SKYLINE GTR

                       วันนี้ผมจะพามาดู NISSAN SKYLINE และ NISSAN GTR

                                                                                 

นิสสัน สกายไลน์ (อังกฤษ: Nissan Skyline / ญี่ปุ่น: 日産・スカイライン Nissan Sukairain) เป็นรุ่นรถยนต์ขนาดกลาง รถสปอร์ต ของบริษัทนิสสันโดยเริ่มผลิตครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2500 จากบริษัทพรินซ์มอเตอร์ หลังจากนั้นก็ถูกรวมเข้ากับนิสสันในปี 2509

สกายไลน์นั้นได้ออกแบบและได้วิศกรรมโดย Shinichiro Sakurai ซึ่งเขาเป็นหัวหน้าแผนกรถรุ่นนี้ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 2554

Generation ที่ 1 (พ.ศ. 25002506)

สกายไลน์โฉมแรกนี้ เปิดตัวในเดือนเมษายน พ.ศ. 2500 ในช่วงแรกนี้ สกายไลน์ถูกผลิตในยี่ห้อ Prince Skyline ด้วยชื่อโฉม ALSI-1 ใช้เครื่องยนต์ GA-30 ขนาด 1482 ซีซี ให้กำลัง 60 แรงม้า ที่ 4,400 รอบต่อนาที มีน้ำหนัก 1,300 กิโลกรัม มีตัวถังรถ 2 แบบ คือ ซีดาน 4 ประตู และสเตชันวากอน 5 ประตู ในช่วงแรกๆ นี้ สกายไลน์เป็นที่รู้จักในฐานะรถครอบครัวระดับหรูหรา

ในพ.ศ. 2501 มีการเปลี่ยนแปลงไมเนอร์เชนจ์ (การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยระหว่างโฉม เปลี่ยนแปลงไม่มากพอที่จะนับเป็นโฉมใหม่) ด้วยชื่อว่า ALSI-2 ใช้เครื่องยนต์ GA-4 ขนาด 1484 ซีซี ให้กำลัง 70 แรงม้า ที่ 4,800 รอบต่อนาที และยังมีสกายไลน์รุ่นสปอร์ต ชื่อว่า BLRA-3 ด้วย

และนอกจากนี้ สกายไลน์ยังมีการผลิตรถกระบะ ซึ่งภายหลังได้แยกตัวไปเป็นรุ่น Prince Miler และรถตู้ ซึ่งก็แยกตัวออกไปเป็นรุ่น Prince Skyway

รวมแล้ว สกายไลน์ Generation ที่ 1 มียอดขายทั้งสิ้น 33,759 คัน (ไม่นับ Miler และ Skyway)

Generation ที่ 2 (พ.ศ. 25062511)

สกายไลน์ในช่วงนี้ การผลิตยังอยู่ในยี่ห้อ Prince Skyline ในช่วงแรกของโฉม ใช้ชื่อโฉมว่า S50 ใช้เครื่องยนต์ประเภท G-1 ต่อมาใน พ.ศ. 2507 ได้ออกรุ่นสปอร์ตออกมา ชื่อว่า S54 และได้รับความนิยมในระดับที่ใกล้เคียงกับรถ ปอร์เช่ 904

ในพ.ศ. 2510 ได้มีการเปลี่ยนแปลงไมเนอร์เชนจ์ ด้วยชื่อโฉม S57 ในช่วงนี้ ปรินซ์ได้รวมสายการผลิตเข้ากับนิสสันแล้ว เป็นรุ่นแรกที่ใช้เครื่องยนต์ของนิสสัน และเครื่องยนต์ของ S57 เป็นเครื่องยนต์ขนาด 1487 ซีซี ที่มีกำลังถึง 88 แรงม้า หนึ่งในเครื่องยนต์ขนาดพันห้าร้อยซีซีที่แรงที่สุดในรถญี่ปุ่น

รวมแล้ว สกายไลน์ Generation ที่ 2 มียอดขายทั้งสิ้น 114,238 คัน

Generation ที่ 3 (พ.ศ. 25112515)

