอันตรายขึ้นไปที่ 7,000 รอบ/นาที (รถเบนซินทั่วๆ ไป จะอยู่ที่ 6,000-6,500 รอบต่อนาที หากเกินขีดจำกัด มาตรแสดงรอบจะชี้ถึงแถบสีแดง) ปี 2550 350Z ได้ไมเนอร์เชนจ์ ใช้เครื่อง VQ35HR 3,500 ซีซี ให้กำลัง 310PS ขีดจำกัดรอบเพิ่มขึ้นไปอีก อยู่ที่ 7,500 รอบ/นาที

ระบบเกียร์ จะมีเกียร์ธรรมดา 6 สปีด กับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด แต่ถ้าสำหรับเกียร์อัตโนมัติ จะสูญเสียกำลังไป 13PS จากแรงม้าที่แสดงไว้ในย่อหน้าก่อน ด้วยเพราะเป็นเรื่องปกติของเกียร์อัตโนมัติของรถทุกรุ่นทุกคัน ที่การส่งกำลัง การใช้เชื้อเพลิง จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าเกียร์ธรรมดา

นอกจากนี้รถยังมีอีก 2 แบบคือ 1.แบบหลังคาแข็ง 2.แบบหลังคาผ้าใบ(เปิดประทุนได้)

รุ่นที่ 6 (พ.ศ. 2551-ปัจจุบัน; Z34)

โมเดลเชนจ์อีกครั้ง เป็น 370Z ซึ่งเป็นรุ่นปัจจุบัน เปิดตัวปลายเดือนธันวาคม 2551 รหัสตัวถัง แซด34 ใช้เครื่องยนต์ V6 รหัส VQ37VHR กำลัง 337PS แรงบิด 370 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในเวลา 5.1 วินาที จากการทดสอบของนิสสัน แต่จากการทดสอบขององค์กรภายนอก (Motor Trend Magazine) 4.7 วินาที วิ่งระยะทาง 400 เมตร(ควอเตอร์ไมล์) ใช้เวลา 13.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แม้จะใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ นิสสันได้พัฒนาเครื่องยนต์มาเป็นอย่างดี 370Z ใช้เชื้อเพลิง 7.6 กิโลเมตรต่อลิตร ในเมือง และ 11 กิโลเมตรต่อลิตร บนถนนไฮเวย์ และมีมลพิษในไอเสียเพียงครึ่งหนึ่งของ มาตรฐานไอเสียของสหรัฐอเมริกา

นิสสันประเทศไทย ได้นำเข้า 370Z มาขายเอง โดยจะมี 2 รุ่น คือ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด 5.2 ล้านบาท และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด 5.3 ล้านบาท

Silvia

Nissan Silvia

นิสสันซิลเวียเป็นชื่อที่กำหนดให้สายยาววิ่งของ บริษัทcoupes กีฬาอยู่บนพื้นฐานของแพลตฟอร์มนิสสัน S แม้ว่ารุ่นล่าสุดได้แชร์แชสซีนี้กับรถคันอื่นที่ผลิตโดยนิสสัน (โดยเฉพาะรุ่นยุโรป200SXและอเมริกาเหนือ240SXในรุ่น S13 และ S14 และ180SXในตลาดญี่ปุ่น) ชื่อSilviaสามารถใช้แทนรหัสแชสซีได้ คู่แข่งหลักของ Nissan Silvia ทั่วโลก ได้แก่Honda Prelude , Mazda MX-6 , Toyota Celica , Mitsubishi Eclipse , Isuzu Impulse ,Subaru ImprezaและHonda Integra

CSP311

นิสสัน Silvia CSP311 เปิดตัวครั้งแรกในงานTokyo Motor Showในเดือนกันยายนปีพ. ศ. 2507 ในชื่อ “Datsun Coupe 1500” รูปแบบเบื้องต้นเป็นรถเก๋งมือสร้างบนพื้นฐานของFairladyแปลงสไตล์กับข้อมูลจากจำนวนAlbrecht Goertz ลักษณะคล้ายกับรถเก๋ง Lancia Fulvia CSP311 กำลังขับเคลื่อน 96 แรงม้า 1.6 ลิตรเครื่องยนต์นิสสัน R ชุด เครื่องยนต์ที่ติดตั้งคู่กับcarburetors SU การผลิตหยุดลงในปีพ. ศ. 2511 หลังจากมีการผลิตเพียง 554 ชิ้น (ส่วนมากในปีพ. ศ. 2508) โดยแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยแผงตัวเครื่องที่สร้างขึ้นด้วยมือ ส่วนใหญ่ของยานพาหนะยังคงอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ; อย่างไรก็ตาม 49 ตัวอย่างถูกส่งออกไปยังออสเตรเลียและอีก 10 คนเดินทางไปต่างประเทศ

ตัวเลขการผลิตที่ต่ำและวิธีการก่อสร้างที่น่าเบื่อมั่นใจได้ว่ารถแต่ละคันมีเอกลักษณ์และมีคุณค่า นี้สะท้อนให้เห็นโดยราคาซื้อรถเกือบสองเท่ารุ่นต่อไปในผู้เล่นตัวจริงของผู้ผลิตในช่วงเวลา หลังจากที่หยุดการผลิตในปี 1968 ที่ซิลเวียป้ายจะไม่ผ่อนผันรถนิสสันอีกจนถึงปี 1974 แนวทางการตลาดของมันคือคล้ายกับอีซูซุ 117 Coupé ชื่อ “ซิลเวีย” เป็นรูปแบบของคำว่า ” ซิลเวีย ” ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ประเภทระยะมอบหมายให้ระดับของนกอาจจะมีการอ้างอิงถึงที่นิสสันบลูเบิร์ซึ่งเป็นในการผลิตในขณะที่ซิลเวียได้รับการแนะนำ ในญี่ปุ่นมีจำหน่ายที่Nissan Bluebird Store สถานที่ตั้งและวางตลาดกับชื่อ “นิสสัน” แทนชื่อแบรนด์ “Datsun” ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

S10

S10 ที่เป็นครั้งแรกที่มวลผลิตซิลเวียที่สร้างขึ้นบนใหม่ทั้งหมดแพลตฟอร์ม Sตั้งใจของนิสสันที่มีขนาดกะทัดรัด, ด้านหลังล้อไดรฟ์รถสปอร์ตแพลตฟอร์มเวอร์ชั่นญี่ปุ่นพิเศษให้กับตัวแทนจำหน่ายนิสสันญี่ปุ่นที่เรียกว่านิสสันเจ้าชายร้านพร้อมกับที่มีขนาดใหญ่C110 Skyline

S10 ให้ความสำคัญน้อยกว่า “แบบดั้งเดิม” สายกว่าข้อเสนอที่คล้ายกันจากคู่แข่งโตโยต้าและมาสด้าร่วมกันลักษณะทั่วไปที่มีเส้นขอบฟ้าขนาดใหญ่ ในประเทศญี่ปุ่นมันก็พอดีกับที่ 1.8 ลิตรL18 อินไลน์เครื่องยนต์ 4ซึ่งร่วมกับDatsun 610 / 180B เวอร์ชั่นญี่ปุ่นเป็นจุดเด่นของเทคโนโลยีการควบคุมการปล่อยไอเสียของNissan NAPSในบทนำ ในตลาดอเมริกาเหนือรุ่นที่มีขนาดใหญ่ 2.0 ลิตรL20Bแทนที่ได้รับการเสนอให้เป็น 200B ของ Bluebird และ Skyline ชุดเดียวกัน โมเดลนี้ในทวีปอเมริกาเหนือติดอยู่กับที่กันชน 5 ไมล์ต่อชั่วโมง (8.0 กม. / เอช) และมีเครื่องหมาย Datsun 200SX S10 Silvia และ Datsun 200SX อิงตามDatsun Sunny Coupe ความสำเร็จในตลาดทั้งสองมี จำกัด ผู้ซื้อส่วนใหญ่เลือก Celica มากกว่าสิ่งที่ถือว่าเป็นรถ S-Chassis แบบโลกีย์ รถที่มีระบบขับเคลื่อนเช่นเดียวกับที่นิยม510แต่ด้วยแหนบติดตั้งที่ด้านหลังมากกว่า 510 อิสระชั่วคราว

S110

ย้ำนี้ของซิลเวีย (ที่ขายในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเป็นDatsun 200SXและเม็กซิโกเป็นDatsun ซากุระ , ญี่ปุ่นสำหรับดอกเชอร์รี่ ) พร้อมใช้งานเป็นรถเก๋ง hardtop 2 ประตูและ bodystyle ใหม่แฮทช์แบค 3 ประตู รุ่นตลาดญี่ปุ่นของรถยนต์ที่ถูกเรียกว่าละมั่งและเป็นพิเศษให้กับนิสสันบลูเบิร์ร้านค้าสถานที่ขายข้างFairlady Zในขณะที่รถเก๋ง bodystyle ซิลเวียยังคงเป็นพิเศษให้กับนิสสันเจ้าชายร้านค้าสถานที่ข้างกายไลน์ การจัดแต่งทรงผมที่คมชัดถูกใช้ร่วมกันกับคนรุ่นใหม่นิสสันเสือดาวซีดานและคูเป้ยังพิเศษให้กับนิสสันบลูเบิร์ร้าน

Silvia รุ่นนี้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใครเนื่องจากเดิมมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เครื่องยนต์โรตารี่ออกแบบและสร้างโดยนิสสัน หน่วยที่เป็นผลค่อนข้างไม่น่าเชื่อถือและไม่สามารถผลิตได้ ซิลเวียแชร์รหัสแชสซีนี้กับMazda Cosmoซึ่งเป็นรถผลิตแห่งแรกของญี่ปุ่นที่มีเครื่องยนต์โรตารี แชสซีไม่ได้ใช้ร่วมกับ B-series Nissan Sunnyและได้รับการอัพเกรดเป็นแพลตฟอร์มA-series Nissan Bluebird ที่ใหญ่ขึ้น

รถถูกออกแบบใหม่ไม่นานก่อนที่จะปล่อยออกมาและโรงไฟฟ้า Wankel ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ลูกสูบแบบคู่แฝดจากชุดZ-series รุ่นใหม่ เหล่านี้รวมถึง Z20 และองคาพยพและต่อมาZ18ET ฉีดเชื้อเพลิงแม้ว่าทั้งสองรุ่นนี้สามารถใช้ได้เฉพาะกับตลาดภายในประเทศญี่ปุ่นและหลังการเปลี่ยนโฉมกลางชีวิต เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2524 รวมทั้งกันชนหน้าและออกแบบใหม่ [5]แม้ว่าการออกแบบกีฬา 135 PS (99 กิโลวัตต์) รุ่นเทอร์โบที่ได้รับส่วนใหญ่ตัวถังเช่นเดียวกับรุ่นปกติและไม่ได้มีชนิดของตัวบ่งชี้ใด ๆ เพิ่มเทอร์โบชาร์จเจอร์ [5]ในเวลาของการดึง, DOHC นอกจากนี้ยังมีโมเดล RS รุ่น FJ20 อีกด้วย

Gazelle

นิสสันตอบรับซิลเวียเป็น Gazelle coupéและ hatchback เพื่อให้เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆของ Nissan ในญี่ปุ่นสามารถนำเสนอรูปแบบของตัวเองได้ทั้งหมด มีความแตกต่างเครื่องสำอางเล็กน้อยระหว่างสองคันเช่นรูปแบบลูกกรงและเลนส์ไฟท้าย ละมั่งได้รับการรักษาเป็นรูปแบบพิเศษอื่น ๆ อีกมากมายในขณะที่ซิลเวียเป็นฐานและสปอร์ตรุ่น

อเมริกาเหนือ

ซิลเวียยังคงขายในรูปแบบ 200SX ในอเมริกาเหนือโดยมีcoupéสองประตูหรือการออกกำลังกายแบบยกกระชับ 3 ประตู เดิมทีขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์L20B แบบ L 2.0B 2.0 ลิตรแต่ในปีพ. ศ. 2523 รถยนต์ในเมืองแคลิฟอร์เนียได้รับปลั๊กคู่Z20 NAPS-Z แบบอินไลน์สี่ตัวที่มีการกระจัดเดียวกัน จากรุ่นปีพ. ศ. 2524 นี้กลายเป็นเครื่องยนต์เดียวที่สามารถใช้ได้กับ 200SX กำลังขับ 100 แรงม้า (75 กิโลวัตต์; 101 แรงม้า) ผ่านช่องเกียร์ธรรมดา 5 สปีดหรือระบบเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีดพร้อมกับเพลาท้าย H165 ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2525 ถึง พ.ศ. 2526 เครื่องยนต์ 200SX มีเครื่องยนต์ 2.2 ลิตรZ22Eพร้อมเพลาล้อ H190 แข็งแรงกว่า รุ่นนี้ผลิต 103 แรงม้า (77 kW) SAE ที่ 5200 rpm

รุ่นยอดนิยมคือ SL ที่หรูหราซึ่งได้รับกระโปรงหลังเปิดลำตัวและฝาถังแก๊สที่นั่งปรับได้มากขึ้นและสกายโฟรด์แบบถอดได้ แบบแฮทช์แบ็กได้รับการตัดแต่งแบบ sportier ขณะที่coupéแบบ notchback เน้นความหรูหรามากขึ้น

240RS

รุ่นนี้เห็นการเปิดตัวนิสสัน 240RS (BS110) รถเก๋งพอดีกับที่ 2.4 ลิตร DOHC FJ24เครื่องยนต์ 240RS ถูกสร้างขึ้นระหว่างปีพ. ศ. 2526-2528 การผลิตขยายตัวสิ้นสุดของ S110 เครื่องที่ผลิตได้กลายเป็นรถชุมนุมอย่างเป็นทางการของนิสสันในการแข่งขันแรลลี่ชิงแชมป์โลกตั้งแต่ปีพ. ศ. 2526 ถึง พ.ศ. 2528 โดยมีผลงานที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ในปี 1983 ที่นิวซีแลนด์แรลลี่

S12

S12 ถูกผลิตขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2526 ถึง พ.ศ. 2531 โดยมีการปรับแต่งด้านนอกในปีพ. ศ. 2529 (เรียกว่า “Mark II”) มันถูกขายในสองรูปแบบ – รถเก๋ง (มักเรียกว่า “notchback” เนื่องจากมุมมองด้านข้างของหน้าต่างด้านหลังของส่วน) และรุ่น hatchback

เครื่องยนต์ S12 หลายรุ่นถูกติดตั้งมาพร้อมกับปีการผลิตโดยเฉพาะในตลาดทางภูมิศาสตร์ เครื่องยนต์เหล่านี้ยืมมาจากการออกแบบก่อนหน้านี้หรือในบางกรณีได้รับแรงบันดาลใจจากแพลตฟอร์มเครื่องยนต์ในอนาคต (ยกเว้นชุด FJ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเฉพาะกับการแข่งขันแรลลี่ในใจ) ยกตัวอย่างเช่นซีรีส์ CA ยืมตัวชี้นำการออกแบบมาจากชุด NAP-Z การออกแบบหัวรถ DOHC ของ CA18DET คล้ายกับที่ใช้ในชุดเครื่องยนต์ “RB” ในภายหลังซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบอินไลน์หกที่ขับเคลื่อนนิสสันไวกิ้ง มีบางอย่างที่มี S12 ติดตั้งเครื่องยนต์V6ตัวเลือกที่ใช้ร่วมกันโดย300ZX (Z31)ของโบราณเดียวกัน; เครื่องยนต์นี้จะเพิ่มขึ้นด้วยหัว cam คู่สำหรับ Z32

Mark I

การตัดแต่งครั้งแรกของแชสซี S12 กันชนเป็นจุดเด่นด้านพื้นผิวที่ยกขึ้นด้านบนและด้านข้างให้ความสำคัญกับการเจาะรูครึ่งนิ้ว รถยนต์มีช่องตะแกรงหม้อน้ำรังผึ้งและไฟมุมที่ยาว การตัดแต่ง RS-X ในญี่ปุ่นและยุโรปได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้เหมาะกับขนาดใหญ่ของเครื่องยนต์ FJ20E / ET และมีช่องระบายอากาศแบบ faux ที่มีอักษรย่อ (FJ20, DOHC หรือ TURBO) ในทวีปอเมริกาเหนือปี 1984 เทอร์โบมาพร้อมกับ “TURBO” สัญลักษณ์เสียงพองกระโปรงหน้าปัดมอนสเตอร์ถึงแม้จะมีรูปร่องรอย Mark I ในอเมริกาเหนือต่อมาโดยไม่คำนึงถึงการตัดแต่ง ในบางตลาด 1984 และ 85 อาจมีสปอยเลอร์ยางโฟม ในปีพ. ศ. 2529 เปลี่ยนสปอยเลอร์ยางโฟมเป็นรุ่นไฟเบอร์กลาสพร้อมไฟเบรกหลังที่สาม รถแฮทช์แบคบางรุ่นและเทอร์โบทั้งหมดมาพร้อมกับเอฟเฟ็กต์พื้น, เช่นเดียวกับ RS-X coupes การรวมกันของ mudflaps พลาสติก (monogrammed เป็น “NISSAN” หรือ “SILVIA” ในตลาดใช้งานได้) และรองรับยาง sideskirts ด้านนอกเช่นเดียวกับยางโฟมยางลดลงริมฝีปาก ชุดยางกันกระแทกด้านยางโฟมปีพ. ศ. 2527 เป็นภาพยนตร “NISSAN”

Mark II

ในปี 1986 กันชนได้รับการปรับปรุงและพื้นผิวด้านเสร็จถูกกำจัดสำหรับพื้นผิวเหมือนกันมากขึ้น การเพิ่มความสูงได้ 2 นิ้วโดยมีรายละเอียดเป็นรูปเศียร ลูกกรงหม้อน้ำรังผึ้งถูกแทนที่ด้วยรุ่นที่เป็นลอนซึ่งทอดไปทั้งด้านหน้า (ก่อนหน้านี้สั้นลง) และมุมสั้นลง โมเดล “SE” และ Turbo (แคนาดายุโรป) มาพร้อมกับผลกระทบจากพื้นและไฟเบอร์กลาสใหม่ทาสีในสีของรถและริมฝีปากการโก่งลดลงใหม่และเด่นชัดขึ้นที่ด้านหน้า All Mark II S12 ได้รับการออกแบบใหม่สำหรับกระโปรงหน้าแปลนย้อนกลับเพื่อรองรับการกวาดล้างเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร V6 มีตัวเลือกโคลนด้านหลังที่มีให้เลือก

S13

S13 Silvia เปิดตัวในปีพ. ศ. 2532 ปี 2533 ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น ที่เปิดตัวในปี 1989 มันได้รับรางวัลรถยนต์ของญี่ปุ่นปีที่ได้รับรางวัล Silvia ไม่ได้ส่งออกอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม rebadged 180SXถูกขายแทนในตลาดมากที่สุด ยุโรปรุ่นของรถคันนี้ยังคงเป็นที่รู้จักกัน200SX ในทวีปอเมริกาเหนือ (ด้านหน้า 180SX ทั้งสาม bodystyles แตกต่างกัน) S13 เป็นที่รู้จัก240SX ในทวีปอเมริกาเหนือป้ายนิสสัน 200SX ก็หายไป แต่จะกลับมาเป็นรถ2 ประตูรุ่นB14 Nissan Sunny / Sentra (1995-99) S13 เป็นรุ่นแรกของNissan Cefiro, A31 ต่อจากแนวโน้มอุตสาหกรรม S13 Silvia เปลี่ยนเป็นไฟหน้าแบบปรับเปลี่ยนได้ ถูกนำเสนอเป็นตัวเลือก

ในประเทศญี่ปุ่นนิสสันเปลี่ยนชื่อละมั่งเป็นนิสสัน 180SXซึ่งได้รับการส่งออกเป็นหลักภายใต้ชื่อนิสสัน 240SX 180SX ทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นจูเนียร์ใน Fairlady ZX ที่ตัวแทนจำหน่ายNissan Bluebird Store ของญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ซิลเวียเป็นตัวแทนจำหน่ายเฉพาะของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่าNissan Prince Store ที่อยู่ถัดจาก Skyline

รถเก๋ง S13 Silvia ทำจาก 1988 ถึง 1994, ซ้อนกับ S14 Silvia แนะนำในปี 1993 นิสสัน Silvia ใช้ไฟหน้าคง; ในขณะที่รุ่น 180SX เพียงแค่รุ่นที่เป็นรถยนต์ของ Silvia ได้เปิดตัวไฟหน้าป็อปอัพขึ้นมาในเวลาเดียวกัน รุ่นรถยนต์ที่เรียกว่า 180SX แทนที่ชื่อ Gazelle ในประเทศญี่ปุ่นและยังคงผลิตจนถึงปี 1998

S13 เป็นหนึ่งในการใช้งานครั้งแรกของนิสสันแบบมัลติลิงค์ช่วงล่างด้านหลังเทคโนโลยีที่เป็นตัวอย่างในรถยนต์แนวคิดในปีก่อนหน้าเช่นนิสสัน MID4 นอกจากนี้ยังมีระบบพวงมาลัยสี่ล้อเป็นครั้งแรกที่เรียกว่าHICAS -II ในปี 1990 HICAS-II ได้รับการปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อเป็น SuperHICAS S13 ยังเห็นการแนะนำของใบมีดหนืดแบบจำกัดสำหรับบางรุ่น

S13 Silvias ได้รับการขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์CA18DEและCA18DETจากการผลิต S12 โดยมีอินเตอร์คูลเลอร์เพิ่ม CA18DET เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและพลัง ในช่วงกลางปี ​​1990 (สำหรับปีพ. ศ. 2534) เครื่องยนต์SR20DEและSR20DET ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกโดยมีการปรับปรุงทั้งในด้านกำลังและแรงบิดเนื่องจากมีการเคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้นและเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงง่ายๆที่เกิดขึ้นระหว่างCAและSRgeneration คือการเปลี่ยนไปใช้งานทาสีเดียวแทนที่จะใช้ชุดสีสองโทนที่นำเสนอก่อนหน้านี้ ด้านบนของนี้มอเตอร์ SR ภายหลังออกมาอีกรูปแบบของแพลตฟอร์มที่รู้จักกันเพียงแค่เป็น “สีดำด้านบน” สามารถระบุตัวตนได้จากปกสีดำและสีเงิน (ตรงข้ามกับปกสีแดง / สีเงินแบบเดิม) ซึ่งเป็นจุดเด่นของการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยซึ่งส่งผลให้ได้ผลการปฏิบัติงานเล็กน้อย มันแตกต่างจากที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น “บากด้านบน” ที่ใช้ใน S14 และ S15 พันธุ์

ในสหรัฐอเมริกา S13 ถูกแทนที่หลังจากปีพ. ศ. 2537 โดยมีการออกแบบ S14 ใหม่ แต่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นจนถึงปี 2541 โดยมีลิฟท์หน้าหลัก 180SX Aero (Type X) นี่คือยุค “Kouki” ในขณะที่รุ่นก่อน (หรือ “กลาง”) เรียกว่า “Chuki” Kouki เป็นจุดเด่นที่ออกแบบใหม่ไฟท้ายออกแบบชุด aero ใหม่และออกพอดีกับถุงลมนิรภัย ในปี พ.ศ. 2541 S13 ซิลเวียได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง ตัวแปรที่ผลิตโดยKid’s Heartสำหรับนิสสันเรียกว่าSileightyซึ่งเป็นตัวถัง180SX ที่มีส่วนหน้าจาก Silvia รูปแบบ Sileighty ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้ที่ชื่นชอบญี่ปุ่นสำหรับตัวรถ 180SX ของตัวเองและยังคงเป็นแบบฉบับของการปรับเปลี่ยน 180SX และ240SX fastbackยังปรากฏในญี่ปุ่นอะนิเมะและมังงะชุดที่รู้จักกันเป็นครั้งแรก D ชุด (ตามรอบมอเตอร์ญี่ปุ่นของTougeและdrifting ) เป็นจุดเด่นของSileightyในศึกครั้งสุดท้ายของเวทีแรก (หรือฤดูกาลแรกในอะนิเมะ)

การสร้างSileightyแล้วตามด้วย Silvia รุ่นอื่นที่รู้จักกันในชื่อ Onevia ขึ้นอยู่กับแชสซีของ S13 ที่ปลายด้านหน้าของซิลเวียจะถูกลบออกไปและแทนที่ด้วยปลายด้านหน้าของ180SX (แม้ว่ามันจะอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ: รุ่นคูเป้ของ 240SX เป็นรุ่นซ้ายมือของ Silvia กับจมูก 180SX / 240SX)

นอกจากนี้ยังมีรถย้อนยุค (á la Zimmer Golden Spirit ) ซึ่งใช้ S13 Silvia ส่วนตรงกลางเครื่องยนต์และส่วนล่าง มันถูกเรียกว่าMitsuoka Le-Seydeและถูกสร้างขึ้นในชุดที่ จำกัด มากในปีพ. ศ. 2533

รถคันดังกล่าวยังเป็นที่นิยมของผู้ผลิตชิ้นส่วนโลหะหลายประเภทเช่น HotWheels ซึ่งได้เปิดตัวซ้ำหลายครั้งในหลายปีที่ผ่านมา

S14

S14 Silvia ออกมาในญี่ปุ่นในช่วงปลายปีพ. ศ. 2536 ซึ่งต่ำกว่าและกว้างกว่า S13 การจัดแต่งทรงกลมใหม่ทำให้ภาพลวงตาของการเพิ่มขึ้นของขนาดใหญ่กว่าที่เกิดขึ้นจริง ฐานล้อและลู่วิ่งเพิ่มขึ้นทั้งคู่ทำให้มีการจัดการที่ดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างจากตลาดส่งออกซึ่งการขายตัวแปร S14 chassis แปรปรวน Silvia ยังคงเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามมิติความกว้างเกิน 1700 มม. ซึ่งผลักดันให้รุ่นนี้ออกจากวงเล็บภาษีที่มีขนาดกะทัดรัดซึ่งทำให้ผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นต้องเสียภาษีถนนมากขึ้น ส่วนที่ถอดออกได้และหยุดการผลิตได้ถูกยกเลิกไปในระดับสากลทำให้เหลือเฉพาะรถเก๋งในการผลิตเท่านั้น

การกำหนดระดับการตัดแต่งคล้ายกับ S13 แต่แพคเกจการเลือกคลับถูกทิ้ง “Aero” สายพันธุ์ของ Q และ K ถูกนำเสนอที่ให้ความสำคัญด้านหลังขนาดใหญ่ปีกและไม่รุนแรงผลกระทบพื้นดิน

S14 Silvia K ได้รับรุ่นใหม่ของ SR20DET กับชนเล็กน้อยในอำนาจเนื่องจากการดำเนินการของนิสสันบแคมตัวแปรเวลาระบบที่รู้จักกันเป็นN-VCT , ในแคมไอดีและ T28 ขนาดใหญ่เทอร์โบชาร์จเจอร์

มีการปรับปรุงรูปแบบที่ไม่รุนแรงให้กับ S14 ในปีพ. ศ. 2539 ซึ่งได้เพิ่มไฟหน้าโปรเจคเตอร์ที่ดูก้าวร้าวและไฟท้ายสีม่วงทุกรุ่น Fascias และชิ้นส่วนตกแต่งภายนอกอื่น ๆ ได้รับการแก้ไขด้วยเช่นกัน ตอนนี้เทอร์โบชาร์จเจอร์ใช้ลูกกลิ้งศูนย์กลางลูกปืนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รุ่นที่ปรับปรุงใหม่นี้เรียกว่าkouki (後期อักษรตัวอักษร “later period”) S14 หรือโดยผู้ที่ชื่นชอบในฐานะ S14A มันถูกขายเป็นรุ่นที่สอง240SXในทวีปอเมริกาเหนือ 1995-1998 พร้อมกับที่ไม่ใช่เทอร์โบKA24DEเครื่องยนต์ รุ่นปีสุดท้ายของการผลิต S14 ในทุกตลาดคือปี 1999 เรียกว่า Touring Model ซึ่งมีเครื่องยนต์บล็อกที่ดีขึ้นลูกสูบและการเร่งความเร็วที่ดีขึ้นในเกียร์ต่ำ

S15

ญี่ปุ่นได้เห็น Silvia รุ่นใหม่: S-15 ในปี 2542 ซึ่งมีกำลังการผลิต 250 แรงม้า (247 แรงม้าต่อกิโลวัตต์) ที่ 6,400 รอบต่อนาทีและ 275 นิวตันเมตร 203 lbf⋅ft (28 kg⋅m) ที่ 4,800 รอบต่อนาทีของแรงบิดจากของSR20DET Inline สี่เครื่องยนต์ , ขอบคุณลูกปืน เทอร์โบอัพเกรดเช่นเดียวกับการปรับปรุงระบบการจัดการเครื่องยนต์ SR20DE ที่ไม่ใช่เทอร์โบผลิตได้ 165 PS (163 แรงม้า 121 กิโลวัตต์)

ซิลเวีย S15 รวมถึงการออกแบบที่ก้าวร้าวทั้งภายในและภายนอกปรับปรุงรูปแบบ Silvia ก่อนหน้านี้ควบคู่ไปกับแนวโน้มการออกแบบรถยนต์สมัยใหม่ ขนาดของร่างกายลดลงจากรุ่นก่อนหน้าเพื่อที่จะสอดคล้องกับชนชั้นญี่ปุ่นซึ่งมีผลต่อยอดขายของรุ่นก่อน ๆ

รุ่น S15 Silvia ได้เริ่มต้นใช้งานง่ายขึ้นเพียงแค่รุ่นSpec-SและSpec-Rทั้งสองรุ่นมีรูปแบบ “Aero” ที่มีปีกหลังด้านหลังขนาดใหญ่และด้านข้าง / valances

Silvia รุ่นนี้จำหน่ายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ แต่มีการนำเข้าเป็นสีเทาในประเทศอื่น ๆ ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์รถขายในชื่อ Nissan 200SX

ในตลาดภายในประเทศออสเตรเลีย (AUDM) S15 ขายได้ 2 ระดับตามที่กล่าวข้างต้น Spec-S และ Spec-R อย่างไรก็ตามทั้งสองรุ่นนี้มีมอเตอร์ SR20DET แม้ว่าจะมี detuned เล็กน้อยจากรถJDM spec นิสสัน S15s ไม่เคยขายอย่างเป็นทางการกับเครื่องยนต์ SR20DE ที่ใช้เครื่องยนต์ Aspirated ในออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ ทั้งสองรุ่นนี้มีจำหน่ายที่ Nissan โชว์รูมจนกระทั่ง Nissan 200SX GT ถูกนำมาใช้ในปี 2002 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการผลิตสำหรับ S15 ความแตกต่างหลัก ๆ คือล้อที่ทำด้วยโครเมี่ยมโครเมี่ยมโครเมี่ยมที่จับประตูภายในชุดโครเมี่ยมเกียร์ออดี้เซอร์ราวด์สปอร์ตและปีกหลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

เมื่อวันที่สิงหาคม 2545 นิสสันได้หยุดการผลิตแพลตฟอร์ม Sด้วยชุด S15 ของนิสสันซิลเวียซึ่งเป็นรุ่นสุดท้าย การผลิตของ Silvia สิ้นสุดลงท่ามกลางความพยายามของนิสสันที่จะลดแพลตฟอร์มมากมาย S15 Silvia เป็นรถคันสุดท้ายที่ถือป้าย Silvia แพลตฟอร์มรถสปอร์ตทั่วโลกของนิสสันคือแพลตฟอร์มFMซึ่งเป็นฐานที่ปัจจุบันของFairlady Z ( 350/370Zนอกประเทศญี่ปุ่น) และNissan Skylineในปี 2544 ( Infiniti G35 / 37ในอเมริกาเหนือ)

IMPREZA

SUBARU IMPREZA

ผมจะพามารู้จักประวัติของ SUBARU IMPREZA กันน่ะครับ เพราะหลายๆคนอาจสนใจในรถรุ่นนี้อยู่ก็ได้

ซูบารุ อิมเพรสซ่า (Subaru Impreza) เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (Compact Car) ผลิตโดยซูบารุ เริ่มผลิตและเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2535 เพื่อแข่งขันกับรถยนต์ Compact Car ยอดนิยมของญี่ปุ่นและของโลก เช่น Toyota Corolla ,Nissan Sunny ,Honda Civic ,Mitsubishi Lancer และ Mazda Familia หรือ 323 เป็นต้น โดยเข้ามาทดแทนรถ Compact Car รุ่นเก่า ซูบารุ ลีออน และซูบารุยังส่งอิมเพรสซ่าไปแข่งขันในการแข่งขันเวิลด์แรลลี่แชมเปี้ยนชิพ อีกด้วยมีคู่แข่งในสมัยเดียวกัน เช่น แลนเซีย, มิตซูบิชิ, โตโยต้า, ฟอร์ด, นิสสัน, มาสด้า, ซีตรอง, และ เปอโยต์ จนคว้าแชมป์เวิลด์แรลลี่แชมเปี้ยนชิพในประเภทผู้ผลิตติดต่อกัน 3 ปีซ้อน (พ.ศ. 25382540) และได้รับถ้วยรางวัลประดับสำนักงานใหญ่ย่านชินจูกุ กรุงโตเกียวหลายครั้งอีกด้วย

อิมเพรสซ่า ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ Fuji Heavy Industry เพราะสามารถยกระดับตัวเองให้เป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับสากลอย่างเต็มตัวตั้งแต่เริ่มทำรถรุ่นแรกอย่างซูบารุ 1500 หรือรถที่เริ่มวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์รุ่นแรกอย่างซูบารุ 360 ทีเดียว โดยในช่วงแรกมีให้เลือกทั้งตัวถังซีดาน 4 ประตู และสปอร์ตวากอน (หรือสเตชันวากอน) 5 ประตู ถึงแม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่าอิมเพรสซ่าเป็นเจเนอเรชั่นต่อมาของลีออน รถครอบครัวชื่อดัง แต่ด้วยขนาดที่ไล่เลี่ยกัน ทำให้หลายคนเข้าใจไขว้เขว และในช่วงแรกได้มีการแยกตัวถังซีดานมาโมดิฟายให้แรงกว่ารุ่นซีดานปกติ เรียกว่า WRX และถือเป็น Icon Model ทั้งในแง่ของการเป็นตัวแข่งที่ดี และตัวขายที่มีลูกค้าตอบรับในระดับใช้ได้

ปัจจุบัน ซูบารุ อิมเพรสซ่า มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาได้ 5 Generation (รุ่น) ดังนี้

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 25352543)

ซูบารุ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 1 เปิดตัวเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2535 และเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าจริงๆในเดือนถัดมา มีตัวถังคูเป้ 2 ประตู ซีดาน 4 ประตู และสปอร์ตวากอน 5 ประตู ระบบขับเคลื่อนมีทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้ง 1.5 ,1.6 ,1.8 ,2.0 ,2.2 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด โดยในช่วงแรกก็ได้มีการเปิดตัวรุ่น WRX ซึ่งเป็นรุ่นที่ถูกโมดิฟายให้แรงกว่าปกติ มีลูกค้าให้การตอบรับในระดับใช้ได้ และยังเคยถูกส่งไปแข่งขันเวิลด์แรลลี่แชมเปี้ยนชิพจนคว้าแชมป์ในประเภทผู้ผลิตติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ชื่อ อิมเพรสซ่า นั้นถูกคิดค้นขึ้นมาแทนชื่อรุ่น ลีออน เพื่อแสดงถึงความใหม่สดทั้งเรื่องการออกแบบและวิศวกรรม ดีไซน์ภายนอกของรถได้รับอิทธิพลมาจากสรีระร่างของหงษ์ที่กำลังบิน แรกเริ่มเดิมที รถรุ่นนี้ถูกสร้างออกมาเพื่อเป็นรถบ้านใช้ง่ายขับสบาย แต่มีจุดเด่นที่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อซึ่งมีประโยชน์มากในหลายประเทศที่มีภูมิอากาศหลากหลายและสภาพถนนที่คาดเดาไม่ได้ หัวใจหลังของการสร้าง อิมเพรสซ่า อยู่ที่ความทนทาน ไม่จุกจิก ใช้แบบลืมๆได้เช่นเดียวกับ ฮอนด้า ซีวิค (ซึ่งหัวหน้าโครงการพัฒนารถรุ่นนี้บอกเองว่านั่นคือคู่แข่งที่เขากลัวที่สุด) คิดดูก็แล้วกันว่าในช่วงแรก ทีมผู้บริหารบางคนยังเสนอให้เปลี่ยนมาใช้ เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงเพื่อประหยัดต้นทุนลงด้วยซ้ำ แต่ข้อเสนอนี้ก็ถูกเขี่ยตกโต๊ะไปและยังมาพร้อมกับความคิดใหม่ที่ว่า “เออ นั่นสิ แล้วทำไมเราไม่สร้าง อิมเพรสซ่า รุ่นแรงๆออกมาซะเลยล่ะ?” จากเดิมที่จะมีแค่หงษ์บ้านไว้ให้พ่อบ้านแม่บ้านขับใช้งาน ก็กลายเป็นว่า มีหงษ์ติดหอยถือกำเนิดขึ้นในห้องโปรเจคท์ของ ซูบารุ ซึ่งในช่วงเวลานั้น มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน ยังเป็นวุ้นอยู่ พวกเขาจึงเล็งเทียบกับ นิสสัน พัลซ่าร์ GTi-R โดยมี นิสสัน สกายไลน์ GT-R R32 เป็นรถ Benchmark ในการปรับแต่งองค์ประกอบในการขับขี่ด้วย ช่วงล่างยกชุดแม็คเฟอร์สันสตรัทจาก เลกาซี มาใส่ แค่อาจมีช่วงล่าง บางจุดที่ต่างกัน แต่จุดยึดต่างๆเหมือนกัน..โช้คกับสปริงนั้นใส่กันได้เลยด้วยซ้ำ ในเมื่อพวกเขามีเครื่องยนต์ EJ20G ที่ให้กำลังสูงสุด 220แรงม้า จาก เลกาซี RS อยู่แล้ว แค่นำเครื่องนั้นมาปรับแต่งเพิ่ม เปลี่ยนกลไกวาล์วจากแบบรองชิมเป็นแบบไฮดรอลิก และเปลี่ยนเทอร์โบเป็น TD04H พร้อมกับปรับช่วงล่างและระบบเบรกให้รองรับกับพลังที่เพิ่มมา WRX รุ่นแรกจึงถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับพลัง 240 แรงม้า ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมมากกว่าที่ทางผู้บริหารค่ายดาวลูกไก่คาดเอาไว้มาก ขนาดตัวรถที่เล็กและเบากว่า เลกาซี ก็เป็นคุณลักษณะอันดีเยี่ยมที่นำไปสานต่อให้กลายเป็นรถเวิลด์แรลลี่คาร์ได้ด้วย และโชคดีที่พวกเขาตัดสินใจไฟเขียวให้โครงการนี้ และพัฒนารถแข่งออกมาทันกับช่วงเวลาที่ มิตซูบิชิ เปลี่ยนรถแข่งของพวกเขาจาก กาแลนต์ VR-4 เป็น แลนเซอร์ อีโวลูชัน พอดี ส่วนเวอร์ชั่น Production นั้น ทาง ซูบารุ ก็เอาไปวิ่งจับเวลาในสนาม เนือร์บูร์กริง และได้ตัวเลข 8 นาที 28.93 วินาที ..มันอาจจะไม่ได้เร็วมากถ้าเทียบกับรถแรงสมัยนี้ แต่อย่าลืมว่าในปี 1992 นั้น บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม5/เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี500 ยังมีม้าแค่ 300 กว่าตัว ไม่ใช่ 550-560 ตัว อย่างสมัยนี้ และซูเปอร์คาร์อิตาเลียนอย่าง ลัมโบร์กีนี Diablo ยังมีม้าไม่ถึง 500 ตัว

นอกจากนี้ ยังมีตัวถัง Outback Sport เนื่องจากในช่วงนั้น เป็นช่วงที่คนญี่ปุ่นนิยมรถเพื่อสันทนาการ (RV : Recreation Vehicle) กันมาก แต่ในช่วงนั้นซูบารุยังไม่มีเงินทุนมากพอที่จะพัฒนารถ SUV และ MPV เพื่อต่อกรกับบรรดาคู่แข่งในตลาดที่ต่างก็มีรถ SUV และ MPV ทำตลาด เช่น โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน มาสด้า มิตซูบิชิ อีซูซุและซูซูกิ มีทั้งเวอร์ชันอเมริกา และญี่ปุ่น แต่ไม่เคยส่งมาทำตลาดในประเทศไทย โดยเวอร์ชันอเมริกาจะใช้ชื่อว่า Subaru Impreza Outback Sports เปิดตัวในปี พ.ศ. 2537 ถือเป็นรถรุ่นปี 1995 และพอจะมีชาวอเมริกันหาซื้อไปใช้งานอยู่บ้าง ทำให้ซูบารุตัดสินใจทำเวอร์ชันญี่ปุ่นออกมาในเดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2538 ในชื่อ Subaru Impreza Sports Wagon GRAVEL EX แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงตัดสินใจเลิกทำเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนโฉมสู่รุ่นที่ 2 ของอิมเพรสซ่าในปี พ.ศ. 2543

ในประเทศไทย บริษัท สยามซูบารุ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของสยามกลการเคยนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยนำเลกาซีรุ่น BC เข้ามาจำหน่ายในไทย แต่สามารถสร้างยอดขายได้แค่พอประมาณเท่านั้น หากไม่ทำอะไรแล้วซูบารุอาจจะต้องม้วนเสื่อกลับไปญี่ปุ่นอย่างที่เคยเป็นมาก่อน รุ่นที่นำเข้ามีตั้งแต่รุ่น 1.6 ลิตร ขับเคลื่อนล้อหน้า 90 แรงม้า ซีดาน 4 ประตู ราคา 695,000 บาท รุ่น 1.8 ลิตร ขับเคลื่อนสี่ล้อ 103 แรงม้า มีทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ และมีตัวถังซีดาน 4 ประตูและสปอร์ตวากอน 5 ประตู โดยราคาตัวถังซีดาน 4 ประตูอยู่ที่ 795,000 บาท และรุ่น WRX เทอร์โบ เครื่องยนต์ EJ20 ราคา 985,000 บาท อาจจะมองว่าไม่แพง แต่สมัยนั้น Accord รุ่นนำเข้าราคา 1.17 ล้าน ถึงแม้จะแรงและขับสนุก แต่ภายในก็ไม่ต่างจากรถบ้านธรรมดา ต่างจาก Accord ซึ่งเป็นรถราคาแพงกว่า แต่ไม่เน้นขับสนุกมากนัก อิมเพรสซ่าที่ถูกขายออกไปส่วนมากมักจะเป็นรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 และ 1.8 ลิตร พรีเซ็นเตอร์ในสมัยนั้นคือไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรชื่อดังและเจ้าของบริษัท บอร์น แอนด์ แอสโซซิเอทด์ จำกัด ทำให้ลูกค้าซูบารุทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ได้เซ็นใบจองเพื่อซื้อหาอิมเพรสซ่ามาขับขี่ ขายมาได้เรื่อยๆ เป็นตัวทำเงินให้กับซูบารุในไทยเรื่อยมา (ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็เกิดขึ้นกับ Subaru XV ในปัจจุบันเช่นกัน) ภายหลังได้มีการไมเนอร์เชนจ์ตามตลาดออสเตรเลีย จะได้แรงม้าเพิ่มจาก 210 แรงม้าเป็น 218 แรงม้าด้วยอานิสงส์ของการปรับจูนเครื่องตามแบบ PHASE II พร้อมพวงมาลัย MOMO สี่ก้าน พร้อมติดตั้งถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้ามาด้วย ล้อ 16 นิ้ว และสปอยเลอร์แบบเตี้ย ในชื่อ Impreza Turbo Plus ซึ่งในตลาดมือสองจะหายากมากถึงมากที่สุด เพราะมีขายออกไปไม่กี่คัน ต่างจาก GC รุ่นแรกๆที่มีขายทั้งแบบเทอร์โบและรถ 1.6 กับ 1.8 จึงหารถแปลง รถทำได้ง่ายกว่ามาก ปัจจุบันยังมีให้เห็นตามท้องถนนทั่วไปอยู่เรื่อยๆ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 25432550)

ซูบารุ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 2 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2543 มีตัวถังซีดาน 4 ประตู และสปอร์ตวากอน 5 ประตู มีเครื่องยนต์ 1.5 ,1.6 ,2.0 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 และ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ยังคงมีเวอร์ชัน WRX และ Outback Sports โดยเวอร์ชัน Outback Sports ดัดแปลงมาจากรุ่นสปอร์ตวากอน นำเข้าจากโรงงานในเมืองโอตะ จังหวัดกุมมะ เปิดตัวในปี พ.ศ. 2544 ในฐานะรถรุ่นปี 2002 มีการปรับโฉม Minorchange ในปี พ.ศ. 2547 และปี พ.ศ. 2548 ในฐานะรถรุ่นปี 2006 ทำตลาดจนถึงปี พ.ศ. 2550

รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 25502554)

ซูบารุ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 3 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2550 มีตัวถังซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบค 5 ประตู มีเครื่องยนต์ 1.5 ,2.0 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 และ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 และ 5 สปีด ยังคงมีรุ่น Outback Sport และ WRX เช่นเดิม แต่เป็นครั้งแรกที่มีรุ่น XV ออกสู่ตลาด และเป็นครั้งแรกที่พลิกแนวคิดการทำอิมเพรสซ่ารุ่นนี้ โดยยุบตัวถังสปอร์ตวากอน 5 ประตูออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นแฮทช์แบค 5 ประตู เนื่องจากที่ผ่านมา ซูบารุมุ่งเน้นทำตลาดรถสมรรถนะสูง จนกระทั่งรถยนต์แบบดั้งเดิมที่ตนเองเคยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่บ้าง ตั้งแต่รุ่นลีออน (Leone) มาจนถึงอิมเพรสซ่ารุ่นแรกค่อยๆ หดหายไป เวลาที่ลูกค้าเข้าไปในโชว์รูมซูบารุเขาไม่ได้ซื้อรุ่นสมรรถนะดีๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อมันไม่สร้างรายได้ ก็ต้องสร้างแรงจูงใจในการทำรถยนต์รุ่นมาตรฐานให้สอดรับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น น่าจะช่วยสร้างยอดขายและรายได้ให้มากกว่า ในขณะเดียวกับ ซูบารุต้องการจะขายอิมเพรสซ่าในยุโรปให้ได้มากขึ้น เนื่องจากในยุโรปยังนิยมรถแฮทช์แบคกันอยู่ แต่ซูบารุไม่เคยมีแนวคิดที่จะทำรถยนต์แฮทช์แบคขนาดกลางไปขายในยุโรปมาก่อน จะมีแต่รุ่นที่เล็กกว่าอย่าง ซูบารุ เร็กซ์ (อังกฤษ: Subaru Rex) และ ซูบารุ จัสตี(อังกฤษ: Subaru Justy) ที่เลิกขายไปแล้ว ทำให้ยากต่อการขยายตลาดไปยังยุโรป

สำหรับรุ่น Outback Sport ได้เปิดตัวในปี พ.ศ. 2550 ทำตลาดเฉพาะในอเมริกาเหนือ และยังมียอดขายและการตอบรับที่อยู่ในระดับใช้ได้ จึงมีการพัฒนารุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคันแบบ Full Modelchange ของ Impreza XV ควบคู่ไปกับโครงการพัฒนารุ่นเปลี่ยนโฉมของ Impreza เมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยระหว่างที่โครงการดำเนินไป ซูบารุตัดสินใจหยั่งเชิงตลาดด้วยการส่งเวอร์ชัน Outback ของ Impreza Hatchback รุ่นปี 2007 – 2012 โดยเปิดตัวในงาน Geneva Motor Show ในเดือนมีนาคมปี พ.ศ. 2553 ก่อนจะนำกลับไปเปิดตัวที่ญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน เพื่อชิมลางตลาดให้แน่ใจอีกครั้ง

โดยเวอร์ชันญี่ปุ่น มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้ง EJ15 บล็อก 4 สูบ Boxer DOHC 16 วาล์ว 1,498 ซีซี เชื่อมได้กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเครื่องยนต์รหัส EJ20 บล็อก 4 สูบ Boxer SOHC 16 วาล์ว 1,994 ซีซี มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดเท่านั้น ยอดขายถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ ทำให้ FHI มั่นใจว่า โอกาสที่โครงการ XV รุ่นใหม่ซึ่งพัฒนาอยู่ จะประสบความสำเร็จมากกว่าเดิม ในตลาดที่ไกลกว่าเดิม นั่นคือ ทุกประเทศที่มี Subaru ทำตลาดอยู่จะเพิ่มมากขึ้น

รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2554พ.ศ. 2559)

ซูบารุ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 4 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2554 มีตัวถังซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบค 5 ประตู เครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์ Boxer 4 สูบ ความจุ 1.6 ลิตร และ 2.0 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 และ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ CVT

รุ่นที่ 5 (พ.ศ. 2559-ปัจจุบัน)

ซูบารุ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 5 เป็นรถยนต์นั่งรุ่นที่สองของซูบารุ ที่ได้รับรางวัลรถยนต์นั่งยอดเยี่ยมแห่งปีของประเทศญี่ปุ่นประจำปี 2559-2560 (2016–2017 Car of the Year Japan) ด้วยคะแนน 420 คะแนน เอาชนะ โตโยต้า พริอุส ที่ได้ มา 371 คะแนน เปิดตัวเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 มีให้เลือกทั้งตัวถังซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบค 5 ประตู พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขายเดือนละ 2,500 คัน แต่สามารถกวาดยอดจองไปได้สูงถึง 11,050 คัน โดยทางบริษัท Fuji Heavy Industries ระบุว่า 51% จากยอดจองดังกล่าว ล้วนเป็นยอดจองจากลูกค้าที่ย้ายค่ายมาจากผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น จุดเด่นของ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 5 ประกอบไปด้วย โครงสร้างพื้นฐาน ซูบารุ โกลบอล แพลตฟอร์ม ที่มีความแข็งแกร่งกว่าโครงสร้างพื้นฐานในอิมเพรสซ่ารุ่นที่แล้ว 70-100%, มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำกว่าอิมเพรสซ่ารุ่นที่แล้ว 5 มิลลิเมตร, ติดตั้งระบบ Active Torque Vectoring มาให้ และยังเป็นรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นแรก ที่มีถุงลมนิรภัยสำหรับ คนเดินถนนอีกด้วย สำหรับขุมพลังนั้นมีให้เลือก 2 รุ่น ประกอบไปด้วย เครื่องยนต์ Boxer 4 สูบ ความจุ 1.6 ลิตร และ 2.0 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ CVT