โฉมนี้ ใช้ชื่อโฉมว่า C10 ได้มีการออกรถรุ่น GT-R และ GT-X ออกมาเป็นครั้งแรก ซึ่งใช้เครื่องยนต์ขนาด 1958 ซีซี เป็นรถยนต์ประเภทสปอร์ต ทำให้สกายไลน์เริ่มกลายเป็นที่รู้จักในฐานะรถสปอร์ตแทนรถครอบครัวระดับหรูหราเหมือนโฉมก่อนๆ แต่แบบสปอร์ตยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

ในโฉมที่ 3 นี้ มียอดขายรวมทั้งสิ้น 310,447 คัน

Generation ที่ 4 (พ.ศ. 25152520)

โฉมนี้ ใช้ชื่อโฉมว่า C110 แต่ในบางประเทศ จะเป็นที่รู้จักในชื่อ ดัตสัน เค-ซีรีส์ (Datsun K-series) และมี GT-R ขายด้วย

สกายไลน์โฉมที่ 4 มียอดขายสูงถึง 670,562 คัน เป็นโฉมที่ขายดีที่สุดของสกายไลน์

Generation ที่ 5 (พ.ศ. 25202524)

โฉมนี้ ใช้ชื่อโฉมว่า C210 มีด้านหน้ารถที่ยาวขึ้น เครื่องยนต์ 6 สูบ และยังมีการผลิตรุ่น GT-EX และ GT-EX ก็เป็นรุ่นแรกของสกายไลน์ที่มีการใช้เครื่องยนต์เทอร์โบ แต่ไม่มี GT-R ในโฉมนี้

สกายไลน์โฉมที่ 5 มียอดขายรวม 539,727 คัน

Generation ที่ 6 (พ.ศ. 25242528)

โฉมนี้ ใช้ชื่อโฉมว่า R30 เป็นโฉมแรกและโฉมเดียวที่มีการทำรถรุ่นแบบ Hatchback 5 ประตู (ท้ายกุด ไม่มีกระโปรงหลัง คล้ายกับ ฮอนด้า แจ๊ซ และ โตโยต้า ยาริส)

โฉมนี้ ไม่มี GT-R แต่ได้มีการออกรถรุ่นพิเศษ ที่พิเศษกว่าโฉมอื่นๆ นั่นคือ Paul Newman Version ซึ่งเป็นรถที่ออกมาเพื่อเป็นที่ระลึกในความสัมพันธ์ระหว่างนิสสัน กับ พอล นิวแมน ผู้กำกับและนักแสดงชื่อดังในช่วงนั้น เนื่องจากพอล นิวแมน ได้มีส่วนร่วมในการส่งเสริมการขายของนิสสันมานาน โดยรถสกายไลน์รุ่นนิวแมน จะมีลายเซ็นของนิวแมนบนกระโปรงหน้ารถ และยังเป็นที่ต้องการของนักสะสมจากทั่วโลกในปัจจุบัน

สกายไลน์โฉมที่ 6 รวมทุกรุ่นมียอดขายรวมทั้งสิ้น 406,432 คัน

Generation ที่ 7 (พ.ศ. 25282532)

โฉมที่ 7 ใช้ชื่อโฉมว่า R31 เป็นโฉมที่มีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาลงเป็นจำนวนมาก และมีรูปทรงที่ทันสมัยกว่าโฉมที่ 6 อยู่มาก และเป็นโฉมแรกที่ใช้เครื่องยนต์กลุ่ม RB และเป็นโฉมที่ทำให้สกายไลน์ เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางขึ้นในฐานะรถสปอร์ต แต่โฉมนี้ ก็ยังไม่มี GT-R และนอกจากนี้ R31 ก็ยังเป็นโฉมสุดท้ายที่มีระบบขับเคลื่อนล้อหลังเพียงระบบเดียว หลังจากโฉมนี้ไป จะมีระบบขับเคลื่อน 2 แบบ คือระบบขับเคลื่อนล้อหลัง กับขับเคลื่อนสี่ล้อจนถึงปัจจุบัน

สกายไลน์โฉมที่ 7 มียอดขายรวม 309,716 คัน

Generation ที่ 8 (พ.ศ. 25322537)