และนี้ก็เป็นอีกตำนานบทหนึ่งของญี่ปุ่นที่ไปสู่ระดับโลกได้สำเร็จ ผมชื่นชอบรถรุ่นนี้มากเป็นพิเศษเพราะว่า เขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง หรือเสียงเครื่องยนต์ที่ดุดัน ใครที่สนใจในรถรุ่นนี้อยู่ผมแนะนำให้ไปลองนะครับ คุณจะรู้สึกได้เลยว่า ขับสนุกจริงๆ

SUPER CAR พาท1

SUPER CAR

วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่อง SUPER CAR กันนะครับ รถ SUPER CAR ที่แต่ละคนรู้จักก็คงไม่พ้น LAMBORGHINI และ FERRARI วันนี้ผมจะมาแนะนำ SUPER CAR ยี่ห้ออื่นเพิ่มเติมจากสองยี่ห้อนี้นะครับ

เริ่มต้นกันที่ BUGATTI

BUGATTI เป็นรถฝรั่งเศสผู้ผลิตของรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงก่อตั้งขึ้นในปี 1909 ในแล้วเยอรมันเมืองMolsheim , Alsaceโดยอิตาลี -born Ettore Bugatti รถ Bugatti เป็นที่รู้จักในด้านความงามของการออกแบบ (Ettore Bugatti มาจากครอบครัวของศิลปินและคิดว่าตัวเองเป็นทั้งศิลปินและผู้สร้าง) และมีชัยชนะในการแข่งขันมากมาย Bugattis ที่มีชื่อเสียง ได้แก่Type 35 Grand Prix , Type 41 “Royale” , Type 57 “Atlantic”และType 55 sports car

การตายของ Ettore Bugatti ในปีพ. ศ. 2490 เป็นจุดสิ้นสุดสำหรับตราสินค้าและการตายของลูกชายของเขาJean Bugattiในปี พ.ศ. 2482 ทำให้ไม่มีผู้สืบทอดมานำทางโรงงาน ไม่เกิน 8,000 คัน บริษัท พยายามดิ้นรนและปล่อยให้เป็นรุ่นสุดท้ายในยุค 50 ก่อนที่จะถูกซื้อกิจการเครื่องบินในช่วงยุค 60

ในปี 1990 ผู้ประกอบการอิตาลีฟื้นขึ้นมามันเป็นตัวสร้างการผลิต จำกัด พิเศษรถสปอร์ต วันนี้ชื่อเป็นเจ้าของโดยกลุ่มโฟล์คสวาเก้น

สอง KOEEIGSEGG AGERA

คอนิกเส็กก์ อาเกียรา (อังกฤษ: Koenigsegg Agera) เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เครื่องยนต์กลางลำหลัง ขับเคลื่อนสองล้อท้าย (RMR) 2 ประตู 2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัท คอนิกเส็กก์จากสวีเดน เป็นรุ่นต่อของ ซีซีเอ็กซ์/ซีซีอาร์เอ็กซ์ คำว่า “อาเกียรา” เป็นคำกริยา (v.) ภาษาสวีเดน ซึ่งแปลว่า กระทำ หรือ ใช้เกิดการกระทำ

อาเกียรา ได้รับการเสนอชื่อเป็น รถไฮเปอร์คาร์แห่งปี ค.ศ. 2010 (Hypercar of the Year in 2010) โดยนิตยสารท็อปเกียร์

สาม  McLaren

ก่อตั้งขึ้นในปี 1963 โดยนิวซีแลนด์บรูซแม็คลาเรนทีมที่ชนะครั้งแรกของแกรนด์กรังปรีซ์ที่1968 เบลเยียมกรังด์ปรีซ์แต่ความสำเร็จครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาใน Can-Am ซึ่งพวกเขาโดดเด่นจากปี 1967 ปี 1971 ชัยชนะของชาวอเมริกันต่อไปตามด้วยอินเดียแนโพลิ 500 ชัยชนะในรถแม็คลาเรนสำหรับมาร์ค Donohueใน1972และจอห์นนี่รัทเธอร์ใน1974และ1976 หลังจากที่ Bruce McLaren เสียชีวิตในอุบัติเหตุการทดสอบในปี 1970 เท็ดดี้เมเยอร์เข้ามารับงานทีมแรกของ Formula One Constructors ‘Championship ในปี 1974พร้อมกับEmerson FittipaldiและJames Huntชนะแชมป์ไดรเวอร์ในปีพ. ศ. 2517 และ2519ตามลำดับ ปี 1974 ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการให้การสนับสนุนที่ยาวนานโดยแบรนด์บุหรี่ของ MarlboroของPhillip Morris

ในปี 1981 แม็คลาเรนรวมกับรอนเดนนิสแข่งโครงการสี่ ; เดนนิสเข้ามาเป็นหัวหน้าทีมและหลังจากจัดซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นแม็คลาเรนเดิมเพื่อเข้าควบคุมทีมทั้งหมด นี่เป็นการเริ่มต้นยุคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของทีม: ด้วยเครื่องยนต์PorscheและHonda , Niki Lauda , Alain ProstและAyrton Sennaคว้าแชมป์ไดรเวอร์ทั้ง 7 คนเข้าด้วยกัน การรวมกันของหญิงและมะขามแขกโดยเฉพาะอย่างยิ่งโดดเด่นร่วมกันพวกเขาได้รับรางวัลทั้งหมด แต่หนึ่งในการแข่งขัน1988 -but ภายหลังการแข่งขันของพวกเขาถูกทำให้เน่าและหญิงที่เหลือสำหรับเฟอร์รารีทีมอังกฤษ Fellowวิลเลียมส์ที่นำเสนอความท้าทายที่สอดคล้องกันมากที่สุดในช่วงเวลานี้ทั้งสองชนะทุกก่อสร้างระหว่าง1984และ1994 อย่างไรก็ตามในช่วงกลางปี 1990 ฮอนด้าได้ถอนตัวออกจากสูตรหนึ่งมะขามแขกได้ย้ายไปวิลเลียมส์และทีมงานไปสามฤดูกาลโดยไม่ชนะ กับMercedes-Benzเครื่องยนต์เวสปอนเซอร์และอดีตนักออกแบบวิลเลียมส์เอเดรีย Neweyต่อมาประชันใน1998และ1999พร้อมคนขับมิกะHäkkinenและในช่วงยุค 2000 ทีมงานมีความสอดคล้องนักวิ่งหน้าขับลูอิสแฮมิลตันใช้ชื่อล่าสุดของพวกเขาใน2008

รอนเดนนิสเกษียณในฐานะหัวหน้าทีมแม็คลาเรนในปี 2009 มอบให้กับแม็คลาเรนเวลานานพนักงานมาร์ติน Whitmarsh อย่างไรก็ตามในตอนท้ายของปี 2013 หลังจากฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดของทีมตั้งแต่ปี 2004 Whitmarsh ถูกตัดขาด แม็คลาเรนประกาศในปี 2013 ว่าพวกเขาจะใช้ฮอนด้าเครื่องยนต์จาก 2015 เป็นต้นไปแทนที่Mercedes-Benz ทีมวิ่งเป็นแม็คลาเรนฮอนด้าเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1992 ที่2015 ออสเตรเลียนกรังด์ปรีซ์ ในเดือนกันยายนปีพศ. 2560 แม็คลาเรนประกาศว่าพวกเขาได้ตกลงกันในเรื่องการจัดหาเครื่องยนต์กับเรโนลต์ในช่วงปีพ. ศ. 2561 ถึง พ.ศ. 2563

สี่ HONDA เป็น 1 ค่ายของทางญี่ปุ่นที่มี SUPER CAR สัญชาติญี่ปุ่น ที่ไม่แพ้ SUPER CAR ของยุโรปเลยแม้แต่น้อย ซึ่งทาง HONDA ได้ส่ง HONDA NSX มาแข่งกับค่ายSUPER CAR ยักษ์ใหญ่ได้เป็นที่น่าพึ่งพอใจมาก
HONDA NSXหรือที่ตีตลาดภายใต้ชื่อ แอคิวรา เอ็นเอสเอ็กซ์ (อังกฤษ: Acura NSX) ในแถบอเมริกาเหนือ เป็น รถสปอร์ตสองแบบเครื่องวางกลาง (mid-engine) ผลิตโดย ฮอนด้า/แอคิวรา

จุดเริ่มต้นของเอ็นเอสเอ็กซ์ย้อนกลับไปเมื่อ ค.ศ. 1984 เริ่มจากการออกแบบ เอชพี-เอ็กซ์ (Honda Pininfarina eXperimental)  ซึ่งเป็นรถสปอร์ตเครื่อง 3.0 L V6 วางกลางขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง ฮอนด้ามีความตั้งใจพัฒนาเพื่อก้าวข้ามหรือเทียบเท่าความสามารถเครื่องยนต์ V8 ของเฟอร์รารี่ในตอนนั้น โดยเพิ่มความน่าเชื่อถือในราคาที่ต่ำกว่า แนวคิดนี้ถูกพัฒนาจนกลายเป็น เอ็นเอส-เอ็กซ์ ที่ย่อมาจาก “New”, “Sportscar” “eXperimental”, แม้หลังการผลิตจะถูกใช้ชื่อว่า เอ็นเอสเอ็กซ์

ห้า NISSAN อีก 1 ค่ายของรถญี่ปุ่นที่สร้างตำนาน SUPER CAR ที่ไม่เป็นรอง SUPER CAR สัญชาติใดๆ ทาง NISSAN ได้ส่ง NISSAN SKYLINE R35 ขึ้นแท่น SUPER CAR ที่มีความเร็วในระดับต้นๆ ของรถ SUPER CAR ได้สำเร็จ

NISSAN SKYLINE R35หรือชื่อในทางเทคนิค R35เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เครื่องยนต์ลำหน้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) 2 ประตู 2+2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัทนิสสันจากประเทศญี่ปุ่น จีที-อาร์ เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 6 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2007 ที่ประเทศญี่ปุ่น และที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2008 ส่วนประเทศอื่นๆ ในเดือน มีนาคม ปี ค.ศ. 2009 ได้รับการออกแบบโดย ชิโร นากามูระ (Shiro Nakamura)

นิสสัน จีที-อาร์ จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นรถซูเปอร์คาร์ ไม่กี่คันที่มาจาก ประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถเทียบชั้นได้กับ ซูเปอร์คาร์ยี่ห้อดังในยุโรปเช่น เฟอร์รารี่,ลัมโบร์กีนี,ปอร์เช่ เป็นต้น จึงทำให้ภาพพจน์รถยนต์ของญี่ปุ่นดูสูงขึ้นมาก เพราะนิสสันจีที-อาร์ เป็นรถคันเดียวของญี่ปุ่นที่สามารถเป็นรถคูเป ที่เร็วที่สุดของโลกได้ เมื่อเทียบกับแต่ก่อนที่ รถจากญี่ปุ่นขึ้นชื่อเป็นรถราคาถูก ด้อยคุณภาพ ไม่สามารถเทียบชั้นได้กับ รถในสหรัฐ และ รถในยุโรป นิสสัน จีที-อาร์ ได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊ค ปี ค.ศ. 2011 ว่า เป็นรถสี่ที่นั่งที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดในโลก (Fastest 0–60 mph acceleration by a four seater production car) แต่ถึงอย่างไรก็ดีปัจจุบันสถิตินี้ถูกลบไปแล้ว โดยเฟอร์รารี่ เอฟ12เบอร์ลิเนตต้าที่เข้ามาครองอันดับ 1 แทน

วันนี้เราจะพูดถึงกันแค่ 5 ค่ายนี้พอนะครับ แหนะ! ผมรู้นะว่าพวกคุณยังอยากรู้ของค่ายอื่นๆอีก เดียวผมจะมาต่อให้ทีหลังเป็น PART2 นะครับ

SUPER CAR พาท2

วันนี้เราจะมาต่อเรื่อง SUPER CAR กันนะครับ

เราจะมาเริ่มกันที่ SUPER CAR สัญชาติอเมริกากันก่อนนะครับ DODGE CHALLENGER

เป็นแบรนด์ของรถยนต์วางตลาดโดยดอดจ์ เครื่องชาร์จรุ่นแรกเป็นรถโชว์ในปีพ. ศ. 2507 มีการผลิตเครื่องชาร์จต่างๆหลายรุ่นซึ่งสร้างขึ้นจากแพลตฟอร์มและขนาดต่างๆ 3 แบบ ในสหรัฐอเมริกา, ป้ายชาร์จได้ถูกนำมาใช้ในsubcompact hatchbacks, ขนาดเต็มรถเก๋งและหรูหราส่วนบุคคล coupes รุ่นปัจจุบันเป็นซีดาน 4 ประตู

หลักสามประการคือ Dodge Chargers ขนาดกลาง (B-body)รถสองประตู (1966-78), รถsubcompact (L-body) (1983-87) และ(LX) ขนาดเต็ม แพลตฟอร์มสี่ประตูซีดานสร้างตั้งแต่ปี 2006 Charger แรกคือ 1965 Dodge Dart GT ตัวเลือกไม่ 1966 Coronet เราทุกคนคุ้นเคยกับ

ชื่อที่ได้รับการดำเนินการโดยรถแนวคิด 1999ที่แตกต่างอย่างมากจากที่ชาร์จในที่สุดก็วางลงในการผลิตสำหรับปี 2006 รุ่นปี ใช้แผ่นป้ายชื่อRamcharger ที่คล้ายกันสำหรับรถบรรทุกประเภทรถบรรทุก

ชื่อ Charger ถูกใช้ในบราซิลเป็นแบบจำลองประสิทธิภาพตามDart (A-Body) (1971-80)

สอง CHEVROLET CORVETTE  

CHEVROLET CORVETTEที่รู้จักเรียกขานเป็นVette หรือChevy Corvetteเป็นรถสปอร์ตที่ผลิตโดยเชฟโรเลต รถได้รับการผลิตผ่านเจ็ดชั่วอายุคน รุ่นแรกที่เปิดประทุนได้รับการแนะนำให้รู้จักกับGM Motoramaในปีพ. ศ. 2496 ในฐานะรถแนวคิด ไมรอนสกอตต์เป็นเครดิตสำหรับการตั้งชื่อรถหลังจากชนิดของขนาดเล็กเรือรบคล่องแคล่วเรียกว่าเรือลาดตระเวน สร้างสรรค์ขึ้นในFlint, MichiganและSt. Louis, Missouriตั้งแต่ปี 1981 เรือลาดตระเวนได้รับการผลิตในโบว์ลิงกรีน, เคนตั๊กกี้และเป็นรถสปอร์ตอย่างเป็นทางการของเครือจักรภพแห่งเคนตั๊กกี้ ในขณะที่การเป็นรถยนต์ที่รู้จักกันดีในด้านความเร็วและสมรรถนะตลอดประวัติศาสตร์ Corvette ได้พัฒนาไปตลอดชั่วอายุในการเป็นแบรนด์เรือธงเชฟโรเลตที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง

สาม ASTON MARTIN

Aston Martin Lagonda โกลบอลโฮลดิ้งพีแอลซีเป็นผู้ผลิตของอังกฤษหรู รถสปอร์ตและtourers แกรนด์ ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1913 โดยลิโอเนลมาร์ตินและโรเบิร์ต Bamford นำ 1947 โดยเดวิดบราวน์มันก็กลายเป็นที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางรถยนต์แกรนด์มีราคาแพงในปี 1950 และ 1960 และมีการสวมบทบาทเจมส์บอนด์ต่อไปนี้เขาใช้ของDB5แบบจำลองใน 1964 ภาพยนตร์ฟิงเกอร์ รถสปอร์ตของพวกเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมของอังกฤษ  Aston Martin ได้จัดใบสำคัญแสดงสิทธิเป็นผู้จัดส่งให้กับPrince of Walesตั้งแต่พ. ศ. 2525 มีตัวแทนจำหน่ายรถยนต์กว่า 150 แห่งในกว่า 50 ประเทศในหกทวีปทำให้เป็นแบรนด์รถยนต์ระดับโลก บริษัท มีการซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน สำนักงานใหญ่และเว็บไซต์การผลิตหลักอยู่ในGaydon , ริลล์ , อังกฤษ, ข้างหนึ่งของจากัวร์แลนด์โรเวอร์ของศูนย์พัฒนาบนเว็บไซต์ของอดีตเอเอฟ วีเครื่องบินทิ้งระเบิดฐานทัพอากาศ หนึ่งในรถที่ผ่านมาแอสตันมาร์ตินเป็นชื่อหลังจากปี 1950 วัลแคนเครื่องบินทิ้งระเบิด  แอสตันมาร์ตินได้ประกาศแผนการที่จะเปิดตัวเองเป็นแบรนด์ระดับโลกที่หรูหราและมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แยกออกเป็นโครงการรวมทั้งเรือเร็ว, จักรยาน, เสื้อผ้าและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แม้เรือดำน้ำ และเครื่องบินส่วนใหญ่บนพื้นฐานการออกใบอนุญาติ

สี่ FORD MUSTANG GT

ฟอร์ดมัสแตงเป็นชาวอเมริกันรถที่ผลิตโดยฟอร์ด มันก็ขึ้นอยู่เดิมบนแพลตฟอร์มของรุ่นที่สองนอร์ทอเมริกันฟอร์ดฟอลคอนเป็นรถยนต์ขนาดกะทัดรัด  เดิม1962 ฟอร์ดมัสแตงฉันสองที่นั่งแนวคิดรถได้พัฒนาเป็น 1963 มัสแตง II รถสี่ที่นั่งแนวคิดที่ฟอร์ดใช้ในการ pretest ว่าประชาชนจะสนใจใน Mustang การผลิตครั้งแรก รถแนวคิดรุ่น Mustang II ปี 1963 ได้รับการออกแบบให้มีรูปแบบของหน้าแบบด้านหลังหน้าและหลังแบบการผลิตที่มีระยะห่าง 2.7 นิ้วที่สั้นกว่า  แนะนำเช้าตรู่ที่ 17 เมษายน 2507 (16 วันหลังจากที่พลีมั ธ Barracuda ) และจึงขนานนามว่าเป็น “1964½” โดยแฟนมัสแตง 1965 มัสแตงเป็นของ automaker การเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตั้งแต่รุ่น A  มัสแตงมีระดับหลายแปลงไปในปัจจุบันรุ่นที่หก

มัสแตงสร้าง ” รถม้า ” ชั้นของรถยนต์ของกล้ามเนื้ออเมริกันและราคาไม่แพงสปอร์ตcoupesกับกระโปรงยาวและชั้นด้านหลังสั้น และก่อให้เกิดสินค้าเช่นเชฟโรเลต Camaro ,  Pontiac Firebird , AMC โตมร ,  ไครสเลอร์ ‘s ปรับปรุงพลีมั ธ น้ำดอกไม้และรุ่นที่สองดอดจ์ชาเลนเจอร์  มัสแตงยังให้เครดิตสำหรับแรงบันดาลใจในการออกแบบcoupésเช่นโตโยต้า Celicaและฟอร์ดคาปรีซึ่งนำเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกา

ห้า AUDI

ออดี้เอจี เป็นชาวเยอรมันผู้ผลิตรถยนต์ที่ออกแบบ, วิศวกร, ผลิตตลาดและจัดจำหน่ายรถคันหรู ออดี้เป็นสมาชิกของโฟล์คสวาเกนกรุ๊ปและมีรากฐานมาจากIngolstadt , Bavariaประเทศเยอรมนี รถยนต์ที่มีตราสินค้าของ Audi ผลิตในโรงงานผลิต 9 แห่งทั่วโลก

ต้นกำเนิดของ บริษัท มีความซับซ้อนจะกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และ บริษัท เริ่มต้น               

( HorchและAudiwerke ) ก่อตั้งขึ้นโดยวิศวกรAugust Horch ; และสองผู้ผลิตอื่น ๆ

( DKWและWanderer ) นำไปสู่การวางรากฐานของยูเนี่ยนออโต้ในปี 1932 ในยุคที่ทันสมัยของออดี้เป็นหลักเริ่มต้นขึ้นในปี 1960 เมื่อสหภาพออโต้ถูกซื้อกิจการโดยโฟล์คสวาเกนจากเดมเลอร์เบนซ์  หลังจาก relaunching ยี่ห้อออดี้กับการแนะนำ 1965 ของออดี้ F103ชุดโฟล์คสวาเก้นรวมรถยนต์ยูเนี่ยนกับNSU Motorenwerke ในปี 2512 ซึ่งเป็นการสร้างรูปแบบของ บริษัท ในปัจจุบัน

ชื่อ บริษัท อยู่บนพื้นฐานของภาษาละตินแปลนามสกุลของผู้ก่อตั้งที่ออกัสต์ฮอร์ช “Horch” ความหมาย “ฟัง” ในภาษาเยอรมันกลายเป็น “audi” ในภาษาละติน ทั้งสี่วงของโลโก้ออดี้เป็นตัวแทนของหนึ่งในสี่ บริษัท รถยนต์ที่รวมตัวกันเพื่อสร้าง บริษัท ผู้บุกเบิกออดี้ยูเนี่ยนออโต้ยูนิออล คำขวัญของออดี้คือVorsprung durch Technikความหมาย “การก้าวสู่เทคโนโลยี” อย่างไรก็ตาม Audi USA ได้ใช้สโลแกน “Truth in Engineering” ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปี พ.ศ. 2559 และยังไม่ได้ใช้สโลแกนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559  ออดี้พร้อมด้วยBMWและMercedes-Benzเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์หรูที่ขายดีที่สุดใน โลก.

ก็จบไปแล้วน่ะครับสำหรับ SUPER CAR ที่ผมอยากแนะนำ จริงๆมันก็มีอีกหลายค่ายที่ผมไม่ได้นำเสนอ เอาไว้มีเวลากว่านี้ผมจะมาเสริมค่ายอื่นให้อ่านกันนะครับ

Crown

Toyota Crown

โตโยต้า คราวน์ (อังกฤษ: Toyota Crown) เป็นรถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดกลางของโตโยต้า พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนนในประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นนั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นรถแท็กซี่ ตลอดช่วงการผลิตของคราวน์นั้น เป็นที่ปรากฏเพียงเล็กน้อยที่มีการใช้คราวน์แบบซีดานเป็นแท็กซี่ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2538 โตโยต้าได้แตกแขนงคราวน์แบบซีดานออกมาสำหรับใช้เป็นรถแท็กซี่โดยเฉพาะ คือ คราวน์ คอมฟอร์ท นอกจากนี้ โตโยต้า คราวน์ยังได้รับการไว้วางใจในกิจการตำรวจทั่วประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย รวมถึงการรับส่งเจ้าหน้าที่รัฐในทุกระดับ

ในประเทศญี่ปุ่น จะสามารถหาซื้อโตโยต้าคราวน์ได้เฉพาะช่องทางของตัวแทนจำหน่ายค้าปลีกของโตโยต้าเท่านั้น คราวน์จัดว่าเป็นรถซีดานที่เก่าแก่ที่สุดของโตโยต้าที่ยังอยู่ในสายการผลิต หากเทียบสถานะและเกียรติภูมิของคราวน์ในบรรดารถญี่ปุ่นแล้ว เป็นรองแต่เพียงคราวน์ มาเจสตา และ เซ็นทูรีเท่านั้น

โตโยต้า คราวน์ถูกใช้เป็นรถรับรองอย่างแพร่หลายในหลากบริษัทของญี่ปุ่น ในบางประเทศ โตโยต้า คราวน์จัดว่าเป็นรถที่มีราคาแพงมาก ดังนั้นเมื่อโตโยต้า เครสสิด้าได้รับการอนุญาตให้ส่งออกในต้นทศวรรษที่ 1980 คราวน์จึงถูกแทนที่ด้วยรถรุ่นดังกล่าว

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2498-2505)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า โมเดล RS กับโมเดล S30 เริ่มการผลิตครั้งแรกใน พ.ศ. 2498 โดยในช่วงแรก เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 1.5 ลิตร แต่ต่อมาก็มีเครื่องยนต์รุ่นพิเศษ ขนาด 1.9 ลิตร แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังใช้เครื่องขนาด 1.5 ลิตร เป็นมาตรฐานไปจนจนยุคของโฉมใน พ.ศ. 2505 โดยจุดเด่นของรุ่นนี้มีทั้งช่วงล่างแบบ ดับเบิ้ลวิชโบน (ในช่วงล่างด้านหน้า ส่วนด้านหลังยังคงเป็นแบบแหนบ) และ ใช้เกียร์กึ่งอัตโนมัติ 2 จังหวะในชื่อ Toyoguild

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2505-2510)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า โมเดล S40 เริ่มผลิตครั้งแรกใน พ.ศ. 2505 โดยในช่วงแรกจะเป็นเครื่องยนต์มาตรฐาน 4 สูบ แต่ตั้งแต่ พ.ศ. 2508 ก็เริ่มมีการผลิตเครื่องยนต์คราวน์รุ่น M ซึ่งมี 6 สูบ แต่ในโฉมนี้ คราวน์เริ่มมีการผลิตรถแบบ Wagon ซึ่งก็จะผลิตคู่กับคราวน์แบบซีดานต่อไป

โฉมนี้ คราวน์มีความกว้าง ยาว และความดึงดูดใจลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะใน พ.ศ. 2507 ก็เริ่มมีการผลิตรุ่น Crown Eight ใช้พลังจากเครื่องยนต์ V8 2.6 ลิตร ระบบเกียร์อัตโนมัติในรุ่นนี้ได้รับการพัฒนาต่อมา เป็นแบบอัตโนมัติทั้งระบบ โดยยังคงใช้ชื่อเรียกจากรุ่นที่แล้ว

รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2510-2514)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S50 โดยโฉมนี้เป็นโฉมที่คราวน์เริ่มมีการผลิตตัวถังแบบ Pick-up (ซึ่งมีใช้กับโฉมที่ 3 เพียงโฉมเดียว) กับ Hardtop Coupe 2 ประตู ซึ่งเป็นโฉมที่คราวน์เปลี่ยนไปไม่มากนักจากโฉมก่อน แต่เพิ่มรายละเอียดเข้าไปในรถบ้าง ซึ่งรถที่คราวน์ผลิตส่งออก จะใช้รถรุ่น 2M ขนาด 2.3 ลิตร โดยจุดเด่นที่เพิ่มมาในรุ่นนี้มีอาทิเช่น พวงมาลัยพาวเวอร์,กระจกอัดซ้อนนิรภัย,กระจกไฟฟ้าและดิสก์เบรกล้อหน้า

รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2514-2517)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S60 กับ S70 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2514 เริ่มมีการผลิตรถทริมแบบ Super Saloon ซึ่งเป็นโฉมสุดท้ายของคราวน์ ที่มีขายใน สหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นโฉมแรกที่คราวน์ ผลิตในยี่ห้อรถชื่อ “โตโยต้า” เพราะก่อนหน้านี้ โตโยต้าไม่ได้ใช้ชื่อนี้ แต่ใช้ชื่อยี่ห้อผลิตภัณฑ์รถว่า “โตโยเพ็ท” (Toyopet) (กล่าวอีกอย่างว่า โฉม 1-3 มีชื่อว่า โตโยเพ็ท คราวน์ (Toyota Crown) พอถึงโฉมที่ 4 เป็นต้นมา จึงจะมีชื่อว่า โตโยต้า คราวน์) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ไฟหน้าจะเป็นวงกลม 2 ดวงต่อข้าง ยกเว้นรถ Hardtop ที่ขายในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น จะมีไฟหน้าเป็นสี่เหลี่ยม โดยจุดเด่นในรุ่นนี้ที่เพิ่มเข้ามาได้แก่ ระบบเกียร์แบบ 3 สปีดควบคุมด้วยไฟฟ้า (EAT) , เป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกๆที่มีระบบควมคุมเสถียรภาพการทรงตัวในล้อหลัง (rear wheel ESC) และยังถือเป็นรุ่นแรกหัวฉีดน้ำมันแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EFI)

รุ่นที่ 5 (พ.ศ. 2517-2522)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S80 กับ S100 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2517 และเริ่มส่งออกต่างประเทศใน พ.ศ. 2518 โฉมนี้ เริ่มมีการผลิตรถตัวถังแบบ Hardtop 4 ประตู มีการผลิตรถรุ่นทริมแบบ Royal Saloon ขึ้น โฉมนี้มีทริม 4 ระดับ คือ Standard , Deluxe , Super Saloon และ Royal Saloon

เครื่องยนต์ มีแบบเบนซิน 2.0 , 2.6 ลิตร และเป็นครั้งแรกที่มีเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร มาให้เลือกอีกด้วยและยังมีจุดเด่นที่เพิ่มมาเช่น ระบบเกียร์แบบ 4 สปีด โอเวอร์ไดร์ฟ , ดิสก์เบรก 4 ล้อ , เบรกมือแบบเหยียบ และเบาะปรับไฟฟ้าด้านหลัง

รุ่นที่ 6 (พ.ศ. 2522-2526)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S110 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2522 เป็นโฉมสุดท้ายของคราวน์ที่มีการผลิตตัวถังแบบ Hardtop Coupe 2 ประตู , โฉมนี้มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 ขนาด คือ 2.0 , 2.2 ดีเซล , 2.6 และ 2.8 DOHC ลิตร และเป็นโฉมแรกที่มีรถรุ่น “Crown Turbo” ในขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร (M-TEU) แต่ในโฉมนี้ คราวน์ เทอร์โบ มีขายเฉพาะในญี่ปุ่น และจุดเด่นที่เพิ่มมาในรุ่นนี้ได้แก่ ระบบควบคุมการทำงานของเกียร์ด้วยคอมพิวเตอร์ ( ECT ) , เบาะปรับไฟฟ้าทั้งคัน , มาตรวัตดิจิตอล

โฉมนี้ รถแบบ Royal Saloon ที่ขายในประเทศญี่ปุ่น กับรถรุ่นแรกๆ ของโฉม จะมีไฟหน้าเป็นสี่เหลี่ยม ส่วนเกรด standard จะมีไฟหน้าเป็นดวงกลม

รุ่นที่ 7 (พ.ศ. 2526-2530)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S120 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2526 มีเครื่องยนต์ที่หลากหลาย เครื่องเบนซินก็จะมี 1G-E 2.0 ลิตร , M-E 2.0 ลิตร SOHC (SOHC = Single Overhead Cam) , M-TEU 2.0 ลิตร SOHC TURBO , 1G-GE 2.0 ลิตร DOHC (DOHC = Double Overhead Cam) , 1G-GZE DOHC supercharger ไปจนถึง 5M-GE 2.8 ลิตร DOHC ส่วนเครื่องดีเซล ก็มี 2L 2.4 ลิตร SOHC , 2L-TE 2.4 ลิตร SOHC และ 2L-THE 2.4 ลิตร SOHC Diesel Turbo ceramic Hi Power และในโฉมนี้ ยังมีการเปิดตัวทริมใหม่ คือ Royal Saloon G มาเป็นรุ่นท็อป แทนทริม Royal Saloon

รุ่นที่ 8 (พ.ศ. 2530-2534)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S130 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2530 ในรถยนต์รุ่นท็อป (Royal Saloon G) ช่วงแรกๆจะใช้เครื่องบล็อก 7M-GE ต่อมามีการปรับปรุงโฉมโดยเล็กน้อยโดยจะใช้เครื่อง 1UZ-FE 4.0 ลิตร (เครื่องแบบเดียวกับรถรุ่น Lexus LS400 , Toyota Celsior) ส่วนรองๆ ลงมาก็จะมีเครื่องแบบ 7M-GE 3.0 ลิตร DOHC , 1G-GZE 2.0 ลิตร DOHC Superchager , 1G-GE 2.0 ลิตร DOHC และเครื่องดีเซล อีกคือ 2L-THE 2.4 ลิตร OHC Turbo Diesel Hi Power , 2L-TE 2.4 ลิตร OHC Turbo Diesel และ 2L 2.4 ลิตร OHC

รุ่นที่ 9 (พ.ศ. 2534-2538)

ฉมนี้ ใช้รหัส S130 Facelift กับ S140 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2534 และในโฉมนี้ คราวน์เริ่มมีการผลิตรถรุ่น Majesta คล้ายคลึงควบคู่กับทริมแบบ Royal Saloon G

เครื่องยนต์เบนซินมี 3 ขนาด คือ 2.0 , 2.5 และ 3.0 ลิตร ส่วนดีเซล จะมี 2.4 ลิตร

ส่วนรุ่นท็อป Royal Saloon G จะเป็นเครื่องขนาด 4.0 ลิตร

รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2538-2542)

โฉมนี้ ใช้รหัส S150 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2538 เป็นโฉมสุดท้ายที่มีการผลิตแบบ Hardtop 4 ประตู และนอกจากนี้ ยังมีการเริ่มผลิตรถคราวน์ในสไตล์สปอร์ตในชื่อทริม Royal Touring และ Royal Extra ซึ่ง Royal Saloon กับ Royal Extra จะมีเครื่องแบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้เป็นตัวเลือกคู่กับแบบขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วไป

เครื่องยนต์มี 4 ขนาด คือ 2.0 , 2.5 และ 3.0 ลิตร ในแบบ 6-Cylinder กับเครื่อง 4.0 ลิตร แบบ V8 เป็นการเริ่มยุคแรกของระบบ VVT-i

รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2542-2546)

โฉมนี้ ใช้รหัส S170 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2542 โฉมนี้ สเกิร์ตหน้าจะหดสั้นลง และพื้นที่ในห้องโดยสารและสเกริ์ตหลังที่ใช้บรรจุของจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้น และมีการเปิดตัวทริมใหม่ คือ Athlete ซึ่ง Athlete จะเป็นรถสไตล์ Wagon

ขนาดเครื่องยนต์ มีดังเดิม คือ 2.0 , 2.5 , 3.0 และ 4.0 ลิตร

รุ่นที่ 12 (พ.ศ. 2546-2551)

โฉมนี้ ใช้รหัส S180 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2546 มีคอนเซปต์การผลิตว่า Zero Crown มีเครื่อง 4 ขนาด คือ 2.5 , 3.0 , 3.5 และ 4.3 ลิตร และเป็นโฉมสุดท้ายที่คราวน์ผลิตรถแบบ Wagon โฉมนี้ความยาวฐานล้อได้เพิ่มขึ้น 70 มม.และความยาวตัวถังเพิ่มขึ้น 15 มม.

รุ่นที่ 13 (พ.ศ. 2551-2555)

โฉมนี้ ใช้รหัส S200 เริ่มผลิตเมื่อไม่นานมานี้ใน พ.ศ. 2551 และถูกนำมาจัดแสดงในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ซึ่งคราวน์โฉมนี้ มีตัวถังแบบเดียวคือแบบซีดาน มีทริมให้เลือก 5แบบ คือ รุ่นพื้นฐาน,royal saloon,Athlete,Majestaและไฮบริด มีเครื่องยนต์ คือ 2.5,3.0,3.5 V6,4.0 V8,5.0 ไฮบริด

รุ่นที่ 14(พ.ศ. 2555-2561)

โฉมนี้ใช้รหัส S210 มีตัวถังให้เลือกแค่ตัวถังซีดาน โดยเครื่องยนต์มีให้เลือกคือ 2.5 เบนซิน V6,2.5 ไฮบริด,3.5 V6และ4.6 V8 รุ่นนี้มีความยาวตัวถัง 4,895 มม.และกว้าง 1,860 มม. ในรุ่นAthlete นั้นมีรูปลักษณ์ที่ปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวมากกว่า Royal เพราะได้รับการตกแต่งพิเศษอย่างกระจังหน้าแบบสปอร์ต กันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่และชุดแอโรพาร์ทรอบคัน ในห้องโดยสารตกแต่งเน้นความทันสมัยและใช้เบาะที่นั่งกึ่งบั๊กเก็ตซีทและมีเทคโนโลยีไฮเทคอย่าง Toyota Multi-Operation Touch ซึ่งผสมผสานการควบคุมฟังก์ชันตัวรถอยู่ที่สวิทช์ชิ้นเดียวซึ่งติดตั้งบริเวณคอนโซลกลาง

รุ่นที่ 15(พ.ศ. 2561-ปัจจุบัน)

โฉมนี้ใช้รหัส S220 มีตัวถังให้เลือกแค่ตัวถังซีดาน พัฒนามาจากรถต้นแบบ Toyota Crown Concept ในปี 2017 โดยใช้โครงสร้าง TNGA รุ่นนี้มีความยาวตัวถัง 4,910 มม.และกว้าง 1,800 มม. วางจำหน่ายเมือวันที่ 26 มิถุนายน ปี 2018 หลังจากการเปิดตัว โตโยต้า เซ็นจูรี รุ่นที่ 3 เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ All NEW Toyota Crown ถือเป็น generation ที่ 15 ของตระกูล โดยฉีกดีไซน์จากเดิมไปค่อนข้างมาก ด้วยการหันมาเน้นความสปอร์ต พร้อมชูโรงรหัส RS ส่วนขุมพลังมีให้เลือกด้วยกัน 3 แบบ ทั้งเบนซิน เทอร์โบ และ เบนซิน Hybrid ระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้คือ Toyota Safety Sense 2.0 เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่นย่อย ซึ่งประกอบด้วยระบบป้องกันการชนด้านหน้าพร้อมตรวจจับคนเดินถนน, Dynamic Radar Cruise Control, ระบบช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน Lane Tracing Assist เป็นต้น ควบรวมระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งระบบเบรกอัตโนมัติ ที่สามารถตรวจจับคนได้ทั้งเวลากลางวัน – กลางคืน และจักรยานในเวลากลางวัน พร้อมระบบเบรกอัตโนมัติระหว่างถอยหลัง เมื่อตรวจพบส่งกีดขวางทั้งยานพาหนะและคนเดินถนน และระบบ Toyota T-Connect.

Supra

TOYOTA Supra

วันนี้เราจะมาพูดถึงอีกหนึ่งตำนานรถซิ่งของญี่ปุ่นกันครับ ซึ่งเจ้า SUPRA นี้สำหรับวัยรุ่นไทยมันเป็นรถที่หลายๆคน เสาะหาเพื่อที่จะได้มาครอบครอง

โตโยต้าซูปรา( ญี่ปุ่น:トヨタ·スープラโตโยต้าSūpura ) เป็นรถสปอร์ตและชายโครงแกรนด์ที่ผลิตโดยโตโยต้ามอเตอร์คอร์ปอเรชั่นตั้งแต่ปี 1978 เริ่มต้นสี่รุ่นของ Supra ถูกผลิตจาก 1978 ปี 2002 จัดแต่งทรงผมของ Supra ได้มาจากโตโยต้า Celicaแต่มันทั้งยาวและกว้างขึ้น เริ่มต้นในช่วงกลางปี ​​1986, A70 Supra กลายเป็นรูปแบบที่แยกจาก Celica ในทางกลับกันโตโยต้ายังหยุดใช้คำนำหน้าCelicaและเริ่มเพียงเรียกรถSupra เนืองจากความคล้ายคลึงกันและในอดีตของ Celica ชื่อผิดบ่อย ๆ สำหรับ Supra และโอละพ่อ รุ่นแรกที่สองและสามรุ่น Supras ถูกรวมตัวกันที่โรงงาน Tahara ใน Tahara, ไอจิขณะที่รุ่นที่สี่ของ Supra ได้รวมตัวกันที่โรงงาน Motomachi ในเมืองโตโยต้า

Supra ยังมีร่องรอยมากรากของมันกลับไปที่โตโยต้า 2000GTเนื่องจากไปยังอินไลน์ 6รูปแบบ สามรุ่นแรกที่ถูกให้กับลูกหลานโดยตรงกับโตโยต้าคราวน์‘และ 2000GT ของเครื่องยนต์ M ทั้งหมดสี่รุ่นของ Supra ผลิตมีแบบอินไลน์เครื่องยนต์ 6 สูบ ด้านภายในยังมีลักษณะคล้ายกันเช่นเดียวกับรหัสแชสซี “A”

พร้อมกับชื่อนี้และรถยนต์โตโยต้ายังมีโลโก้ของตัวเองสำหรับ Supra มันมาจากโลโก้ Celica เดิมเป็นสีฟ้าแทนสีส้ม โลโก้นี้ใช้จนกระทั่งมกราคม 1986 เมื่อ A70 Supra ถูกนำมาใช้ โลโก้ใหม่มีขนาดคล้ายกันโดยมีการเขียนสีส้มบนพื้นหลังสีแดง แต่ไม่มีการออกแบบมังกร โลโก้นั้นหันมาใช้ Supras จนถึงปี 1991 เมื่อโตโยต้าหันมาใช้โลโก้ของ บริษัท รูปไข่ในปัจจุบัน (โลโก้มังกรเป็นโลโก้ Celica ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตามปรากฏในสองรุ่นแรกของ Supra เนื่องจากเป็น Toyota Celicas อย่างเป็นทางการสัญลักษณ์มังกรถูกใช้สำหรับสาย Celica จนกว่าจะมีการยกเลิกไปด้วย)

ในปี 2541 โตโยต้าหยุดการขายเครื่อง Supra รุ่นที่ 4 ในสหรัฐอเมริกาและในปี 2545 Toyota ได้หยุดการผลิต Supra ในญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ใน 2019 รุ่นที่ห้า Supra ซึ่งเกี่ยวข้องในขณะนี้กับG29 BMW Z4 , จะได้รับการแนะนำให้รู้จัก

ชื่อรุ่นคือ A40, A60, A70, A80 และ A90 / J29 แนวโน้มเริ่มจากเจ้าของชาวอเมริกันคือการตั้งชื่อรถโดยใช้คำว่า Volkswagen Mark แต่ก็ไม่เคยถูกนำมาใช้โดยโตโยต้าหรือใช้ในสิ่งตีพิมพ์ใด ๆ ชื่อ Toyota อย่างเป็นทางการอ้างอิงถึงรหัสแชสซีเท่านั้น โตโยต้าใช้ชื่อ Mark II เพื่ออ้างถึงรถแพลตฟอร์ม X แชสซีที่มี Mark II, Cressida, Chaser และ Cresta รุ่น

Supra ได้ปรากฏตัวในวิดีโอเกมภาพยนตร์มิวสิควิดีโอและรายการทีวีมากมาย บางส่วนของการปรากฏตัวที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่Gran Turismo , Forza Motorsport , Sega GT , โตเกียว Xtreme Racer , Need for Speed , เที่ยงคืนคลับและForza Horizonวิดีโอเกมและรวดเร็วและมีความรุนแรงมากภาพยนตร์ซีรีส์

รุ่นแรก (A40 / A50; 1978-1981)

รุ่นแรก Supra ถูกส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับโตโยต้า Celica liftbackแต่ก็อีกต่อไปโดย 129.5 มิลลิเมตร (5.10 นิ้ว) ประตูและส่วนหลังถูกใช้ร่วมกับ Celica แต่แผงด้านหน้ายาวเพื่อรองรับInline-6แทนที่จะเป็นเครื่องยนต์4 กระบอกของ Celica แผนเดิมของโตโยต้าสำหรับ Supra ในเวลานี้คือการทำให้มันเป็นคู่แข่งที่เป็นที่นิยมมากDatsun (ตอนนี้นิสสัน ) Z-รถ

รุ่นที่สอง (A60; 1981-1986)

          ปลายปีพศ. 2524 โตโยต้าออกแบบ Celica Supra รวมถึงผู้ผลิตรถ Celica รายใหม่ทั้งหมดสำหรับปีการผลิตปี 1982 ในประเทศญี่ปุ่นพวกเขาเป็นที่รู้จักกัน Celica XX แต่ทุกที่ที่ชื่อ Celica Supra ถูกนำมาใช้ ยังคงมีพื้นฐานอยู่บนแพลตฟอร์ม Celica มีความแตกต่างที่สำคัญหลายอย่างสะดุดตาที่สุดคือการออกแบบส่วนหน้าและไฟหน้ารถแบบพับเก็บได้ ความแตกต่างอื่น ๆ จะเป็นแบบอินไลน์-6 ยังคงอยู่ใน Supra แทนของอินไลน์ 4 รวมถึงการเพิ่มขึ้นของความยาวและระยะฐานล้อเพื่อรองรับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ยานพาหนะติดตั้งกับ5Mเครื่องยนต์ได้กว้างขึ้นเล็กน้อยในขณะที่รุ่นอื่น ๆ ยังคงสอดคล้องกับกฎระเบียบมิติญี่ปุ่น 2524 ในญี่ปุ่นผู้ซื้อได้รับเลือกให้เป็น Celica XX fastod bodystyle เรียกว่าโตโยต้า Soarerรถเก๋งซึ่งถูกนำเสนอในเครือข่ายที่แตกต่างกันโตโยต้าญี่ปุ่นตัวแทนจำหน่ายที่เรียกว่าโตโยต้าร้านเป็น Celica XX ถูกขายที่โตโยต้าโคโรลล่าร้าน ซีดานประสิทธิภาพสี่ประตูที่นำเสนอโดย Celica Camry ตั้งหลักกับตลาดญี่ปุ่นโตโยต้าล่าในขณะที่ในทวีปอเมริกาเหนือโตโยต้าเครสสิด้าในบทบาทที่

รุ่นที่สาม (A70; 1986-1993)

กุมภาพันธ์ 1986 ในโตโยต้าก็พร้อมที่จะปล่อย Supra รุ่นถัดไป พันธบัตรระหว่าง Celica และ Supra ถูกตัด; ตอนนี้พวกเขามีรูปแบบที่แตกต่างกันสองแบบ Celica เปลี่ยนเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้าโดยใช้แพลตฟอร์มโตโยต้า “ที” ที่เกี่ยวข้องกับโตโยต้าโคโรนาในขณะที่ซูรายังคงใช้แพลตฟอร์มล้อหลัง เครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 2,954 ซีซี (3.0 ลิตร) เครื่องยนต์อินไลน์หกตัวที่ 200 แรงม้า (149 กิโลวัตต์) แม้ว่าจะมีเฉพาะเครื่องยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ในปี พ.ศ. 2530 ก็มีรุ่นเทอร์โบชาร์จเพิ่มขึ้น ตอนนี้ Supra เกี่ยวข้องกับToyota Soarerสำหรับตลาดญี่ปุ่นแล้ว

ตลาดญี่ปุ่น Supras ทั้งหมดที่มีเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรรุ่นต่างๆถูกติดตั้งในรถที่แคบเล็กน้อยด้านนอกเพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับของรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อให้ผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นไม่ต้องเสียภาษีเป็นรายปีสำหรับการขับขี่ รถขนาดใหญ่

เครื่องยนต์ A70 Supra ใหม่ซึ่งเป็นToyota 7M-GEเป็นเครื่องยนต์เรือธงของคลังแสงของโตโยต้า เครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นมีวาล์ว 4 สูบต่อกระบอกและหัวจ่ายแบบเหนือศีรษะคู่ องคาพยพ 7M-GTEเครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์จำหน่ายน้อยครั้งแรกของโตโยต้าที่นำเสนอในสหรัฐอเมริกาที่ใช้ขดลวดแพ็คนั่งอยู่บนปกแคมและเซ็นเซอร์ตำแหน่งลูกเบี้ยวการขับเคลื่อนด้วยเพลาลูกเบี้ยวไอเสีย มันก็มาพร้อมกับเทอร์โบ CT26 และได้รับการจัดอันดับที่ 230 แรงม้า (172 กิโลวัตต์) ที่ 5,600 รอบต่อนาทีในขณะที่สำลัก7M-GEเครื่องยนต์อันดับที่ 200 แรงม้า (149 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบต่อนาที ปรับแต่งเพิ่มเติมในรูปแบบเทอร์โบเพิ่มพลัง 232 แรงม้า (PS 235; 173 กิโลวัตต์) ที่ 5,600 รอบต่อนาทีและ 254 lb⋅ft (344 N⋅m) ที่ 3,200 รอบต่อนาทีของแรงบิดในปีพ. ศ. 2532 ส่วนใหญ่เกิดจากการออกแบบใหม่ของวัสดุสิ้นเปลือง โมเดลทั้งหมดใช้ยางขนาดเดียวกัน 225 / 50R16 บนล้อขนาด 16×7 นิ้ว ยางสำรองมีขนาดเต็ม แต่มีล้อเหล็ก

เนื่องจากมีข้อผิดพลาดมากในข้อกำหนดเกี่ยวกับแรงบิดของหัวสายฟ้า (เนื่องจากมีการเปลี่ยนปะเก็นใยหินแทนทองแดง) เครื่องยนต์ทั้งหมดเหล่านี้มีปัญหารุนแรงกับปะเก็นหัวเป่า โตโยต้าไม่เคยออกการเรียกคืนใด ๆ ของยานพาหนะได้รับผลกระทบ ปัญหาสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดายโดยเปลี่ยนปะเก็นศีรษะและขันสลักเกลียวให้เป็นแรงบิด 75 นิวตันเมตร (102 นิวตันเมตร) อย่างไรก็ตามเนื่องจากการขาดการเรียกคืนหรือการให้บริการที่เหมาะสมปัญหาปะเก็นหัวจะเกิดขึ้นอีก 75,000 ไมล์หรือดังนั้นถ้าปะเก็นถูกแทนที่และสลักเกลียวถูก retorqued เพื่อให้บริการคู่มือที่ผิดพลาดของ 56 lb⋅ft (76 N ⋅m) ด้วยสลักเกลียวศีรษะที่ถูกต้องอย่างเหมาะสมเครื่องยนต์ก็มีความคงทนมาก

สำลักธรรมชาติมาเป็นปัญหากับมาตรฐานW58 เกียร์ธรรมดา รุ่นเทอร์โบรวมถึงเกียร์ธรรมดาR154ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติA340E 4 สปีด

Supra รุ่นที่สามเป็นตัวแทนของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในปีพ. ศ. 2529 ตัวเลือกของ Supra รวมถึงระบบABSและTEMS 3 ช่องซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ 2 ได้รับการตั้งค่าซึ่งส่งผลต่ออัตราการเบรก ส่วนที่สามถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติที่WOT การเบรคอย่างหนักและการซ้อมรบความเร็วสูง HKSยังทำ “TEMS Controller” เพื่อตัดระบบและเปิดใช้งานได้ทันทีแม้ว่าผู้ควบคุมเกือบจะไม่สามารถหาได้