โฉมที่ 8 ใช้ชื่อโฉมว่า R32 รหัส bnr32 สกายไลน์มี 2 รุ่นที่สำคัญ คือ

    • Nissan Skyline GT-S R32 เครื่องยนต์ RB20DET
  • Nissan Skyline GT-R R32 (BNR32) เครื่องยนต์ RB26DETT

และโฉมนี้ กลับมาผลิตสกายไลน์ GT-R อีกครั้ง หลังจากหายไปตั้งแต่โฉมที่ 4 เป็นโฉมที่ทำให้สกายไลน์ GT-R เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางและโด่งดังไปในวงกว้าง จากการที่สกายไลน์ R32 ชนะการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในญี่ปุ่น 29 รางวัล และชนะเลิศซูเปอร์จีทีถึง 2 ปีติดต่อกัน นอกเหนือจากการแข่งขันในประเทศ GT-R ยังได้ชนะการแข่งขันออสเตรเลียนทัวริง 3 ปีติดต่อกันระหว่างปี 2533-2535 (ซึ่งในปี 2536 มีการเปลี่ยนแปลงกติกาซึ่งทำให้ GT-R ไม่สามารถร่วมลงแข่งได้)

ส่วนในแง่ของรถทั่วไป สกายไลน์โฉมที่ 8 เป็นรถรุ่นแรกที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่นที่มีการผลิตเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีดออกขาย (ปัจจุบัน รถบางรุ่นบางยี่ห้อยังใช้เกียร์อัตโนมัติแบบ 4 สปีด ไม่ใช่ 5 สปีด) ควบคู่กับเกียร์ธรรมดา

สกายไลน์โฉมที่ 8 นี้ มียอดขายรวมทั้งสิ้น 296,087 คัน

Generation ที่ 9 (พ.ศ. 25362541)

โฉมที่ 9 ใช้ชื่อโฉมว่า R33 มีรถ 2 รุ่นที่สำคัญ คือ

    • Nissan Skyline GT-S R33 เครื่องยนต์ RB25DETT
  • Nissan Skyline GT-R R33 (BCNR33) เครื่องยนต์ RB26DETT 156.7 cu.in. / 2,568 c.c. 400 แรงม้า

สกายไลน์โฉมที่ 9 มียอดขายรวมทั้งสิ้น 217,113 คัน

Generation ที่ 10 (พ.ศ. 25412545)

โฉมที่ 10 ใช้ชื่อโฉมว่า R34 มีรถ 2 เกรดที่สำคัญคือ

    • Nissan Skyline GT-S R34 (ER34) เครื่องยนต์ RB25DET Neo6 เกียร์อัตโนมัติ
  • Nissan Skyline GT-R R34 (BNR34) เครื่องยนต์ RB26DETT 156.7 cu.in. / 2,568 c.c.

ในโฉมนี้ เกียร์อัตโนมัติแบบ 5 สปีดถูกยกเลิกชั่วคราว ทำให้สกายไลน์โฉมนี้มี 6 เกียร์ธรรมดา(GT-R) กับอัตโนมัติแบบ 4 สปีดเท่านั้น แต่ในโฉมนี้ สกายไลน์ได้มีการผลิตเกียร์แบบ Triptonic ออกขาย (เกียร์ Triptonic คือเกียร์ที่สามารถปรับใช้เป็นเกียร์ธรรมดาก็ได้ เกียร์อัตโนมัติก็ได้ ในเกียร์ชุดเดียวกัน) เป็นครั้งแรกของสกายไลน์ ในแบบ GT-S จะมี sunroof ในแบบ GT-R จะไม่มี sunroof

โฉมที่ 10 มียอดขายรวม 64,623 คัน

Generation ที่ 11 (พ.ศ. 25442550)

โฉมที่ 11 ใช้ชื่อโฉมว่า V35 เป็นโฉมที่เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสกายไลน์ เพราะหลังโลดแล่นในวงการรถสปอร์ตมานาน ทางนิสสัน ได้ตัดสินใจให้นิสสัน สกายไลน์ GT-R แยกตัวออกไปเป็นรถรุ่นใหม่ สายการผลิตใหม่ ของนิสสัน (คือ นิสสัน จีที-อาร์) ไม่ขึ้นตรงกับชื่อสกายไลน์อีกต่อไป ทำให้สกายไลน์ โฉมที่ 11 กลับคืนสู่การเป็นรถครอบครัวขนาดใหญ่อีกครั้ง