ACIS ( Acoustic Control Induction System ) ซึ่งเป็นวิธีการควบคุมการบีบอัดอากาศภายในท่อไอดีเพื่อเพิ่มพลังไฟเป็นส่วนหนึ่งของคลังแสงทางเทคโนโลยีของ7M-GE ทุกรุ่นมีปีกนกคู่หน้าและหลัง แผงด้านบน targa มีให้เลือกหลายปีพร้อมด้วยซันรูฟเลื่อนโลหะ (เพิ่มในปี ’91)

ยอดจำหน่ายทั้งหมดของ Supra A70 (GA70 / MA70 / JZA70): ประมาณ 241,471

รุ่นที่สี่ (A80; 1993-2002)

โปรแกรม A80 เริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1989 ภายใต้ทีมต่างๆสำหรับการออกแบบการวางแผนผลิตภัณฑ์และวิศวกรรม กลางปี ​​2533 แนวคิดการออกแบบ A80 จากศูนย์เทคนิคโตโยต้าไอจิได้รับการอนุมัติและผลิตจากกรรมวิธีการผลิตแช่แข็งเมื่อปลายปี 2533 การทดสอบครั้งแรกของล่อถูกสร้างขึ้นในร่างกาย A70 ในช่วงปลายปี 2533 ตามด้วยต้นแบบ A80 แรกที่ใช้มือ – ประกอบในปี 1991 อีกครั้งโดยใช้เฟรมระงับและประกอบระบบขับเคลื่อนจากZ30 Soarer ( เล็กซัส SC300 / 400 ), รุ่นทดสอบก่อนเริ่มการผลิตในเดือนธันวาคมปี 1992 โดยมี 20 รุ่น, และการผลิตมวลอย่างเป็นทางการเริ่มในเดือนเมษายน 1993 การออกแบบใหม่นี้ทำให้โตโยต้าหันมาเน้นที่รถที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก Supra ใหม่ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดด้วยการออกแบบโค้งมนของร่างกายและให้ความสำคัญสองเครื่องยนต์ใหม่: สำลัก โตโยต้า 2JZ-GEผลิต 220 แรงม้า (164 กิโลวัตต์; 223 PS) ที่ 5,800 รอบต่อนาทีและ 210 lb⋅ft (280 N⋅m) 4,800 รอบต่อนาทีของแรงบิดและแอกคู่ผลิตโดยToyota 2JZ-GTEทำให้แรงบิด276 แรงม้า (206 kW; 280 PS) และแรงบิด 318 แรงม้า (431 นิวตันเมตร) สำหรับรุ่นญี่ปุ่น จัดแต่งทรงผมในขณะที่ทันสมัยดูเหมือนจะยืมองค์ประกอบบางอย่างจากโตโยต้าเป็นครั้งแรกของแกรนด์รถท่องเที่ยวกีฬาโตโยต้า 2000GT สำหรับรูปแบบการส่งออก (อเมริกา / ยุโรป) โตโยต้าอัพเกรดเครื่องยนต์ซูเปอร์เทอร์โบ ( เทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาดเล็กและล้อเหล็ก), หัวฉีดเชื้อเพลิงที่ใหญ่กว่า ฯลฯ ) เพิ่มแรงบิดสูงสุด 320 แรงม้า (239 กิโลวัตต์; 324 แรงม้า) ที่ความเร็วรอบ 5,600 รอบต่อนาทีและแรงบิด 315 ลิตรต่อแรงม้าที่ความเร็วรอบ 4,000 รอบต่อนาที เมื่อเปิดตัวในปีพ. ศ. 2536 เป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งถุงลมนิรภัยสำหรับผู้โดยสารจากโตโยต้าเป็นชุดมาตรฐาน (เฉพาะตลาดสหรัฐฯ) (326 แรงม้า / 325 ลิตรสำหรับยุโรป)

ตัวแปรเทอร์โบสามารถทำความเร็วได้ถึง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงในระยะเวลา 4.6 วินาทีและ 1/4 ไมล์ (402 เมตร) ในเวลา 13.1 วินาทีที่ 109 กม. / ชม. รุ่นเทอร์โบได้รับการทดสอบเพื่อให้บรรลุถึง 285 กม. / ชม. (177 ไมล์ต่อชั่วโมง) แต่รถถูก จำกัด ไว้เพียง 180 กม. / ชม. (112 ไมล์ต่อชั่วโมง) ในญี่ปุ่นและ 250 กม. / ชม. (155 ไมล์ต่อชั่วโมง) ที่อื่น ยุโรปรุ่นของรถยังมีปริมาณอากาศหรือตักบนเครื่องดูดควัน ค่าสัมประสิทธิ์การลากคือ 0.31 สำหรับรุ่นที่มีแรงดึงตามธรรมชาติและ 0.32 สำหรับเทอร์โบ แต่ไม่ทราบด้วยสปอยเลอร์หลัง

turbos คู่ทำงานในโหมดต่อเนื่องไม่ใช่ขนาน ในตอนแรกไอเสียทั้งหมดถูกส่งไปยังกังหันเครื่องแรกเพื่อลดความล่าช้า ส่งผลให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้นและแรงบิดที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 1,800 รอบต่อนาทีซึ่งมันได้ผลิตแรงบิดสูงสุดที่ 300 ลิตร (410 นิวตันเมตร) แล้ว ที่ 3,500 รอบ / นาทีไอเสียบางตัวจะถูกส่งไปยังกังหันที่สองสำหรับโหมด “pre-boost” แม้ว่าจะไม่มีการใช้คอมเพรสเซอร์เอาต์พุตโดยเครื่องยนต์มาถึงจุดนี้ เมื่อใช้ความเร็วรอบ 4000 รอบต่อวินาทีเอาต์พุตเทอร์โบที่สองใช้เพื่อเพิ่มเทอร์โบแรก เมื่อเปรียบเทียบกับโหมดขนาน turbos โหมดลำดับจะให้การตอบสนอง RPM ต่ำที่ต่ำและเพิ่ม RPM สูงขึ้น การเพิ่ม RPM สูงนี้ได้รับความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ใน7M-GEในรูปแบบของระบบควบคุมการได้ยินแบบอะคูสติก(ACIS) ซึ่งเป็นวิธีการจัดการการบีบอัดอากาศภายในท่อไอดีเพื่อเพิ่มพลัง

สำหรับรุ่นนี้ Supra ได้รับกระปุกเกียร์Getrag / Toyota V160 ขนาด 6 ความเร็วใหม่ในรุ่นเทอร์โบขณะที่รุ่นที่ใช้แรงเหวี่ยงตามธรรมชาติทำจากเกียร์W58 ที่ใช้ความเร็ว 5 สปีดจากรุ่นก่อนหน้า แต่ละรุ่นมีให้เลือกด้วยระบบอัตโนมัติ 4 สปีดพร้อมโหมดขยับด้วยตนเอง รถทุกคันมีล้ออลูมิเนียม 5 ก้านรุ่นที่ใช้สำลักตามธรรมชาติมีล้อขนาด 16 นิ้วและรุ่นเทอร์โบมีขนาด 17 นิ้ว ความแตกต่างในขนาดของล้อคือเพื่อรองรับเบรคขนาดใหญ่ที่ติดตั้งให้เป็นมาตรฐานในรุ่นเทอร์โบ แต่ในญี่ปุ่นเป็นอุปกรณ์เสริมที่ไม่จำเป็น ทั้งสองรุ่นมียางสำรองประหยัดพื้นที่บนขอบเหล็กเพื่อประหยัดพื้นที่และน้ำหนัก

โตโยต้าใช้มาตรการลดน้ำหนักของรุ่นใหม่นี้ อลูมิเนียมถูกใช้สำหรับเครื่องดูดควัน, targa ด้านบน (เมื่อติดตั้ง), crossmember หน้าน้ำมันและกระป๋องส่งและช่วงล่างบนแขน มาตรการอื่น ๆ ได้แก่ เส้นใยพรมกลวงแมกนีเซียมอัลลอยด์พวงมาลัยถังก๊าซพลาสติกและฝาถังแก๊สสปอยเลอร์หลังและไอเสียท่อเดียว แม้จะมีคุณสมบัติมากขึ้นเช่นถุงลมนิรภัยคู่การควบคุมการลากตัวเบรคขนาดใหญ่ล้อยางและเทอร์โบเพิ่มเติมรถอย่างน้อย£ 200 (91 กก.) เบากว่ารุ่นก่อน รุ่นพื้นฐานที่ใช้เกียร์ธรรมดามีน้ำหนักบรรทุก 3,210 ปอนด์ (1,460 กิโลกรัม) หลังคาสปอร์ตเพิ่ม 40 ปอนด์ (18 กก.) ในขณะที่เกียร์อัตโนมัติเพิ่ม 55 ปอนด์ (25 กก.) มีการกระจายน้ำหนัก 51:49 (ด้านหน้า: ด้านหลัง) รุ่นเทอร์โบมีน้ำหนัก 3,450 ปอนด์ (1, 560 กก.) โดยใช้เกียร์ธรรมดาในขณะที่ระบบเพิ่มอัตโนมัติอีก 10 ปอนด์ (4.5 กิโลกรัม) การกระจายน้ำหนักคือด้านหลัง 53% / 47% ด้านหลัง Supra หนักกว่าสปาร์ตันมาสด้า RX-7และอลูมิเนียมทั้งหมดฉกรรจ์Acura / Honda NSXแต่มันก็เบากว่ามิตซูบิชิ 3000GT VR-4    สำหรับรุ่นปีพ. ศ. 2539 ในสหรัฐฯเทอร์โบรุ่นนี้มีให้เฉพาะกับระบบเกียร์อัตโนมัติเนื่องจากความต้องการในการรับรองระบบOBD-II หลังคา targa ยังทำมาตรฐานทุกรุ่นเทอร์โบ สำหรับปี 1997 เกียร์ธรรมดาที่ส่งกลับมาสำหรับเครื่องยนต์ที่เป็นอุปกรณ์เสริมพร้อมกับการออกแบบไฟท้าย, ไฟหน้า, พนักพิงด้านหน้า, ล้อขัดและการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอื่น ๆ เช่นการออกแบบวิทยุและพวงมาลัย ทุกรุ่นปี 1997 มีป้ายระบุว่า “Limited Edition 15th Anniversary” ทุกรุ่นเทอร์โบมาพร้อมกับสปอยเลอร์หลัง สำหรับปี 1998 มีการปรับปรุงพวงมาลัย 3 ก้านและวิทยุที่ออกแบบใหม่ ในประเทศญี่ปุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบติดตั้งด้วย VVT-i รุ่น SZ-R ได้รับการปรับปรุงด้วยการเปิดตัวGetrag 6 จังหวะV161 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันกับรุ่น RZ แฝดเทอร์โบ

ตัวถัง A80 Supra ได้พิสูจน์ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสำหรับ roadracing โดยมี บริษัท ชั้นนำ 20 แห่งและ 10 อันดับแรกของ One Lap of America ในชั้น SSGT1 ในปี 1994 ที่ A80 มีการจัดการที่โดดเด่นskidpadการให้คะแนน 0.95 ด้านข้างกรัม (200 ฟุต) และ 0.98 ด้านข้างกรัม (300 ฟุต) Supra ยังให้ความสำคัญสี่เซ็นเซอร์สี่ช่องทางติดตามความคืบหน้าของระบบ ABS ที่มีการควบคุมหันเหโดยแต่ละ caliper จะ sensored และเบรคจะถูกควบคุมแยกกันตามความเร็วมุมและระยะห่างของมุมใกล้ ระบบเบรคที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Formula One ช่วยให้ Supra Turbo สามารถบันทึกระยะทางเบรคได้ถึง 70 ไมล์ต่อชั่วโมง (113 กม. / ชม.) -0 จาก 149 ฟุต (45 เมตร), ประสิทธิภาพการเบรคที่ดีที่สุดของรถที่ผลิตในปี 1997 นิตยสารรถยนต์และไดร์เวอร์. เร็กคอร์ดนี้ถูกทำลายในปีพ. ศ. 2547 โดยปอร์เช่ Carrera GTซึ่งทำใน 145 ฟุต (44 เมตร)

ในช่วงปลายยุค 90 การขายสปอร์ต coupes ทั้งหมดลดลงในทวีปอเมริกาเหนือดังนั้น Supra ถูกถอนตัวออกจากตลาดในประเทศแคนาดาในปีพ. ศ. 2539 และสหรัฐฯในปีพ. ศ. 2541 เทอร์โบไม่ได้มีขึ้นในปี 2541 ในคณะกรรมการทรัพยากรทางอากาศของรัฐแคลิฟอร์เนีย (CARB) การผลิตยังคงดำเนินต่อไปในประเทศญี่ปุ่นจนถึงเดือนสิงหาคม 2545 ซึ่งจะสิ้นสุดลงเนื่องจากมีมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่ จำกัด

โมเดล Diecast Supra ได้รับการออกแบบมาจากหลาย บริษัท โดยมีHot Wheelsเสนอสีและส่วนประกอบที่หลากหลาย

รุ่นที่ห้า (A90 / J29; 2019-)

เทรนด์มอเตอร์มีรายงานผู้สืบทอด Supra เป็นไปได้อาจจะขึ้นอยู่กับโตโยต้า FT-HS (กีฬาในอนาคตโตโยต้าไฮบริด) ซึ่งออกมาที่ 2007นอร์ทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลออโต้โชว์ เครื่องซูเปอร์สุราสามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดขนาด 3.5 ลิตร V-6 ที่สร้างแรงกว่า 400 แรงม้า โตโยต้ากล่าวว่าจะไม่รีบเร่งผู้สืบทอด Supra แต่แทนที่จะรอการขายและผลประโยชน์ของ GT86 / FR-S

ในปี 2553 Toyota ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าชื่อ Supra เครื่องหมายการค้าต้องใช้ภายในสามปีเพื่อให้เป็นไปตามที่ถูกต้อง ในเดือนธันวาคมปี 2011 Autoguide รายงานทดแทน Supra ไปได้ว่าจะนั่งข้างต้นโตโยต้า 86  Tetsuya Tada หัวหน้าวิศวกรของโตโยต้า 86 / ไซออน FR-S บอกกับผู้สื่อข่าวในประเทศเยอรมนีว่า “ประธานาธิบดี (Akio Toyoda) ได้ขอให้ฉันเป็นผู้สืบทอด Supra ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ในช่วงปลายปี 2013 AutoBlog รายงานแนวคิดทายาท Supra ก็ได้มาถึงมกราคม 2014 นอร์ทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลออโต้โชว์ เมื่อวันที่ 13 มกราคมโตโยต้าได้เปิดตัวรถแนวคิดFT-1รุ่นใหม่ ไม่ค่อยมีใครรู้จักเรื่องนี้รถแนวคิดใหม่; นอกเหนือจากที่มีเครื่องยนต์ด้านหน้าและรูปแบบล้อหลังของรถ โตโยต้ายังระบุรถแนวคิดใหม่ของพวกเขาได้แรงบันดาลใจจากรถสปอร์ตที่ผ่านมาของโตโยต้าอย่างเช่น 2000GT, Supra, MR-2 และ 2007 FT-HS concept car โตโยต้าไม่ได้ระบุว่า FT-1 จะใช้ชื่อ Supra หรือถ้าต้องการ จำกัด การผลิต อย่างไรก็ตามโตโยต้าบอกว่าถ้า FT-1 ได้รับการอนุมัติจากการผลิตที่คาดหวังป้ายราคาประมาณUS $ 60,000

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2014 โตโยต้ายื่นใบสมัครไปยังสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐอเมริกาเพื่อต่ออายุเครื่องหมายการค้า Supra

ในเดือนมิถุนายน 2016 เป็นโปรแกรมเครื่องหมายการค้าป้าย Supra ถูกยื่นต่อสำนักงานสหภาพยุโรปในทรัพย์สินทางปัญญา ตามที่Autocarที่ Supra ใหม่เป็นชุดที่จะเปิดตัวในปี 2018 รถมีแนวโน้มที่จะมีการขับเคลื่อนล้อหลัง; เครื่องยนต์สี่สูบคาดว่าจะสามารถใช้ได้และได้รับการยืนยันว่ารถจะเสนอเครื่องยนต์อินไลน์ -6 เทอร์โบชาร์จเจอร์ เป็นที่เชื่อกันว่าเครื่องยนต์เหล่านี้จะมาจาก BMW Kleine Zeitungรายงานว่าใหม่ร่วมกันพัฒนา Supra จะมีการผลิตที่Magna Steyrสิ่งอำนวยความสะดวกที่อยู่ใกล้กราซ , ออสเตรียพร้อมกับG29 BMW Z4 แม้ว่าชื่อรถสปอร์ตก็ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการของโตโยต้าหัวหน้าวิศวกรทั่วโลกเท็ตสึยะธาดาบอกว่ามันมีแนวโน้มที่จะดำเนินการป้ายSupraเนื่องจากการรับรู้ชื่อและความสำคัญทางประวัติศาสตร์

ใน 5 กรกฏาคม 2561 โตโยต้ารถแข่งประกาศว่าจะกลับไปผลิตและการแข่งขันในสหรัฐ Supra นาสคาร์ Xfinity ซีรีส์ใน 2562 ได้

12 กรกฏาคม 2018 รูปแบบใกล้เคียงกับการผลิตของรุ่นที่ห้า Supra ถูกเปิดเผย (ในอำพราง) ที่Goodwood เทศกาลแห่งความเร็ว

และนี้ก็คือประวัติความเป็นมาของ TOYOTA SUPRA นะครับ ทุกคนคงจะลุ้นเหมือนผมใช่มั้ยครับว่าทาง TOYOTA จะเปิดตัว SUPRA A90 ออกมาเหมือนโมเดลต้นแบบที่เราเห็นๆกันอยู่มั้ย หรืออาจจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เอาละครับ ใครที่อยากได้ลองหากันดูนะครับ

รถวีไอพี

VIP CARS

วีไอพี ( ญี่ปุ่น : ビップカー ) เป็นแนวโน้มการปรับเปลี่ยนรถที่แปลจากภาษาญี่ปุ่น Romanised . ‘แต่ง’ ระยะ หมายถึงการปรับเปลี่ยนรถยนต์หรูของญี่ปุ่นเพื่อให้พวกเขาลดตำแหน่งและกว้างขึ้นด้วยล้อก้าวร้าวมากขึ้นการระงับและชุดตัวถัง รถยนต์สไตล์วีไอพีโดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ราคาแพงขับเคลื่อนล้อหลังรถเก๋งแม้จะชื่นชอบยานยนต์บางครั้งใช้รถคันอื่น ๆ เช่นรถมินิแวนและรถ Kei รถวีไอพีเคยเกี่ยวข้องกับยากูซ่าแล้วอย่างไรก็ตามการปรับเปลี่ยนสไตล์วีไอพีเป็นส่วนย่อยของตัวเองเช่นการปรับเปลี่ยนยานยนต์ เป็นแนวโน้มที่มันแตกต่างจากต้นกำเนิดดั้งเดิมของคำว่าวีไอพีอื่นที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดของ ‘บุคคลที่สำคัญมาก’ วีไอพีได้กลายเป็นจัดสรรหลวมของคำชุลมุนในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบที่นอกเหนือไปจากการระบุแบบดั้งเดิมของรถวีไอพี

ประวัติ

การปรับเปลี่ยนสไตล์วีไอพีและประวัติศาสตร์ของพวกเขามักถูกเชื่อมโยงกับยากูซ่า การใช้รถยนต์JDM ที่มีการปรับเปลี่ยนเกี่ยวกับการสร้างรถลีมูซีนพวกอันธพาลสามารถหลีกเลี่ยงการตรวจจับโดยตำรวจและแก๊งคู่แข่งได้

ทั้งนักแข่งรถในโอซาก้า และ Kanto Bōsōzoku (รถจักรยานยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ในญี่ปุ่น) ได้นำรูปแบบต่างๆมาใช้ ผู้ขับขี่บนถนนโอซาก้าหลังจากประสบปัญหาการปราบปรามตำรวจหลายทางที่ทางด่วน Hanshinในช่วงต้นทศวรรษ 1990 หันไปใช้รถเก๋งหลังจากที่ตำรวจได้กำหนดเป้าหมายรถสปอร์ตเพื่อล่องเรือในขณะที่ยังเหลือโหมดไม่ระบุตัวตน แก๊งค์ของโกโตกุได้ใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไปโดยการปรับแต่งรถเก๋งด้วยขดลวดตัดและผ้าพันคอและมักเป็นตัวหนาและเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Yankee Style” ความหมายของสไตล์ของพวกเขาถูกนำมาจากรถแข่ง Super Silhouette ของปี 1970 และ 1980. พวกเขายังขับรถโดยประมาทเช่นการจราจรติดขัดและหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าผ่านทาง เพื่อใช้เลียนแบบคู่หูยากูซ่าพวกเขาใช้รถเก๋งสีดำขนาดใหญ่

ลักษณะ

รถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนสไตล์วีไอพีมักมีลักษณะทั่วไปเช่นล้อปลายสูงที่มีจานมากเกินไป (โดยทั่วไปแล้วจะมีการออกแบบที่กว้าง) ที่มีการชดเชยต่ำที่นั่งอยู่กับรถเก๋ง, ไอเสียที่ติดออกผ่านกันชนหลัง (แม้ว่าจะไม่เน้นมากในวันนี้) bodykit หรือชุดริมฝีปากสีมันวาวและความสูงนั่งลดลง ไม่แปลกที่จะเห็นcamberลบมากในรถยนต์สไตล์วีไอพีจำนวนมาก สีแบบดั้งเดิมของรถสไตล์วีไอพีมักเป็นสีดำขาวสีเทาและสีเงิน การปรากฏตัวของยานพาหนะเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นที่สนใจและเป็นที่สนใจของญี่ปุ่นเนื่องจากการเป็นเจ้าของรถประเภทนี้มีราคาแพงโดยคำนึงถึงภาระ ภาษีประจำปี

รถยนต์

สไตล์วีไอพีรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นรถญี่ปุ่นและยุโรปเช่นนิสสันประธาน , นิสสัน Cima , นิสสันเซดริก , นิสสันกลอเรีย , นิสสัน Fugaที่โตโยต้า Celsior , โตโยต้าเซ็นจูรี่ , โตโยต้าคราวน์ , โตโยต้า Aristo ในฐานะที่เป็นผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์เริ่มทำ VIP เวอร์ชันของตัวเองทุกอย่างจาก minivans เช่นToyota EstimaและHonda Odysseyไปจนถึงรถยนต์ขนาดเล็กเช่นSuzuki CappucinoและToyota bBได้รับการแก้ไขที่คล้ายคลึงกัน ผู้ที่ชื่นชอบในสหรัฐฯใช้USDMเทียบเท่าเช่นเล็กซัส GS , เล็กซัส LS , Infiniti Q45และInfiniti M45

บริษัท มอเตอร์สปอร์ตและหลังการขายImpulยังเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับชุดอุปกรณ์ก่อสร้างสำหรับเจ้าของรถสไตล์วีไอพี

World Rally Car

เราจะพูดถึงการแข่งรถ World Rally Car กันนะครับ

World Rally Car เป็นรถแข่งที่สร้างขึ้นตามข้อกำหนดที่กำหนดโดย FIA ซึ่งเป็นผู้ควบคุมมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกและแข่งขันในการแข่งขันแรลลี่แรลลี่แรลลี่ชิงแชมป์โลก (WRC) อย่างแท้จริง ข้อกำหนดของ WRC ได้รับการแนะนำโดย FIA ในปี 2540

กฎระเบียบ

1997–2010
ระหว่างปีพ. ศ. 2540 ถึงปีพ. ศ. 2553 กฎระเบียบที่กำหนดให้ World Rally Cars ต้องมีขึ้นในรถที่ผลิตโดยมีกำลังการผลิตขั้นต่ำ 2500 คัน สามารถปรับเปลี่ยนจำนวนได้รวมถึงการเพิ่มจำนวนเครื่องยนต์ขึ้นไปถึง 2.0 ลิตรการเหนี่ยวนำบังคับ (รวมทั้งระบบป้องกันการล้าหลัง ) การเพิ่มล้อขับเคลื่อนสี่ล้อการปรับแต่งของชุดเกียร์ตามลำดับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการระงับและจุดยึดการปรับตัวของร่างกายพลศาสตร์ , การลดน้ำหนักลงเหลือน้อยกว่า 1230 กิโลกรัมและการเสริมสร้างแชสซีเพื่อความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความกว้างสูงสุดได้รับการตั้งไว้ที่ 1770 มม. ขณะที่แทร็กด้านหน้าและด้านหลังไม่ควรเกิน 1550 มม.

ซึ่งแตกต่างจากข้อกำหนดสำหรับรถกลุ่ม Aก่อนหน้านี้ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องสร้าง “homologation specials” อีกต่อไปเพื่อให้ได้รับการอนุมัติ โมเดลพื้นฐานไม่จำเป็นต้องมีลักษณะทั้งหมดของรถ WRC ซึ่งเป็นหลักฐานจากรถยนต์เช่นPeugeot 206 , 307 , Citroën XsaraและŠkoda Fabiaซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีการเปลี่ยนแปลงรถถนนกับเครื่องยนต์เบนซินหรือองคาพยพสี่ล้อ ขับรถ หนึ่งในข้อกำหนดคือความยาวขั้นต่ำ 4000 มม. มาตรฐาน Peugeot 206 มีความยาวรวม 3835 มม. และเปอโยต์ต้องผลิตชิ้นส่วนอย่างน้อย 2,500 ชิ้นโดยมีส่วนกันชนแบบขยายเพื่อให้สอดคล้องกับขนาดที่ต้องการ

เพื่อ จำกัด อำนาจรถเหนี่ยวนำบังคับทั้งหมดถูกติดตั้งด้วยข้อ จำกัด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 34 มม. ก่อนเทอร์โบชาร์จเจอร์เข้าออกทำให้การไหลของอากาศลดลงประมาณ 10 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที ข้อ จำกัด นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ จำกัด กำลังการผลิตให้อยู่ที่ 300 แรงม้าแม้ว่าจะมีเครื่องยนต์ของ WRC จำนวนประมาณ 330-340 แรงม้า การพัฒนาเครื่องยนต์ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การส่งออกพลังงานสูงสุด แต่ต่อการผลิตที่กว้างมากpowerband (หรือเส้นโค้งพลังงาน) โดยปกติแล้วกำลังขับเกิน 300 แรงม้าสามารถใช้งานได้จาก 3000 รอบ / นาทีถึง 7500 รอบต่อนาทีสูงสุดโดยมียอดสูงสุด 330-340 แรงม้าที่รอบ 5500 รอบต่อนาที ความเร็วรอบ 2000 รอบต่อนาที (ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ไม่ทำงานในโหมด “เวที”) กำลังขับสูงกว่า 200 แรงม้าเล็กน้อย 2004 โดยรถยนต์ที่ดีที่สุดมีABSควบคุมคลัทช์อิเล็กทรอนิกส์กะพาย , การควบคุมการลากสามความแตกต่างการใช้งาน , สูงนั่งควบคุมที่มีจีพีเอส, กระโปรงอิเล็กทรอนิกส์และการระงับการใช้งาน

สำหรับปี 2548 ความกว้างสูงสุดของรถยนต์ WRC เพิ่มขึ้นจาก 1770 มม. ถึง 1800 มม.

ในความพยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปี 2006 กฎระเบียบใหม่ ๆ ต้องใช้กลไกด้านหน้าและด้านหลังขณะที่ค่ากลางยังคงใช้งานอยู่ ห้ามใช้งานการระงับและการฉีดน้ำ รถยนต์ที่ป้อนโดยผู้ผลิตจะต้องติดตั้งเครื่องยนต์เดียวกันสำหรับสองการชุมนุม นอกจากนี้ยังมีข้อ จำกัด เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนชิ้นส่วนบางส่วนเช่นระบบกันสะเทือนพวงมาลัยเทอร์โบชาร์จเจอร์และกระปุกเกียร์

2011–2016

เริ่มต้นในปี 2011 กฎสำหรับรถยนต์ WRC มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีข้อ จำกัด มากขึ้น ตอนนี้กฎระเบียบได้มาจากรถซูเปอร์ 2000 ที่มีชุดพลศาสตร์ที่แตกต่างกัน รถรุ่นนี้มีขนาดเล็กกว่า (ไม่มีความยาวไม่เกิน 4 เมตร) โดยมีเครื่องยนต์เทอร์โบแบบฉีดขนาด 1600 เซนติเมตร3 สูบขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 33 มิลลิเมตรและแรงดันสูงสุด 2.5 บาร์สัมบูรณ์ (จะ จำกัดแรงบิดให้อยู่ที่ประมาณ 400 Nm หรือน้อยกว่า )

วัสดุที่แปลกใหม่ ( ไทเทเนียม , แมกนีเซียม , เซรามิกส์และคอมโพสิต ) ไม่ได้รับอนุญาตยกเว้นเมื่ออยู่ในรูปแบบฐาน เส้นใยคาร์บอนและเส้นใยอะรามิดถูก จำกัด มาก (“มีเพียงผ้าชั้นเดียวเท่านั้นที่ใช้และติดอยู่กับส่วนที่มองเห็นได้”) ยกเว้นการป้องกันด้านข้างของลำตัวซึ่งอนุญาตให้ใช้เส้นใยอะรามิดหลายชั้นได้

การเปลี่ยนเกียร์ต้องทำด้วยระบบเครื่องกลดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ใช้จอยสติ๊กพาย อย่างไรก็ตามระบบเป็นอีกครั้งที่ได้รับอนุญาตใน2015ไม่มีค่าศูนย์เป็น (ก่อนหน้านี้มันเคยเป็น 3 แตกต่างกับค่าศูนย์ / 3rd รวม) แต่ระเบียบใหม่ให้เฉพาะด้านหน้าและด้านหลังค่าเพลา (ขจัดค่ากลางเพื่อลดค่าใช้จ่าย) และพวกเขา จะต้องเป็นกลโดยไม่มีการควบคุมอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบไฮโดรลิคหรือความหนืด (2006-2010 ค่าศูนย์และก่อนหน้านี้ทั้งสามอาจจะใช้งาน ) น้ำหนักต่ำสุดคือ 1200 กก. ว่างเปล่าและ 1350 กก. พร้อมคนขับและคนขับร่วม (ในทั้งสองกรณีมีเพียงล้ออะไหล่เดียว)

2017

เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 1.6 ลิตรถูกเก็บรักษาไว้ในระเบียบโลกของการชุมนุมปี 2017 แต่เส้นผ่านศูนย์กลางของเทอร์โบเพิ่มขึ้นจาก 33 มม. ถึง 36 มม. เพิ่มกำลังการผลิตเครื่องยนต์จาก 310 แรงม้า (223.7 กิโลวัตต์) เป็น 380 แรงม้า (283.4 กิโลวัตต์) . น้ำหนักรถยนต์ต่ำสุดลดลง 25 กก.

ผู้ผลิตยังได้รับอิสรภาพมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอากาศพลศาสตร์เบรคระบายความร้อนขนาดใหญ่ใน fairings สร้างโค้งล้อขนาดใหญ่ขึ้นและได้รับอนุญาตให้ใช้ระบบควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างกันในขณะที่ส่วนต่างด้านหน้าและด้านหลังยังคงเป็นกลไก

ในขณะที่รถยนต์ World Rally 2011 จะได้รับอนุญาตให้แข่งขันในปีพ. ศ. 2560 รถ World Rally ใหม่จะได้รับอนุญาตให้ใช้กับทีมผู้ผลิตเท่านั้น

รถที่ใช้ในการแข่งส่วนใหญ่


คนที่ชอบรถทรงสปอชลุยๆก็ต้องคิดถึง WRC กันทุกคนใช่มั้ยครับ และนี้คือความเป็นมาของ  World Rally Car

9 ร้านอาหารคาว-หวาน เปิด 24 ชม โดนใจสายยังไม่ได้นอนเลยจะ 10โมงเช้า !!

วันนี้ เราจะมา เผยร้าน อาหาร เหมือนจะลับแต่ไม่ลับ ที่ทีเด็ดนอกจากรสชาติแล้ว คือมันเปิด 24 ชม. !!

เหมาะกับหนุ่มนักเล่นเกมส์ ยามดึก   สาวๆ ที่อกหักอยากหาที่ระบาย ในช่วงกลางคืน

จะมี ร้านไหน และอยู่ที่ไหนบ้าง ถามมาเลยค่าา

 

 

Happy Suki

ดึกๆจะหาสุกี้กินได้ที่ไหน ด้วยราคาบุฟเฟ่ต์สุกี้เพียง 199 บาทต่อท่าน ที่สามารถทานได้ทุกเมนูของทางร้านแบบจัดหนักในเวลา 120 นาที และยังมีติ่มซำที่ราคาเข่งละ 16 บาท เท่านั้น! เคยไปลองทานมาแล้วค่ะคอนเฟิร์มว่าถึงแม้ราคาจะถูกแสนถูกแต่วัตถุดิบ และคุณภาพของอาหารถือว่าดี และประทับใจจนอยากกลับไปทานอีก แถมเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเลยนะ!

         โดยเฉพาะ “หมูซาเต” ของร้านนี้เด็ดจริงที่เนื้อหมูจะนุ่ม แต่ได้รส และกลิ่นของซาเตซึ่งเป็นเครื่องหมักจากประเทศจีน ส่วนหมูสามชั้น และหมูสันคอสไลด์ก็อร่อยเลิศค่ะ รวมไปถึงอาหารทะเลที่ถึงแม้ขนาดจะไม่ใหญ่มากนักแต่รับประกันความสด ทานสุกี้ควบคู่กับติ่มซำ พูดเลยว่าสแว้กแก้ก

ที่อยู่ต้นซอย ประดิษฐ์มนูธรรม15 ถนน ประดิษฐ์มนูธรรม แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

 

 

My café The library

ร้าน My cafe ร้านที่ความพิเศษอยู่ที่ตู้หนังสือขนาดใหญ่ ที่มีให้อ่านได้ฟรีเลยค่ะ แถมที่นั่งก็มามากมายสามรถเลือกมุมได้ใจชอบ

ที่อยู่: สาขา1 : the library นวมินทร์ ซิตี้อเวนิว สาขา2 : the music gallery สี่แยกรัชดา cmyk hotel

 

 

Fu.5 Coffee

 

ร้าน Fu.5 Coffee เป็นการตกแต่งร้านสไตล์โมเดิร์น ให้ดูโปร่ง โล่ง สบายตา โดยการดีไซน์ร้านให้สามารถนั่งได้หลายๆ คน อาหารและเครื่องดื่มที่นี่มีให้เลือกหลากหลายเมนูเลยจ้า ไม่ต้องห่วงว่ามานั่งนานๆ แล้วจะหิวเลย อิอิ ความพิเศษของร้านนี้นอกจากจะเปิดบริการ 24 ชม. แล้วทางร้านยังมีปลั๊กไฟ และ wifi ไว้คอยบริการอีกด้วย

ที่อยู่99 ถนนรัชดาภิเษก แขวง ดินแดง เขต ดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

 

 

ก๋วยเตี๋ยวโกบู้รสซิ่ง

ขาดไม่ได้สำหรับที่นี่ คอดื่มจะค่อนข้างรู้จักเป็นอย่างดี ทีเด็ดที่นี่คือ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ที่ ใส่ไข่ ออนเซ็นเข้าไปด้วยอร่อยเหาะ เลย แถม น้ำซุปที่มี กระเทียมฉึกๆเวลาเข้าปากไปอีก สร่างหายเป็นปลิดดทิ้งแน่นอนนน

 

 

Hollys Coffee

 

ร้าน Holly Coffee เเบรนด์ดังจากประเทศเกาหลี ร้านนี้มีหลายสาขามากๆ ที่สำคัญเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT เลยจ้า บางสาขายังเปิดบริการ 24 ชม. แถมยังมี ฟรี wifi อีกด้วย ร้านนี้มีทั้งของหวานและเครื่องดื่มที่เด่นเห็นจะเป็น บิงซู ของหวานสุดฮิตของใครหลายๆ คนเลย อิอิ

สาขาที่เปิดให้บริการ 24 ชม. ดังนี้

1. สาขา สุขุมวิท ซอย 15 (ระหว่าง ซอย 15-17)

2. สาขา สยามกิตติ์ (ชั้น 1,ทางเข้าศูนย์ฯ)

3. สาขา เดอะ สตรีท รัชดาฯ (ชั้น B,ทางเข้าศูนย์ฯ)

 

 

ถูกและดี Foodland

ร้านถูกและดี มีอยู่ทุกสาขาใน Foodland ทั้งต่างจังหวัด และทั้งในกทม. เลยค่ะซึ่งในกทม. มีทั้งหมด 16 สาขา เลยที่เดียวคือเยอะมากกกกก ร้านถูกและดีเปิดบริการตลอด 24 ชม.บอกได้คำเดียวว่าถูกใจคนนอนดึกอีกแล้วววว หิวเมือไรก็ดิ่งๆ ไปที่ Foodland เลยอิอิ อะ อะ และถ้าคุณไม่ใช่คนนอนดึก   แต่กลับเป็นคนตื่นเช้าละก็ !!! ที่ร้านถูกและดีก็มีบริการอาหารเช้าให้อีกด้วยยยยย เอาเป็นว่าเอาทุกคนเลย อยากกินตอนไหนก้แวะมาได้ สบายยยยย

 

 

ข้าวต้มแปลงนาม 24 น.

ใครชื่นชอบ ข้าวต้ม และแสงสีของเยาวราชแนะนำร้านนี้เลย ทีเด็ดมาก เปิด ตลอด 24 ชม. มีเมนูให้เลือกเยอะมากมายถึง 40 เมนู เหมาะสำหรับ หนุ่มๆสาวๆ ที่ ปาตี้มา หมาด มาทาน อะไรอุ่นๆ อร่อยๆ ได้เลย ขอแนะนำ

ที่อยู่: แถววงเวียน 22 ซอย ไมตรีจิต เข้ามาอยุซ้ายมือ (ปากซอย โรงพิมไทยวัฒนาพานิช) กรุงเทพฯ

 

 

เจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ

สำหรับคอโจ๊ก แนะนำโจ๊กกองปรายเจ๊เกียงที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ยังคงความอร่อยได้ แบบไม่มี ลด ร้านนี้ก็เป็นอีกร้านที่เปิด 24 แถมที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องหมูเด้ง ที่อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกก และยังมี เครื่องเคียง ที่เติมได้แบบไม่อั้นอีก แนะนำ

ที่อยู่เลขที่ 114/6 ถนนโชคชัย 4

 

 

Think Thank

ร้าน Think Tank เป็นร้านที่เปิดบริการ 24ชม. อีกหนึ่งร้านที่มีความกว้างขวางสามารถรองรับลูกค้าได้เกือบ 200 คน และทุกโต๊ะมีปลั้ก และ wifi ทั้งร้าน นั่งชิลคิดงานได้ทั้งวันทั้งคืน ส่วนอาหารที่นี่ก็ขอบอกเลยว่าเด็ดมากก และยังมีอาหารเช้าบริการ ส่วนราคาก็เข้าได้กับทุกคน

ที่อยู่ถนนนางลิ้นจี่ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ (ตรงข้าม ม.ราชมงคล

 

9 คำศัพท์ BNK48 ที่โอตะหน้าใหม่หน้าเก่าต้องรู้!!

ชั่วโมงนี้ไม่มีใครสามารถหยุดความร้อนแรงของเกิลส์กรุ๊ปญี่ปุ่น สัญชาติไทย อย่าง BNK48 ไปได้ด้วยเอกลักษณ์ความน่ารักเฉพาะตัวของน้องๆแต่ละคนทำให้เกิดแฟนคลับหรือที่เรียกว่า โอตะ ผุดขึ้นมายังกับดอกเห็ด แต่จะมีคำศัพท์ที่เกี่ยวกับ BNK48 ที่โอตะทุกคนต้องรู้และเข้าใจกับมันจะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย!!

1. โอชิเมม หรือโอชิ เป็นคำศัพท์ที่ใช้ในการบ่งบอกที่ความปลื้มชื่นชมในเมมเบอร์คนนั้นๆ ซึ่งสามารถมีกี่คนก็ได้ จะพูดคำว่าโอชิ ตามด้วยชื่อ ของเมมที่เราสนับสนุนอยู่ เช่น โอชิเฌอปราง

2. คามิโอชิ ใช้เรียก สมาชิกที่เป็นเบอร์หนึ่งในหมู่โอชิและสามารถมี คามิโอชิ ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น เช่น คามิโอชิของเรา คือ มิวสิค

3. ตันโอชิ ใช้ในกรณีเรียกเมมเบอร์คนเดียวเพียงคนเดียวในวง ที่รักคนเดียวไม่มีชื่นชอบในคนอื่นเช่น ชั้นตันโอชิ เฌอปราง คือชั้นสนับสนุนเฌอปราง และชื่นชอบเพียงคนเดียว

4. DD  เป็นคำที่ใช้เมื่อเราชอบเมมเมอร์เยอะมากๆ หรือจะเรียกว่า รักทั้งวงเลยก็ได้

5. เซ็มบัตสึ ในแต่ละซิงเกิ้ลนั้นจะมีการเลือกเมมเบอร์เพื่อออกเมมเบอร์เพียง 16 คน ซึ่งคือเซ็มบัตสึนั่นเอง ส่วนคนที่ติดจะได้ร้องเพลงอื่นๆ ในซิงเกิ้ลนั้นแทน

6. เซ็นเตอร์ ตำแหน่งเป็นตำแหน่งที่เด่นที่สุดของแต่ละซิงเกิ้ล ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งเซ็นเตอร์ คู่และเดี่ยว ขึ้นอยู่กับการประกาศของทางบริษัท

7.เคงคิวเซย์  คือเป็นสมาชิกที่เป็นเด็กฝึกหัดของวงและกำลังพัฒนาเพื่อให้เข้ากับวงหลัก และจะได้ชื่อ่ว่าเป็นสมาชิกอย่างเต็มตัว

8.โอชิเฮน เป็นการเลิกชอบเมมเบอร์อีกคนแล้วไปชอบ เมมเบอร์อีกคนแทน

9.โดนตก คือการได้พบการกระทำน่ารักๆ ของเมมเบอร์ จนทำให้เรารู้สึกชื่นชอบ นั่นเอง

 

9 อันดับ ฮีโร่ ROV น่าเล่น ประจำ SEASONS 8

เรามาจัดอันดับ 9 ฮีโร่ที่เหมาะกับการเล่น โหมดจัดอันดับ ในซีซั่นใหม่นี้กันดีกว่าว่ามีอะไรน่าเล่นบ้าง  เรามาดูกันเลย

9.Maloch

เจ้าเก่าหน้าเดิม ที่คุณภาพถึงจะโดนเนิฟไปบ้าง แต่ยังมีประโยชน์ในเกมส์ทุกระดับอยู่ มันเป็นฮีโร่เอนกประสงค์ที่เป็นได้ทั้งกึ่งแท้ง ดาเมจ และสกิลยังสามารถเคลียครีบได้ไวอีกด้วย

8.Gilldur

คุณลุงปาทองของเขา แพตท์นี้เค้าได้รับการบัฟขึ้นมาในเรื่องสเตตัสและ เกราะพิเศษ ที่เพิ่มเข้ามาเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้เล่นระดับสูงนำลุงมาเล่นได้หลายมิติมาก นอกจาก เลนกลาง มันสามารถโมดิฟายตัวเองเป็นแท็งค์ ที่ เข้าออกไวและมีสกิล CC  ครบครัน

7.Chaugnar

ช้างยังเป็นฮีโร่ที่ซัฟพอร์ตครอบคลุมเหมือนเดิม เป็นPick แบนแรกๆ ในทัวนาเมนต์มันเป็นตัวละครยืดหยุ่นสูงสามารถแปลงตัวเองเป็นได้ทั้งแท็งค์ซัฟพอร์ต และแท็งค์ดาเมจ และอันติที่ล้างสถานะให้กับมันและเพื่อนร่วมทีม มันทำให้ทีมได้เปรียบมากขึ้น

6.Natalya

ฮีโร่ดาเมจเวท ที่มีพลังทำลายล้างสูงมากโดยมีเงื่อนไขในการใช้พอประมาณแต่ในระดับสูง มันฮีโร่ที่เคลียครีบเลนได้เป็นอย่างดี และเวทเต็มคอมโบของเธอคนนี้ สามารถละลายแท้งได้ในไม่กี่วินาที

5.Jinna

ฮีโร่ร้อนแรงประจำแพทต์นี้ของสายเวท ที่บัฟเพิ่มขึ้นมาทำให้อันติ ของเขาทำให้ตัวถึกขึ้นและเพื่มความเร็วเพื่อคลุกวงในศัตรู เพื่อสร้างความเสียหายในรูปแบบกลุ่มได้เป็นอย่างดี

4.Valhein

ฮีโร่ที่คนส่วนมากดูถูกในสมัยก่อน มันถูกบัฟและผู้เล่นระดับสูงมาศึกษาตัวละครนี้จริงๆจัง จนแปลงสภาพตัวเองมาเป็นสายไฮบริด ที่ป่วนด้วยเวทมนต์และทำดาเมจกายภาพได้พร้อมกัน

3.Slimz

ยังคงร้อนแรงมาจากแพทต์ที่แล้ว ยังเป็นฮีโร่ละลายแท้งและ พริ้วไหวเหมือนเดิม แต่ต้องใช้การเข้าใจและการยืนที่ค่อนข้างชำนาญจึงจะดึงความสามารถของกระต่ายน้อยตัวนี้ได้อย่างเต็มที่

2.Marja

ฮีโร่น้องใหม่ได้ไม่นานที่มีสกิลในการหลบ ทุกอย่างได้ และสร้างดาเมจแบบ Per. Sec และยังมีความถึกมากกว่าเมจทั่วไปจึงนำมาดัดแปลงเป็น ออฟเลนกึ่งแท็งค์ที่ยืนเลนแข็งมากๆ

1.Aleister

เมจเจ้าแห่งการ CC ที่เพิ่มบัฟสกิลที่อันติของเขาจะสามารถล๊อคได้โดยไม่มีอะไรมาขัดขวางเขาได้ และรวมถึงสกิลเดิมๆของเขา ทำให้สามารถเป็นตัวที่สามารถโซนได้ แทบจะดีที่สุดในเกมส์นี้เลยดีเดียว

 

9 อันดับ Sneaker ที่แพงที่สุด ปี 2018 รอบแรก!!

ปัจจุบันตลาดค้าขาย Sneaker มีหลากหลายและการแข่งขันสูงมาก และกระแสตอบรับดีมากด้วยรูปลักษณ์และ ประวัติเรื่องราวของรองเท้าแต่ละคู่ทำให้มีความหมายและเรื่องราคาจะตามมาเป็นเงาตามตัว เรามาดูกัน ตอนนี้ มีรองเท้าคู่ไหนที่ราคาร้อนแรงที่สุด ในช่วง ครึ่งปีแรก บ้าง

9.Adidas Futurecraft 4D

รองเท้าวิ่งกึ่งแฟชั่น รุ่นใหม่ของ Adidas ที่ใช้วัสดุ และเทคโนโลยีรุ่นใหม่ ตอนออกมาเรียกเสียงว้าวให้กับ Sneaker Head ได้ทั่วทุ่งเลยทีเดียว ราคา ตอนนี้ ตกประมาณ 1200 เหรียญ

 

8.Air Jordan III “Seoul”

ประเทศเกาหลี ได้มีการจัด โอลิมปิค winter  และได้ทำการใช้โมเดล รองเท้า Air jordan และใช้แรงบัลดาลใจ ของธงชาติเกาหลีที่นำมาลงละลงตัวมาก แถมยังปล่อยออกมาเพียงนิดเดียวทำให้ ราคากระโดดพุ่งไปสูงมาก ราคา Resaleตอนนี้  ไปถึง 1400 เหรียญ

7.Balenciaga Triple S “White”

แบรนไฮเอนด์ ที่เป็นต้นกำเนิดของรองเท้าแนว DAD Shoes เป็นโมเดลต้นแบบที่ทำให้ หลายๆ แบรนด์เริ่มนำมาทำตาม ราคาตอนนี้ 1500 เหรียญ

6.Mr Porter x Balenciaga Triple S

อีกตัวหนึ่งของโมเดลนี้ คือ การจับมือร่วมกันระหว่าง Mrporter  ในโมเดล Triple S สุดยอดฮิต จนราคา Resale ตอนนี้ ขยับมาถึง 1700 เหรียญ

5.Nike Kyrie 3 “Ray Gun”

เป็นการจับมือกันระหว่าง ไนกี้และนักบาสชื่อดัง Kyrie Irving’s โดยมีชื่อว่า “Ray Gun”

ซึ่งราคาตอนปล่อยออกมานั้นแค่ 120 เหรียญ แต่ตอนนี้มันทะยานสูงถึง 1750 เหรียญเลยทีเดียว

4.Off-White x Air Jordan 1

ไม่พูดถึงคงไม่ได้สำหรับ Air jordan 1 รุ่นยอดฮิตตลอดกาล ที่ ร่วม คอลแลบกับ ดีไซเนอร์ ร้อนแรงที่สุดแห่งยุค Virgil Abloh ซึ่งชื่อนี้ การันความ Hype ได้เป็นอย่างดี

ราคาตอนนี้ พุ่งสู่ 1800 เหรียญไปแล้ว

3.Y-3 Runner 4D

โมเดลใหม่กับ Y-3 Runner 4D ซึ่งใช้เทคโนโลยี uber-limited ซึ่งทำออกมาเพียง 200 คู่บนโลก ซึ่งมีการ Run Number ทุกคู่ Retail price 535$ แต่ราคา Resale price สูงถึง 1870$

2.N*E*R*D x Adidas Pharrell Hu NMD Trail “Homecoming”

ในโมเดล Hu NMD Trail กับ Pharrell ได้ทำร่วมกับ N.E.R.D และซึ่งปล่อยในร้านของ Pusha T’s Creme  เท่านั้น ราคาจึงขึ้นสูงไปมากกว่า 2000$

1. Nike Back to the Future   อันนี้ส่วนตัวแอดเอง อิอิ สำหรับตัวนี้ คือ  Nike Back to the Future ที่ไนกี้สานฝันคนดูหนังเรื่องดัง ได้สัมผัสกับของจริงที่คิดว่าจะมีแต่ในหนังออกมาแล้ว โดย ราคานิทะลุ ปรอทแตก แต่รายได้ จะทำการ บริจาคช่วยเหลือ ผู้ป่วย จนราคา เจ้านี่พุ่งไปสูง ถึง 8000 เหรียญ ไปแล้ว