นอกจากนี้ ในโฉมนี้ ยังมีเกียร์ CVT (Continuously variable transmission เกียร์อัตโนมัติที่ซอยเป็นหลายสปีด เพื่อให้มีความต่างของอัตราทดของแต่ละเกียร์น้อยลง ทำให้การเปลี่ยนเกียร์มีความนุ่มนวลมากกว่าเกียร์อัตโนมัติทั่วไป) เป็นครั้งแรก เฉพาะในญี่ปุ่นเท่านั้น

แต่ถึงกระนั้น มันก็มีคุณภาพที่สูงมาก จนได้รับฉายาว่า “The best Skyline ever.” หรือ สกายไลน์ที่ดีที่สุด (ใน 11 โฉมแรก)

Generation ที่ 12 (พ.ศ. 2549-2556)

โฉมที่ 12 ใช้ชื่อโฉมว่า V36 เป็นอีกโฉมหนึ่งของสกายไลน์ที่เป็นรถครอบครัว ตัวถังมีให้เลือกคือ 4 ประตู,2 ประตู คูเป้,2 ประตู เปิดประทุน,5 ประตู SUV(ใช้ชื่อนิสสัน สกายไลน์ครอสโอเวอร์ ผลิตในปี พ.ศ. 2552 )เครื่องยนต์มีให้เลือก คือ 2.5,3.5และ3.7 V6 เกียร์มีให้เลือก5,7 สปีดออโตเมติก,ธรรมดา 6 สปีด ความยาวระยะฐานล้อ ยาว 2,850 มม. รุ่นนี้ใช้อีกชื่อในอเมริกา ในแบรนด์ Infiniti G35,G37 ส่วนนิสสัน สกายไลน์ครอสโอเวอร์ในอเมริกาจะใช้ชื่อ Infiniti EX

Generation ที่ 13 (พ.ศ. 2557-ปัจจุบัน)

มาในชื่อรุ่น HV37 เป็นนิสสันสกายไลน์รุ่นล่าสุด ที่เพิ่งเปิดตัวเมื่อปี 2014 เป็น Skyline Hybrid ด้วยให้ความทันสมัยมากยิ่งขึ้น ใช้เครื่องยนต์ 3.5 ลิตร มอเตอร์ไฟฟ้าเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด ให้แรงม้า 359 แรงม้า เป้าหมายการตลาดของ Nissan Skyline Gen13 นี้จะแตกต่างออกไปจากรุ่นก่อน คือเน้นไปที่ผู้ใหญ่วัยทำงานอายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นสกายไลน์ที่ให้ความหรูหรามากกว่าดูสปอร์ตเหมือนวัยรุ่น ในเจเนอเรชั่น 13 นี้จะไม่มีตัวถังแบบคูเป้ เพราะ Nissan GT-R ได้แยกไลน์การผลิตไปแล้ว และยังมีนิสสัน 370z ให้เลือกสำหรับคนชอบรถสปอร์ตอีกด้วย ทำให้ Nissan Skyline จะเริ่มดูเป็นรถผู้ใหญ่มากยิ่งขึ้น

NISSAN GTR R35

นิสสัน จีที-อาร์ (อังกฤษ:Nissan GT-R) หรือชื่อในทางเทคนิค R35เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เครื่องยนต์ลำหน้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) 2 ประตู 2+2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัทนิสสันจากประเทศญี่ปุ่น จีที-อาร์ เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 6 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2007 ที่ประเทศญี่ปุ่น และที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2008 ส่วนประเทศอื่นๆ ในเดือน มีนาคม ปี ค.ศ. 2009 ได้รับการออกแบบโดย ชิโร นากามูระ (Shiro Nakamura)