 

9 สุดยอดผลงานของ กราฟฟิตี้ เบอร์หนึ่งของโลก Banksy

Banksy ศิลปินกราฟฟิตี้ เบอร์หนึ่งของโลก ไม่เคยเห็นหน้าที่แท้จริงของเขา และผลงานของเขา ดาราหรือเซเลบิตี้ชื่อดังหลายคนบนโลก ต่างแย่งชิงผลงานศิลปะของเขา วันนี้เรามาเปิด 9 สุดยอดผลงานของ Banksy ว่ามีอะไรบ้าง

9. Sweep it Under the Carpet – London

ผลงานจิกกัดคนที่ได้รับการตอบรับชิ้นแรกๆ ของ Banksy มันได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ผลงานศิลปะชิ้นนี้สะท้อนถึงจิตใจมนุษย์ ที่ทำอะไรก็ช่างมัน เก็บเข้าพรมไปก่อน

8.Bomb Hugger – London

ผลงานชิ้นนี้สะท้อนถึงสงครามและการก่อการร้าย ที่ Banksy ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ในผลงานหลายๆชิ้น

7.Napalm Girl

อีกหนึ่งผลงานที่สะท้อนเรื่องสงครามเวียดนาม ที่ใช้ แบรนด์ของอเมริก จิกกัดโดยมีภาพสาวชาวเวียดนามที่เป็นรูปภาพที่ดีที่สุดในโลกในปี 2007

6.Think Tank (Blur Album Cover Art)

นิอาจจะเป็นผลงานชิ้นแรกของ Banksy ที่ทำให้โลกเวิดล์ไวด์ โดยเป็นภาพปกอั้ลบั้มวงร๊อค อัลเทอร์เนทีฟชื่อดังของ อังกฤษ Blur ในปี 1995

5.Death of a Telephone Box – London

เป็นการสะท้อนความเปลี่ยนแปลงในสังคม ที่โทรศัพท์มือถือเข้ามา มันคือการฆาตกรรม เทคโนโลยีรุ่นเก่าอย่างแท้จริง

4.Mona Lisa Showing Her Backside

ล้อเลียนรูปภาพ โมนาลิซ่า รูปภาพชื่อดังที่เป็นรูปหญิงสาวที่ใบหน้าและรอยยิ้มลึกลับที่สุดในโลก

3.Twin Towers – New York

ภาพรำลึกและเสียดสี เหตุการ์ณ 11 กันยา ที่เป็นเหตุการ์ณที่คนทั้งโลกเสียใจและไม่มีวันลืมเลือน

2.Israeli & Palestinian Pillow Fight – West Bank

เสียดสีและสะท้อนถึงสงคราม ของอิสราเอลและปราเลสไตล์ ที่มีเส้นกั้นสงครามที่ร้ายแรงเพียงแค่กำแพงกั้น

1.Rage, Flower Thrower – Jerusalem

ผลงานที่เป็นที่สุดของ Banksy ที่สะท้อนถึงความเป็นโลกตอนนี้ ที่ ควรจะเปลี่ยนเรื่องราวเลวร้ายให้กลายเป็นแค่ดอกไม้ให้แก่กัน โลกนี้ก็ดีขึ้น

 

9 เบื้องหลังในวงการฮอลลีวู้ด ที่น่ารักกุ๊บกิ๊บที่คุณไม่รู้

วงการหนังฮอลลีวู้ดมีการเติบโตสูงมากขึ้นเรื่อยๆ และสายตาทุกคู่บนโลกจะคอยจับตาดูวงการนี้อย่างเหนียวแน่นแต่จะมีใครรู้ไหมว่า ในหนังหลายๆเรื่องมีเบื้องหลังชวนอมยิ้มอยู่และคุณอาจจะไม่สังเกตุเลยวันนี้เราจะทำ ตัวอย่างมาให้ทุกคนชมกัน

1. สตีเวน ฮอฟกิ้น อนุญาติให้ทางทีมงานผู้สร้างหนัง The theory of everthing ใช้เสียงของเขา วิทยานิพนธ์ของเขา และ เหรียญแห่งอิสรภาพของเขาที่ได้รับจากประธานาธิปดี นำไปใช้ในภาพยนต์ซึ่งต่อมาเขา ได้เขียนจดหมายถึงผู้กำกับว่า เขารู้สึกทึ่งในการแสดงของ เอ็ดดี้ เรดเมย์น์ จนรู้สึกว่า เขากำลังดูตัวเขาเองอยู่ในหนังเรื่องนี้

2.หนังเรื่อง Pursuit of Happyness ซึ่งเป็นหนังที่อิงเรื่องของจริง ของ คริส การ์ดเนอร์ พระเจ้าแห่งการเล่นหุ้นและ ในหนังเราจะได้เห็น การ์ดเนอร์ ตัวจริงเสียงจริง โดยจะเป็นฉาก ที่การ์ดเนอร์ในหนังกำลังหันไปมอง การ์ดเนอร์ตัวจริงอยู่

3.Titanic ช่วงเวลาของภาพยนต์เรื่องนี้คือ 2 ชั่วโมง 47 นาที คือระยะเวลาที่เรือไทนานิกจมลงหลังประทะกับภูเขาน้ำแข็ง จริงๆ และช่วงเวลา 37 วินาที ที่มีการเตือนก่อนที่จะชนภูเขาน้ำแข็ง ก็เป็นช่วงเวลาของจริงเช่นกัน

4.มีพาหนะ ที่เรียกว่ารถ จำนวน 270 คัน ถูกทำลายไปในการ ถ่ายทำภาพยนต์ The Fast the Furious ภาคที่ 7

5.คริสโตเฟอร์ วัลเคน ผู้รับบท Horseman ในหนังเรื่อง Sleepy Hollow ช่วงปี 1999 เขาไม่ได้รับค่าตัวในหนังเรื่องนี้เลย เพราะ ตัวเขาแค่ต้องการร่วมงาน กับ ทิม เบอร์ตัน เท่านั้น

6.ในหนังเรื่อง Iron man 2 จะมีฉากนึง ที่โทนี่ สตาร์ก ได้พบกับ ลีอนน มัสก์ ที่ร้านอาหารด้วย

7.หนังเรื่อง I am Legend  วิล สมิธ เข้าฉากกับเจ้าตูบ 4 ขา เกือบตลอดทั้งเรื่อง จนถึงขนาดว่าเขาต้องการจะซื้อสุนัขตัวนั้นจริงๆ แต่เขาไม่สามารถ โน้มน้าวกับ เจ้าของสุนัขได้

8.โยดา สุดยอดเจได ของ Star wars เป็นการสร้างโดยใช้ในหน้าของ สจรวร์ต ฟรีบอร์น ผู้สร้างและใบหน้าของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสัตร ชื่อดังมาผสมกัน

9.ในเรื่อง The pantom of the opera ทางทีมงานประสบความล้มเหลว ในการสร้างหุ่นที่เหมือนคริสติน ที่รับผท โดย เอมมี่ รอสซัม นักแสดงสาวเลยแก้ปัญหาด้วยการ แสดงเป็นหุ่นซะเอง

 

9 สิ่งที่คุณขอได้ฟรี บนเครื่องบินที่คุณอาจไม่รู้

 

มาดู 9 สิ่งที่คุณขอได้ฟรี บนเครื่องบิน ความลับที่แอร์โฮสเตสไม่เคยบอก และเชื่อว่านักเดินทางหลายคนก็ไม่เคยรู้ ว่าเพียงแค่เอ่ยปากขอ คุณก็จะได้รับสิทธิ์นั้น!

อย่างไรก็ตามแต่ สิทธิ์ประโยชน์ต่างๆ เหล่านี้ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยประกอบด้วย ทั้งสายการบิน ระดับของสายการบิน (โลว์คอส หรือ ฟูลเซอร์วิส) และชั้นโดยสาร

 

1. ขอยาสามัญ หรืออุปกรณ์ทำแผล

ถ้ามีอาการปวดหัว ปวดท้อง เมาเครื่อง หรืออาการอื่นๆ ที่ไม่รุนแรงจนเกินไป คุณสามารถขอยากับพนักต้อนรับบนเครื่องบินได้ และหากผู้โดยสารเกิดอุบัติเหตุเล็กๆ น้อยๆ พนักงานทุกคนก็พร้อมที่จะช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้น มีทั้งพลาสเตอร์ปิดแผล ผ้าพันแผล ฉะนั้นอย่ากลัวที่จะเอ่ยปากขอ

2. ขอเค้กวันเกิด

ปัจจุบัน สายการบินเอมิเรตส์ และสิงคโปร์แอร์ไลน์ มีบริการให้คุณสั่งเค้กเนื่องในวันพิเศษต่างๆ ได้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นวันเกิด วันครบรอบ แสดงความยินดี ฯลฯ แต่ต้องแจ้งทางสายการบินให้ทราบก่อนอย่างน้อย 24 ชั่วโมง

3. ขอเติมน้ำดื่มใส่ขวด

นี่ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คุณขอได้ฟรีบนเครื่องบิน ถ้าคุณพกขวดเปล่ามาเอง และอยากเติมน้ำ พนักงานก็ยินดีให้บริการ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสายการบินด้วย สายการบินโลว์คอสอาจทำไม่ได้

4. ขอเปลี่ยนที่นั่ง

สามารถย้ายที่นั่งไปนั่งข้างเพื่อน ครอบครัว หรือคู่รักของคุณ ถ้าที่นั่งตรงนั้นว่าง และสามารถขอสลับที่นั่งกับผู้โดยสารท่านอื่น โดยให้พนักงานช่วยประสานงานให้

5. ขออาหารเพิ่ม

ตามปกติถ้าเดินทางไกล สายการบินจะจัดเตรียมอาหารไว้ให้อยู่แล้ว แต่ในกรณีที่เราไม่อิ่ม มั่นใจเถอะว่าเราสามารถขอเบิ้ลได้ ถ้าเที่ยวบินนั้นมีผู้โดยสารไม่ขอรับอาหาร และบางสายการบิน ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นฟูลเซอร์วิส เราสามารถขอขนมถุง โค้ก กาแฟ ช็อคโกแลตร้อน หรือน้ำผลไม้ ได้เช่นกัน

6. ขอผ้าเช็ดทำความสะอาดฆ่าเชื้อ

พนักพิง ที่วางแขน ถาดอาหาร และทุกๆ ส่วนบริเวณที่นั่งของเราที่ต้องสัมผัส ถ้าเห็นว่าสกปรก เราสามารถขอผ้าเช็ดทำความสะอาดได้

7. ขอเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์

สายการบินฟูลเซอร์วิสแทบทุุกสาย มีไวน์เสิร์ฟให้คุณฟรี ไม่ว่าคุณจะนั่งชั้นประหยัด หรือเฟิร์สคลาส บินในประเทศ หรือต่างประเทศก็ตาม เพียงแต่คุณต้องขอเท่านั้น

8. ขอแพทย์

ถ้ามีอาการเจ็บป่วยรุนแรง หรือเกิดเหตุฉุกเฉินไม่คาดคิด ระหว่างการเดินทาง เราสามารถขอความช่วยเหลือจากผู้โดยสารที่เป็นแพทย์ได้ ซึ่งบางทีแอร์ฯ ก็เป็นคนประกาศหาแพทย์ให้ค่ะ

9. ขอผ้าเช็ดทำความสะอาดฆ่าเชื้อ

พนักพิง ที่วางแขน ถาดอาหาร และทุกๆ ส่วนบริเวณที่นั่งของเราที่ต้องสัมผัส ถ้าเห็นว่าสกปรก เราสามารถขอผ้าเช็ดทำความสะอาดได้

 

9 สิ่งที่ผู้ชายไม่ควรทำตอนมีเซ็กส์

เพศสัมพันธ์ที่ดีต้องแฮปปี้และลงตัวกันทั้งสองฝ่าย แต่ส่วนใหญ่ผู้ชายจะเป็นฝ่ายเดินเกม แล้วมักทำอะไรผิดพลาดให้แฟนสาวไม่พอใจอยู่เสมอ บางคู่ทะเลาะกันหนักถึงขั้นเลิกรากันเลยก็มี ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้นกับตัวเอง มาดูกันว่าอะไรบ้างที่หนุ่ม ๆ ไม่ควรทำขณะโยกอยู่บนเตียง

1. รีบเล้าโลม

เข้าใจว่านาทีนั้นข้างในมันร้อนรุ่มจนไม่อยากลีลาให้มากความ แต่อยากให้รู้ไว้ว่ามันคือความปรารถนาของผู้หญิงและรอคอยให้คุณมาเล้าโลมเธออยู่ การข้ามขั้นตอนอาจทำให้พวกเธอไม่แฮปปี้ได้ ดังนั้นหนุ่ม ๆ ควรทุ่มเทเวลาให้ตรงนี้อย่างน้อย 10-15 นาที ปูทางให้ครบทุกอย่างที่สาว ๆ ชอบ ทั้งบีบนวด ลูบไล้ พูดกระตุ้น ซึ่งพวกนี้จะช่วยสร้างความกระปรี้กระเปร่าให้อีกฝ่ายด้วย

2.เล่นเงียบ ๆ

พอเริ่มเกมผู้ชายส่วนใหญ่มักจะเงียบขรึมในระหว่างการทำภารกิจ ในใจคุณอาจไม่คิดอะไรมาก แต่สำหรับสาว ๆ พวกเธอจะรู้สึกแปลก และเกิดความสงสัยว่าเธอทำให้คุณไม่ฟินหรือเปล่า ทางที่ดีหนุ่ม ๆ ควรส่งสัญญาณออกมาบ้าง ไม่จำเป็นต้องเว่อร์วังเกินความจริง แค่ปล่อยเสียงครวญครางเบา ๆ บ้างเป็นบางครั้ง แสดงให้คู่นอนทราบว่าคุณกำลังเพลิดเพลินกับการตีป้อมอยู่

3. มุ่งหน้าเข้าเส้นชัย

 ปล่อยเงียบอย่างเดียวไม่พอ หนุ่ม ๆ มักติดนิสัยเหยียบคันเร่งเดินเครื่องเต็มกำลัง มุ่งหน้าเข้าเส้นชัยโดยเร็ว ซึ่งมันอาจเป็นความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมสำหรับผู้ชาย แต่หารู้ไม่ว่าฝ่ายหญิงทั้งกดดันและเหมือนถูกบังคับให้เสร็จตามไปด้วย เพียงแค่เธอไม่อยากขัดจังหวะคุณเท่านั้นเอง หันมาค่อย ๆ สนุกร่วมกันดีกว่า แล้วปล่อยจบในช่วงเวลาที่เหมาะสม จะได้ฟินกันทั้งสองฝ่าย

4. มองข้ามความต้องการอีกฝ่าย

อย่ากลัวที่จะเอ่ยปากถามว่า จังหวะนี้รู้สึกอย่างไร ? หรือ ต้องการอะไรที่แตกต่างจากเดิมไหม ? เพราะบางทีพวกเธออาจคิดไม่ตรงกับคุณอยู่ก็ได้ หากละเลยจุดนี้อาจทำให้ฝ่ายหญิงเสร็จแต่ไม่สุด ทางที่ดีหมั่นสังเกตการตอบสนองของอีกฝ่ายเป็นประจำ ลองปรับจังหวะ เปลี่ยนท่า เติมความหลากหลาย หรือให้เธอเป็นฝ่ายบุกบ้าง ผลัดกันห้ำหั่นก็เป็นอะไรที่ไม่เลวเหมือนกัน

5. ไม่ใส่ใจกับการถอด

 หนุ่ม ๆ เคยรู้กันหรือเปล่าว่าผู้หญิงส่วนใหญ่ลงทุนซื้อชุดชั้นในราคาแพง เพื่อให้คุณรู้สึกตื่นเต้น ประทับใจ และคงไม่มีอะไรเลวร้ายไปกว่าผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอทำเมินเฉยใส่มัน หรือไร้ทักษะในการถอด กระตุกแล้วเขวี้ยงทิ้งแบบไม่ไยดี ซึ่งทำให้พวกเธอหมดสนุกไปโดยปริยาย เรื่องนี้ไม่ซับซ้อนเลย เพียงแค่คุณค่อย ๆ ถอดมันออกช้า ๆ เล่นกับมันสักเล็กน้อย หรือลองเปลี่ยนไปใช้ปากแทนก็ได้ เชื่อไหมว่าหลังถอดเสร็จพวกเธอจะร้อนแรงขึ้น 10 เท่า

6.ไม่เป็นมิตรกับจุดซ่อนเร้น

ผู้หญิงเกือบทุกคนชอบการกระตุ้นบริเวณจุดซ่อนเร้น หนุ่ม ๆ สามารถ สัมผัส ลูบไล้ ได้หมดทุกส่วนระหว่างขึ้นสังเวียน เพียงแต่อย่าถือโอกาสนั้นเล่นรุนแรงกับเธอเด็ดขาด โปรดจำไว้เลยว่าอวัยวะเพศหญิงอ่อนโยนและไวต่อความรู้สึกมาก ดังนั้นยิ่งเล่นแรงเท่าไหร่ ยิ่งอันตรายและเจ็บปวดมากเท่านั้น เลิกซะนิสัยแบบนี้

7.เผลอพูดจาไม่เข้าหู

ในช่วงเวลาปกติคนเป็นแฟนกันก็มักจะพูดจาหยอกล้อ แซวกันขำ ๆ บ้างเป็นเรื่องธรรมดา แต่ระหว่างโยกเยกอยู่บนเตียงให้ระวังคำพูดเหล่านี้เอาไว้ซะ ลองนึกภาพตาม คนกำลังฟินมีความสุข อยู่ดี ๆ ก็พูดแทงใจดำกันซะอย่างนั้น เจอแบบนี้เป็นใครก็หมดอารมณ์ เปลี่ยนมาพูดชมเชยจุดเด่นของเธอกันดีกว่า รับรองหลังจากนี้เตียงโยกแรงขึ้นกว่าเดิมแน่นอน

8.ขาดการพัฒนา

ช่วงข้าวใหม่ปลามัน อะไร ๆ ก็ดีต่อใจไปหมด ลองผ่านช่วงโปรไปสักพักแล้วยังใช้แต่ท่าเซ็กส์ เดิมซ้ำ ๆ ดูสิ จะรู้เลยว่ามันเป็นอะไรที่น่าเบื่อมาก ๆ และอาจส่งผลให้ฝ่ายหญิงไม่ถึงจุดสุดยอดอีกด้วย มันคือการบ้านของผู้ชายที่ต้องพัฒนาให้การฟาดฟันกลับมาตื่นเต้นและสดใหม่อยู่เสมอ แนะนำให้เปิดตำราหาท่าใหม่ ๆ มาลองบ้าง ย้ายสถานที่สักนิด เพิ่มอุปกรณ์สักหน่อย ถ้าฝ่ายหญิงติดใจบอกเลยไม่ได้พักทั้งอาทิตย์แน่ ๆ

9.ลืมเสิร์ฟของหวานปิดท้าย

เหงื่อแตกแล้วแยกย้ายกันอาบน้ำ เป็นการกระทำที่เห็นแก่ตัวมาก ๆ ในสายตาผู้หญิง ! จำให้ขึ้นใจเลยว่าสาว ๆ อยากเห็นคุณแฮปปี้ที่ได้ร่วมบรรเลงเพลงรักด้วยกัน ไม่ใช่เสพสุขอยู่คนเดียว กินเสร็จก็สะบัดก้นเดินหนีไป พวกเธอยอมสนองความต้องการของคุณแล้ว ก็ควรได้รับความรู้สึกดี ๆ ตอบแทนบ้าง หลังพ้นจุดสุดยอดก็จ้องตากับเธอสักหน่อย พูดจาหวาน ๆ กอดแน่น ๆ สักพัก แล้วคุณจะเข้าใจเองว่ามันสำคัญมากแค่ไหน

ทั้งหมดอาจเป็นเรื่องเล็ก ๆ สำหรับผู้ชายอย่างเรา แต่มันมีผลต่อฝ่ายหญิงมาก ๆ รีบเช็กเลยครับว่าตัวเองทำข้อห้ามเหล่านี้อยู่หรือเปล่า แล้วก็ปรับเปลี่ยนซะก่อนทุกอย่างจะสายเกินไปครับ

 

9 ผลไม้ ไหว้แล้วรวย

 

1.แอปเปิล เป็นผลไม้ที่เชื่อกันว่าจะปัดเป่าโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ออกไปให้พ้น และส่งผลให้ร่างกายมีสุขภาพพลานามัยที่สมบูรณ์แข็งแรง

 

2.องุ่น เป็นผลไม้ที่เชื่อกันว่าจะช่วยให้มีความเจริญก้าวหน้าทั้งหน้าที่การงานและครอบครัว

 

3.ส้ม เป็นผลไม้ที่คนไทยเชื้อสายจีนคุ้นเคยเป็นอย่างดี เพราะว่าส้มในภาษาจีนแต้จิ๋วเรียกว่า “ไต้กิก” แปลว่า เฮงๆ รวยๆ ดังนั้นส้มจึงเป็นผลไม้มงคลที่ถือว่า “ต้องมี” เป็นส่วนประกอบหลักในการบูชากราบไหว้เจ้า ไหว้พระ ในเทศกาลเช่น วันตรุษจีน วันสารท วันแซยิด และพิธีกรรมทางศาสนาต่างๆ

 

4.ทับทิม ผลไม้มงคลที่คนจีนเรียกว่า “เจี๊ยวลิ้ว” เชื่อกันว่าจะทำให้ครอบครัวอบอุ่น รักกันกลมเกลียว ไม่มีเรื่องขัดแย้งบาดหมางกัน

 

5.สาลี่ เป็นผลไม้มงคลที่คนจีนเชื่อว่าจะทำให้มีโชคลาภและพบเจอเรื่องดีๆ

 

6.กล้วย ด้วยลักษณะของผลไม้มงคลชนิดนี้ที่เป็นแบบหวีหรือเครือเกาะกลุ่มกันมาเป็นจำนวนมาก แถมเป็นผลไม้ที่สามารถแตกหน่อออกไปเรื่อยๆ ผู้คนจึงเชื่อว่า กล้วยจะช่วยทำให้มีบริวารที่ดี มีบุตรสืบสกุลต่อกันไปเรื่อยๆ

 

7.พลับ นั้นมีความหมายแฝงว่า แน่วแน่ จิตใจหนักแน่น พลับเลยถูกนำมาใช้บูชาไหว้พระ เพื่อเป็นสื่อขอพรให้พ้นอุปสรรคต่างๆนานาได้อย่างราบรื่น

8. ลิ้นจี่  เป็นผลไม้ชั้นสูงที่มักใช้ในงานต่างๆของขุนนางชั้นสูงตั้งแต่โบราณ ลิ้นจี่เป็นผลไม้มงคลที่มีสีแดงสด ซึ่งในวัฒนธรรมของคนจีน สีแดงเป็นสีแห่งความเป็นสิริมงคล

 

9.สับปะรด มีรูปลักษณ์ที่คล้ายๆดวงตารอบตัว คนจึงเชื่อกันว่าผลไม้มงคลชนิดนี้จะช่วยให้เกิดความรอบคอบ รอบรู้ มองกาลไกล

นี่คือ ผลไม้มงคล เป็นเหล่าผลไม้ที่เหมาะสำหรับ ไหว้เจ้า สิ่งศักดิ์สิทธิ์ และทำพิธีมงคล

9 ผลไม้มงคล แค่นึงชื่อและซื้อผลไม้เหล่านี้ ก็ได้รับโชค 2 ชั้นแล้ว เพราะว่าผลไม้เหล่านี้ไม่เพียงแต่จะมีความหมายที่ดีเลิศ แต่ยังมีรสชาติที่อร่อยถูกปากคนไทย ซื้อไปได้ทั้งโชคลาภและความอร่อย

9 ร้านของหวาน เปิด 24 ชม !!

วันนี้ เราจะมา เผยร้าน อาหาร เหมือนจะลับแต่ไม่ลับ ที่ทีเด็ดนอกจากรสชาติแล้ว คือมันเปิด 24 ชม. !!

เหมาะกับหนุ่มนักเล่นเกมส์ ยามดึก   สาวๆ ที่อกหักอยากหาที่ระบาย ในช่วงกลางคืน

จะมี ร้านไหน และอยู่ที่ไหนบ้าง ถามมาเลยค่าา

Happy Suki

ดึกๆจะหาสุกี้กินได้ที่ไหน ด้วยราคาบุฟเฟ่ต์สุกี้เพียง 199 บาทต่อท่าน ที่สามารถทานได้ทุกเมนูของทางร้านแบบจัดหนักในเวลา 120 นาที และยังมีติ่มซำที่ราคาเข่งละ 16 บาท เท่านั้น! เคยไปลองทานมาแล้วค่ะคอนเฟิร์มว่าถึงแม้ราคาจะถูกแสนถูกแต่วัตถุดิบ และคุณภาพของอาหารถือว่าดี และประทับใจจนอยากกลับไปทานอีก แถมเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมงเลยนะ!

         โดยเฉพาะ “หมูซาเต” ของร้านนี้เด็ดจริงที่เนื้อหมูจะนุ่ม แต่ได้รส และกลิ่นของซาเตซึ่งเป็นเครื่องหมักจากประเทศจีน ส่วนหมูสามชั้น และหมูสันคอสไลด์ก็อร่อยเลิศค่ะ รวมไปถึงอาหารทะเลที่ถึงแม้ขนาดจะไม่ใหญ่มากนักแต่รับประกันความสด ทานสุกี้ควบคู่กับติ่มซำ พูดเลยว่าสแว้กแก้ก

ที่อยู่ต้นซอย ประดิษฐ์มนูธรรม15 ถนน ประดิษฐ์มนูธรรม แขวงลาดพร้าว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร

My café The library

ร้าน My cafe ร้านที่ความพิเศษอยู่ที่ตู้หนังสือขนาดใหญ่ ที่มีให้อ่านได้ฟรีเลยค่ะ แถมที่นั่งก็มามากมายสามรถเลือกมุมได้ใจชอบ

ที่อยู่: สาขา1 : the library นวมินทร์ ซิตี้อเวนิว สาขา2 : the music gallery สี่แยกรัชดา cmyk hotel

ถูกและดี Foodland

ร้านถูกและดี มีอยู่ทุกสาขาใน Foodland ทั้งต่างจังหวัด และทั้งในกทม. เลยค่ะซึ่งในกทม. มีทั้งหมด 16 สาขา เลยที่เดียวคือเยอะมากกกกก ร้านถูกและดีเปิดบริการตลอด 24 ชม.บอกได้คำเดียวว่าถูกใจคนนอนดึกอีกแล้วววว หิวเมือไรก็ดิ่งๆ ไปที่ Foodland เลยอิอิ อะ อะ และถ้าคุณไม่ใช่คนนอนดึก   แต่กลับเป็นคนตื่นเช้าละก็ !!! ที่ร้านถูกและดีก็มีบริการอาหารเช้าให้อีกด้วยยยยย เอาเป็นว่าเอาทุกคนเลย อยากกินตอนไหนก้แวะมาได้ สบายยยยย

Hollys Coffee

ร้าน Holly Coffee เเบรนด์ดังจากประเทศเกาหลี ร้านนี้มีหลายสาขามากๆ ที่สำคัญเดินทางสะดวกด้วยรถไฟฟ้าทั้ง BTS และ MRT เลยจ้า บางสาขายังเปิดบริการ 24 ชม. แถมยังมี ฟรี wifi อีกด้วย ร้านนี้มีทั้งของหวานและเครื่องดื่มที่เด่นเห็นจะเป็น บิงซู ของหวานสุดฮิตของใครหลายๆ คนเลย อิอิ

สาขาที่เปิดให้บริการ 24 ชม. ดังนี้

1. สาขา สุขุมวิท ซอย 15 (ระหว่าง ซอย 15-17)

2. สาขา สยามกิตติ์ (ชั้น 1,ทางเข้าศูนย์ฯ)

3. สาขา เดอะ สตรีท รัชดาฯ (ชั้น B,ทางเข้าศูนย์ฯ)

 

Fu.5 Coffee

ร้าน Fu.5 Coffee เป็นการตกแต่งร้านสไตล์โมเดิร์น ให้ดูโปร่ง โล่ง สบายตา โดยการดีไซน์ร้านให้สามารถนั่งได้หลายๆ คน อาหารและเครื่องดื่มที่นี่มีให้เลือกหลากหลายเมนูเลยจ้า ไม่ต้องห่วงว่ามานั่งนานๆ แล้วจะหิวเลย อิอิ ความพิเศษของร้านนี้นอกจากจะเปิดบริการ 24 ชม. แล้วทางร้านยังมีปลั๊กไฟ และ wifi ไว้คอยบริการอีกด้วย

99 ถนนรัชดาภิเษก แขวง ดินแดง เขต ดินแดง กรุงเทพมหานคร 10400

 

ข้าวต้มแปลงนาม 24 น.

ใครชื่นชอบ ข้าวต้ม และแสงสีของเยาวราชแนะนำร้านนี้เลย ทีเด็ดมาก เปิด ตลอด 24 ชม. มีเมนูให้เลือกเยอะมากมายถึง 40 เมนู เหมาะสำหรับ หนุ่มๆสาวๆ ที่ ปาตี้มา หมาด มาทาน อะไรอุ่นๆ อร่อยๆ ได้เลย ขอแนะนำ

ที่อยู่: แถววงเวียน 22 ซอย ไมตรีจิต เข้ามาอยุซ้ายมือ (ปากซอย โรงพิมไทยวัฒนาพานิช) กรุงเทพฯ

 

ก๋วยเตี๋ยวโกบู้รสซิ่ง

ขาดไม่ได้สำหรับที่นี่ คอดื่มจะค่อนข้างรู้จักเป็นอย่างดี ทีเด็ดที่นี่คือ ก๋วยเตี๋ยวต้มยำ ที่ ใส่ไข่ ออนเซ็นเข้าไปด้วยอร่อยเหาะ เลย แถม น้ำซุปที่มี กระเทียมฉึกๆเวลาเข้าปากไปอีก สร่างหายเป็นปลิดดทิ้งแน่นอนนน

ที่อยู่ถนน ประชาราษฎร์บำเพ็ญ แขวงห้วยขวาง เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร

เจ๊เกียง โจ๊กกองปราบ

สำหรับคอโจ๊ก แนะนำโจ๊กกองปรายเจ๊เกียงที่ผ่านมาหลายยุคหลายสมัย ยังคงความอร่อยได้ แบบไม่มี ลด ร้านนี้ก็เป็นอีกร้านที่เปิด 24 แถมที่นี่ขึ้นชื่อเรื่องหมูเด้ง ที่อร่อยมากกกกกกกกกกกกกกกก และยังมี เครื่องเคียง ที่เติมได้แบบไม่อั้นอีก แนะนำ

ที่อยู่เลขที่ 114/6 ถนนโชคชัย 4

Think Thank

ร้าน Think Tank เป็นร้านที่เปิดบริการ 24ชม. อีกหนึ่งร้านที่มีความกว้างขวางสามารถรองรับลูกค้าได้เกือบ 200 คน และทุกโต๊ะมีปลั้ก และ wifi ทั้งร้าน นั่งชิลคิดงานได้ทั้งวันทั้งคืน ส่วนอาหารที่นี่ก็ขอบอกเลยว่าเด็ดมากก และยังมีอาหารเช้าบริการ ส่วนราคาก็เข้าได้กับทุกคน

ที่อยู่ถนนนางลิ้นจี่ แขวงทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร กรุงเทพฯ (ตรงข้าม ม.ราชมงคล

 

 

 

 

9 สิ่งแปลก Thailand Only.

ประเทศไทยของเราเต็มไปด้วย วัฒนธรรมที่ ไม่เหมือนใคร และ มีความแตกต่างจากโลกตะวันตก มีแบบอย่างเป็นของตัวเอง เรามาดูกันว่า มีอะไรแปลกๆ ความแปลกของเมืองไทยของเราที่ฝรั่งร้องว้าว นี่มีอะไรบ้าง

1. ประเทศไทย …. ทำไมเมืองหลวงชื่อยาวมาก ?

  ชาวต่างชาติมักรู้จักกรุงเทพฯ ในนาม Bangkok แต่ถ้าใครได้รู้ชื่อ เมืองหลวงเต็มๆ ของกรุงเทพฯ รับรองว่าอึ้งทุกราย

ก็ชื่อเมืองหลวง เต็มๆ ของกรุงเทพฯ เค้ามีชื่อว่า “กรุงเทพมหานคร อมรรัตน โกสินทร์  มหินทรายุธยา มหาดิลกภพ

นพรัตนราชธานีบุรีรมย์ อุดมราชนิเวศน์ มหาสถาน อมรพิมานอวตารสถิต สักกะทัตติ

ยวิษณุกรรมประสิทธิ์”  ว่าแต่ท่องกันได้รึเปล่า

2. ประเทศไทย …. ทำไมคนไทยนามสกุลยาวจัง ?

   ในขณะที่ชาวต่างชาติเค้านามสกุลสั้นๆ แค่ 2-3 พยางค์ บางชาติก็แค่พยางค์เดียว แต่คนไทยส่วนมากนามสกุลย๊าวยาว

บางคนยาวกว่า 8-9 พยางค์ บางคนยาวเป็น 10 พยางค์ก็มี เวลากรอกเอกสารสำคัญๆ เรียกว่าเขียนเกินหน้ากระดาษกันเลยทีเดียว

3. ประเทศไทย …. ทำไมคนไทยชอบ พิมพ์ 5555 ?

   ก็เพราะว่าเลข 5 ในภาษาไทยออกเสียงว่า ‘ห้า’ หรือ พ้องไปเป็น ‘ฮ่า’ ดังนั้นเวลาพิมพ์หรือแชทกัน แล้วรู้สึก ตลกหรือขำ

ก็จะพิมพ์แทน ‘ฮ่าฮ่าฮ่า’ ว่า ‘555’  บาง คนเผลอเอาไปพิมพ์แชทกับเพื่อนต่างชาติ รับรองว่า ฝรั่งงงทุกรายแน่ๆ 555 ไปๆ มาๆ ฝรั่งไม่เข้าใจมากๆ เพราะ เวลา มีเสียงตลก จะใช้คำว่า LOL

haha

4. ประเทศไทย …. สามารถตีทุกอย่างเป็นเลขได้ ?

งู้ยยยยย อย่าว่าแต่ฝรั่งเล้ยที่แปลกใจ คนไทยด้วยกันเองก็แปลกใจเหมือนกันว่าทำไมทุกอย่างถึงสามารถตีเป็นเลขได้

ไม่ว่าจะเป็นต้นไม้(ต้นไม้ร้องไห้ มีน้ำไหลออกมาตลอดเวลา) สัตว์(ควายแรกเกิดมี 2 หัว) ของกิน(แตงโมเผือก) และอีกสารพัด

ก็สามารถเอามาตีเป็นเลขได้ คนไทยนี่สุดยอดจริงๆ เลยนะเนี่ย

5. ประเทศไทย …. ทำไมชื่อเล่นคนไทยถึงแปลกจัง ?

   ก็ชื่อเล่นคนไทยมีทั้งชื่อสัตว์(แมว กวาง นก กระต่าย) ผลไม้(ส้ม เปิ้ล มะปราง ชมพู่) ผัก(คะน้า แตงกวาต้นหอม ขิง)  

ขนม(วุ้น ปุยฝ้าย เค้ก ลูกกวาด) เครื่องประดับ (แก้ว แหวน สร้อย)  เลข(หนึ่ง สอง สาม สี่) และอะไรอีกสารพัด เล่นเอาต่างชาติอึ้ง

ว่าทำไมถึงตั้งชื่อกันอย่างนี้ และยังมีการ เติม มี่ อี้ ซี่ วลีเติมท้าย เยอะแยะ

6. ประเทศไทย …. ทำไม….ไหว้อะไรกันที่หน้า บ้าน ?

   นั่นก็หมายถึงศาลพระภูมิเอง ฝรั่งบางคน(หรือแทบทุกคน) ได้เห็นแล้วต้องเป็นงงว่า ‘นี่คืออะไร บ้านนกเหรอ?’

แล้วทำไม ต้องจุดธูปกับเอาของกินมาถวายบ้านนกด้วยล่ะ ? ดังนั้นก็ต้อง อธิบายกันซะยืดยาวว่าจริงๆ แล้วนั่นคือศาลพระภูมิ

ที่เชื่อกันว่าเป็นที่ สิงสถิตย์ของเจ้าที่ที่คอยคุ้มครอง

แต่แหม พี่ฝรั่งบางคนนึกครึ้มอกครึ้มใจอะไรไม่ทราบ ดันซื้อกลับ ประเทศไปซะหลายหลัง – -“อย่างนักบอลชื่อดังเดวิด เบคแฮม

ก็เป็น อีกรายที่ซื้อศาลพระภูมิกลับประเทศไปไหว่ที่บ้านตัวเองซะงั้น

7.ประเทศไทยประเทศเดียวที่มีความคิดกินบะหมี่สำเร็จรูปแบบไม่ต้ม !?

น่าจะเป็นแค่ประเทศเดียวเท่านั้นที่นำ ของพวกนี้มากินเล่นโดยไม่ต้ม ทำแบบนี้ที่ไหนไม่มีทางที่ชาวต่างชาติจะไม่ตกใจ เพราะประเทศอื่นจะไม่มีการทำแบบนี้ ดูๆไปก็น่ารักดีนะ และพูดเลย อยากให้ชาวต่างชาติลองดู จะได้รู้ว่ามันก็อร่อยไม่แพ้ ต้มนะ

8. ประเทศไทย …. ทำไมต้องยืนตรงก่อนหนังฉายในโรงหนัง ?

   รับรองเถอะ ร้อยทั้งร้อยของชาวต่างชาติที่มีโอกาสได้เข้าไปในโรงหนังของบ้านเรา ต้องสงสัยทุกรายว่าทำไมต้องยืนตรง

ก่อนหนังฉาย ยังไงก็อย่าลืมอธิบายให้เค้าฟังด้วยว่า ‘ต้องยืนตรงทุกครั้งที่ได้ยินเสียงเพลงสรรเสริญพระบารมี’

(ไม่ว่าจะอยู่ในโรงหนังหรือไม่ก็ตาม) เพื่อเป็นการแสดงความเคารพถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชนชาวไทยนั่นเอง

เชื่อมั้ยว่า ชาวต่างชาติบางคนรู้สึกขนลุกและประทับใจต่อเพลงสรรเสริญฯ มาก บางคนมาเมืองไทยทีไร ต้องหาเวลาเข้าโรงหนัง

ไม่ได้เข้าไปดูหนังหรอกนะครับ แต่เข้าไปยืนตรงแล้วฟังเพลง

9. ประเทศไทย …. ทำไมคนไทยต้องติดรูปผู้ชายคนนึงไว้บนฝาบ้าน ?

   นั่นก็คือพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวนั่นเอง ซึ่งเป็นรูปที่คนไทยต้องมีกันทุกบ้าน

ไม่ว่าจะอยู่ที่มุมไหนของประเทศไทย คนไทยบางคน(โดยเฉพาะในเมืองนอก)ถึงกับพกพระบรมฉายาลักษณ์ของพระองค์

ติดกระเป๋าสตางค์ พอฝรั่งเห็นเข้าก็แปลกใจว่า เอ๊ะ พกรูปใครมาน่ะ Do you know him personally (รู้จักเค้าเป็นการส่วนตัวเหรอ)

เราไม่ได้รู้จักท่านเป็นการส่วนตัว แต่ท่านคือพ่อของคนไทยทุกคนที่พวกเราทั้งรักและจงรักภักดีต่างหาก….

 

 

9อันดับ รถ ราคาแพงที่สุด ปี 2018

     วันนี้เราได้รวบรวมรถยนต์ที่มีราคาแพงที่สุดทั่วโลกมาไว้ที่นี่ จากรถยนต์ Bugatti Chiron ที่มีมูลค่า 2.7 ล้านเหรียญ (86.4 ล้านบาท) ถึงรถยนต์ Rolls Royce Sweptail ที่ รถยนต์ที่มีราคาแพงเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีมูลค่าที่สูงเท่านั้นแต่ยังเป็นรถยนต์ที่หายากที่สุดระดับโลกอีกด้วย มีเพียงเศรษฐีหรือคนดังระดับโลกบางคนเท่านั้นที่จะสามารถจ่ายเงินมูลค่ามากมายขนาดนี้เพื่อจับจองเป็นเจ้าของ แปลกใจไหมว่าทำไมพวกเขาต้องใช้เงินมากมายขนาดนี้เพื่อรถยนต์คันเดียว อาจเป็นเพราะความหลงใหลในรถยนต์แสนแพงเหล่านี้ที่มีศิลปะเลิศหรูคลาสสิกและมีความปราณีตในกระบวนการผลผลิต หรืออาจเป็นเพราะรถยนต์เหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถช่วยดึงดูดความสนใจจากสายตาของผู้คนจำนวนมากให้แก่เขาได้

9.Pagani Huayra BC – 2.8 ล้านเหรียญ (89.6 ล้านบาท)

เป็นรถ Pagani ที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทำการผลิตให้แก่ Benny Caiola นักลงทุนชาวอิตาลีที่มีชื่อเสียง รถยนต์คันนี้อาจเป็นคอลเลกชันที่ดีที่สุดคันหนึ่งของ Ferraris และมีความหรูคลาสสิกใกล้เคียงกับรุ่น Horacio Pagani มีการเปิดตัวครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show ปี 2016 รถคันนี้มีแทรคเตอร์ด้านหลังที่กว้างขึ้น มีแทร็กด้านข้างใหม่และมี  cool aero มากมายเช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า เครื่องยนต์ของ BC เท่ากับ 6.0 ลิตร V-12 bi-turbo เป็นเครื่องยนต์จาก AMG มีแรงม้าเท่ากับ 790 แรงม้าและแรงบิดเท่ากับ 811 ปอนด์ฟุต มีน้ำหนักที่ 2,685 ปอนด์ (1,218 กิโลกรัม) ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่า Huayra รุ่นอื่น เนื่องจากมีการใช้เส้นใยคาร์บอนและวัสดุที่มีน้ำหนักเบามาก

8. Ferrari Pininfarina Sergio – 3 ล้านเหรียญ (96 ล้านบาท)

เป็นรถที่มาจากแนวคิดของลูกชายที่เสียชีวิตไปแล้วของผู้ก่อตั้ง Pininfarina  นักออกแบบบ้านชาวอิตาลีในตำนาน เป็นหนึ่งในบรรดารถเฟอร์รารี่ที่สุดตระการตาที่เคยทำมา แต่ละชิ้นส่วนทำด้วยมือ มีกรอบคาร์บอนไฟเบอร์และเป็นรถหรูแบบโลว์แอร์ที่มีที่นั่งสองที่นั่งเช่นเดียวกับ Ferrari 458 ไม่มีหลังคาหน้าต่างด้านข้างและกระจกหน้ารถ มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 330 ปอนด์ มีความเร็วที่เร็วขึ้นแม้ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 4.5 ลิตร ที่มีกำลังส่งเพียง 562 แรงม้า

7. Aston Martin Valkyrie – 3.2 ล้านเหรียญ (102.4 ล้านบาท)

ในขณะที่ยังไม่มีการประกาศราคาที่แน่นอนสำหรับรถคันนี้ แต่ได้มีการประมาณราคาจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ที่ราวๆ 3.2 ล้านเหรียญ (102.4 ล้านบาท) สร้างขึ้นภายใต้การบริหารของประธานคนใหม่ของ Aston Martin ที่มุ่งมั่นในการแก้ปัญหาด้านการขับเคลื่อนของรถยนต์ รุ่นนี้เป็นการนำรุ่น Aston Martin-Red Bull AM-RB 001 มาต่อยอดแปลงโฉม  เดิมที่กล่าวว่าจะใช้รถคันนี้เป็นรางวัลให้กับผู้ชนะในการแข่งขัน Formula 1 รถคันนี้มีระบบแบตเตอรี่ไฮบริดของ Rimac ที่มากับเครื่องยนต์กำลังม้า 1,000 แรงม้า

6. Limited Edition Bugatti Veyron โดย Masory Vivere – 3.4 ล้านเหรียญ (108.8 ล้านบาท)

เป็นการอัพเกรดครั้งที่ 4 ตั้งแต่มีการเปิดตัวในปี 2005 รถ Bugatti Veyron เป็นรถรุ่น edition ของ Mansory Vivere รถคันนี้เป็นรถที่แพงที่สุดและเร็วที่สุดของ Masory Vivere  ตัวรถทำมาจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมกับชุดสปอยเลอร์ใหม่ที่มีช่องระบายอากาศใหม่อัจฉริยะและตะแกรงด้านหน้าขนาดใหญ่ มีกระโปรงหน้ารถสั้นลงและมีไฟ LED รุ่นอัพเกรดใหม่ที่ไฟหน้าและไฟท้าย มีการแกะสลักด้วยเลเซอร์ในด้านในห้องโดยสาร เครื่องยนต์ขนาด 8.0 ลิตร สามารถขับเคลื่อนได้ถึง 1,200 แรงม้าและแรงบิด 1,106 ปอนด์ฟุต

5. Lykan Hypersport – 3.4 ล้านเหรียญ (108.8 ล้านบาท)

ไฟหน้าทำจากเพชร (urm) 15 กะรัต 240 ชิ้น และ LED ทำจากเพชรน้ำหนัก 15 กะรัตจำนวน 420 ชิ้น     ใช้อัญมณีในการตกแต่งให้หรูหรา ตัวรถดูคล้ายรถหุ้มเกราะที่มีประตูคล้ายกรรไกรและส่งตรงออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟ ผลิตเพื่อตำรวจอาบูดาบีในการปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวน สร้างขึ้นโดย W Motors ในประเทศเลบานอน เป็นรถซูเปอร์คาร์แห่งแรกของประเทศอาหรับ เครื่องยนต์มีขนาด 780 แรงม้าส่งผ่านล้อหลังและแรงบิดได้ 708 ปอนด์ มันสามารถทำความเร็ว 62 ไมล์ต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 2.8 วินาทีและสามารถเข้าถึงความเร็วได้ถึง 240 ไมล์ต่อชั่วโมง

4. McLaren P1 LM – 3.6 ล้านเหรียญ (115.2 ล้านบาท)

รถคันนี้ได้รับการออกแบบดัดแปลงจาก British firm Lanzante ผู้ที่เคยซื้อ P1 รุ่นก่อนที่ผลิตโดยMcLaren โดยกลุ่มลูกค้าคือ ชาว US, UK และชาวญี่ปุ่น รถคันนี้มีส่วนคล้ายกับ P1 GTR และรถ McLaren F1 ในตำนาน มีการชุบทองรอบตัวเครื่องยนต์ เป็นเครื่องยนต์ V-8 เทอร์โบ 3.8 ลิตร รถคันนี้ฉลาดกว่า P1 GTR มาก มีน้ำหนักเพียง 132 ปอนด์ (น้อยกว่า P1 GTR ประมาณ 60 กก) มีปีกด้านหลังที่สามารถปรับเปลี่ยนและถอดแยกได้ ช่วงด้านหน้ารถขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ Dive ที่ช่วยเพิ่มแรงกดในขณะวิ่งเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับ P1 GTR ความน่าทึ่งของรถคันนี้คือมันถูกสร้างขึ้นสำหรับใช้ในขับเคลื่อนที่ได้มากถึง 1000 แรงม้า

3.Lamborghini Veneno Roadster – 4.5 ล้านเหรียญ (144 ล้านบาท)

รถคันนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ 50 ปีของ บริษัท Veneno ตัวรถมองดูเกือบจะเหมือนกับแคปซูลจากอวกาศ รถคันนี้สามารถเข้าถึงความเร็วที่ขนาด 6.5 ลิตรพร้อมด้วยเกียร์ธรรมดา และแบบเกียร์ธรรมดา 7 สปีดแบบ ISR สามารถหมุนด้วยความเร็วรอบ 8,400 รอบต่อนาทีเพื่อให้ได้แรงบิด 740 แรงม้าและแรงบิด 507 ปอนด์ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่ารถสามารถทำความเร็ว 60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ 2.9 วินาที! การผลิตรถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก LP700-4 Aventador ตัวรถผลิตจากเส้นใยคาร์บอน มีน้ำหนักรวมของรถคาร์บอนไฟเบอร์นี้เพียง 3,285 ปอนด์ ขับเคลื่อนโดยระบบขับเคลื่อนล้อเต็มรูปแบบ

2.Koenigsegg CCXR Trevita – 4.8 ล้านเหรียญ (153.6 ล้านบาท)

เป็นรถ Street-Legal ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก มันถูกคลือบด้วยเพชรแท้ ที่ชื่อว่า ‘Trevita’ ซึ่งเป็นคำย่อของคำว่า ‘three whites’ ที่แปลว่าเส้นใยคาร์บอนเคลือบด้วยเรซินที่เป็นฝุ่นเพชรหรือที่เรียกว่า Koenigsegg Diamond Weave รถคันนี้มีชื่อเสียงในด้านการออกแบบเพื่อความหรูหราที่เป็นเอกลักษณ์ ใช้เครื่องยนค์ V8 ที่มีขนาด 4.8 ลิตรซึ่งมีกำลังการขับเคลื่อนเท่ากับ 1,004 แรงม้าและแรงบิด 797 ปอนด์ ตัวรถทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทำให้การผลิตนั้นยากกว่าและใช้เวลานานกว่าการผลิตแบบปกติ

1.Sweptail โดย Rolls Royce – 13 ล้านเหรียญ (416 ล้านบาท)

รถคันนี้ถูกผลิตให้แก่ลูกค้ารายหนึ่งที่บริษัทปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อของเขา บริษัทรถยนต์ชนิดนี้จะทำการผลิตและเปิดตัวรถหรูแสนแพงเหล่านี้เพียง 4,000 คันในปีนี้ รถพิเศษเหล่านี้จะทำงานของภายใต้รหัสเฉพาะ (Custom Code) ที่ลูกค้าสามารถกำหนดขึ้นเอง รถรุ่นนี้สามารถนั่งได้เพียงสองคนเท่านั้น ซันรูฟเป็นแบบพาโนรามาแบบเต็มรูปสามารถเปิดออกอย่างรวดเร็วเหมือนกับของเรือยอร์ชภายใต้คำสั่งของลูกค้า ภายในถูกตกแต่งด้วยไม้และเครื่องหนัง มีที่ซ่อนไว้เก็บของสำหรับมือถือหรือแล็ปท็อปที่หลังประตูแต่ละบาน