นิสสัน จีที-อาร์ จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นรถซูเปอร์คาร์ ไม่กี่คันที่มาจาก ประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถเทียบชั้นได้กับ ซูเปอร์คาร์ยี่ห้อดังในยุโรปเช่น เฟอร์รารี่,ลัมโบร์กีนี,ปอร์เช่ เป็นต้น จึงทำให้ภาพพจน์รถยนต์ของญี่ปุ่นดูสูงขึ้นมาก เพราะนิสสันจีที-อาร์ เป็นรถคันเดียวของญี่ปุ่นที่สามารถเป็นรถคูเป ที่เร็วที่สุดของโลกได้ เมื่อเทียบกับแต่ก่อนที่ รถจากญี่ปุ่นขึ้นชื่อเป็นรถราคาถูก ด้อยคุณภาพ ไม่สามารถเทียบชั้นได้กับ รถในสหรัฐ และ รถในยุโรป นิสสัน จีที-อาร์ ได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊ค ปี ค.ศ. 2011 ว่า เป็นรถสี่ที่นั่งที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดในโลก (Fastest 0–60 mph acceleration by a four seater production car) แต่ถึงอย่างไรก็ดีปัจจุบันสถิตินี้ถูกลบไปแล้ว โดยเฟอร์รารี่ เอฟ12เบอร์ลิเนตต้าที่เข้ามาครองอันดับ 1 แทน

ประวัติ

ระหว่างปี 2512–2517 และระหว่างปี 2532–2545 นิสสันได้ผลิตรถที่มีสมรรถนะสูงที่ต่อยอดมาจากนิสสัน สกายไลน์ คูเป้ ได้ใช้ชื่อว่านิสสัน สกายไลน์ จีที-อาร์ โดยรถคันนี้ได้พิสูจน์ว่าเป็นสัญลักษณ์ของนิสสัน และได้ประสบผลสำเร็จทางด้านชื่อเสียงและรางวัลมากมายไม่ว่าจะอยู่บนถนนหรืออยู่ในสนามแข่ง นิสสัน จีที-อาร์ เป็นรุ่นที่ไม่ได้สร้างอยู่บนพื้นฐานของสกายไลน์อีกต่อไป แต่ได้การวิวัฒนาการมาจากนิสสัน สกายไลน์ จีที-อาร์ (โดนนิสสัน สกายไลน์นั้น เปลี่ยนมาเป็นรถบ้านและได้ขายในชื่ออินฟินิตี้ จี35)

นิสสัน จีที-อาร์ เป็นรถรุ่นใหม่ที่ได้รับการออกแบบรูปแบบตัวรถให้คล้ายกับรุ่นสกายไลน์ จีที-อาร์ คือขับเคลื่อนสี่ล้อ เครื่องยนต์เทอร์โบคู่ 6 สูบและมีไฟท้ายเป็นวงกลมสี่วง ส่วนระบบเลี้ยวทั้งสี่ล้อ HICAS ของสกายไลน์ จีที-อาร์ได้ถูกถอดออกไป และเครื่องยนต์เก่าของสกายไลน์ จีที-อาร์ RB26DETT ก็ได้ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ใหม่ VR38DETT. เมื่อจีที-อาร์นั้น ได้ออกแบบให้คล้ายคลึงกับสกายไลน์แล้ว รหัสตัวถึงก็จึงคล้ายกันกับสกายไลน์คือ CBA-R35, หรือเรียกสั้นๆ ว่า ‘R35’ (CBA เป็นคำนำหน้าสำหรับมาตรฐานการปล่อยมลพิษ) ซึ่งรหัสนี้เป็นรูปแบบการตั้งรหัสที่คล้ายกันกับสกายไลน์ จีที-อาร์รุ่นก่อนๆ และจีที-อาร์ รุ่นนี้ก็ยังได้รับฉายาตามรุ่นพี่สกายไลน์คือ ก็อตซิลล่า โดยฉายานี้ได้รับการแต่งตั้งให้โดยนิตยสาร Wheels จากประเทศออสเตรเลียในฉบับเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2532

วันนี้เราพอกันเท่านี้ดีกว่าครับ สำหรับเจ้า ก็อตซิล่า หรือ SKYLINE & GTR

Please follow and like us: