FAIRLADY Z

NISSAN FAIRLADY Z

นิสสัน แซด หรือที่อาจรู้จักกันในชื่อของญี่ปุ่นว่า แฟร์เลดี้ เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เครื่องยนตร์กลางลำหน้า ขับเคลื่อน 2 ล้อหลัง (RWD) 2 ประตู 2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัทนิสสันจากญี่ปุ่น รถใช้เครื่องยนต์บล็อกวี 6 สูบ (V6) ไม่มีเทอร์โบ (N/A) รถรุ่นนี้นิยมใช้แข่งรายการต่างๆ โดยเฉพาะดริฟท์ เนื่องจากเป็นรถขับเคลื่อนล้อหลัง และมีสมรรถนะที่เหมาะสมกับการดริฟท์

พ.ศ. 2503 ยูทากะ คาตายามา พนักงานบริษัทนิสสัน ได้เดินทางออกจากญี่ปุ่น ไปสำรวจตลาดในภาคพื้นตะวันตก ในสหรัฐอเมริกา เขาพบว่า รถญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ชาวอเมริกันประเมินค่าเป็นเพียงรถยนต์ชั้น 2 เท่านั้น (3 ผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ในอเมริกาขณะนั้น (Big 3) ได้แก่ GM, Ford และ ไครส์เลอร์) แม้บริษัทนิสสันอเมริกาจะถูกตั้งขึ้นในปีเดียวกัน ในช่วงแรกที่ยังไม่มีงบประมาณพอจะตั้งโชว์รูม ต้องหาตัวแทนจำหน่าย แต่ไม่สามารถหาได้ กลุ่ม Big3 และนักธุรกิจรายใหญ่ ปฏิเสธและดูถูกนิสสันอย่างเย็นชา จนต้องใช้เตนท์รถมือสองเป็นตัวแทนจำหน่าย คาตายามา ใช้วิธีปรับปรุงบริการหลังการขายให้มีความทั่วถึง จนเริ่มได้รับความไว้วางใจจากผู้บริโภคมากขึ้น

คาตายามาพบว่า สภาพถนนในสหรัฐอเมริกามีถนนฟรีเวย์และถนนโล่งเป็นส่วนมาก รถญี่ปุ่นทั่วไปในขณะนั้นไม่ได้ออกแบบมาให้วิ่งในถนนลักษณะดังกล่าว แรงม้าจึงน้อย การเร่งแซงยาก และเมื่อวิ่งทางไกลจะพบปัญหาเบรกร้อน จึงมีความพยายามคิดค้นรถสปอร์ตที่จะมีสมรรถนะสูง เบรกที่ทนทาน สนองตอบรสนิยมและถนนดังกล่าวได้ และราคาถูก (รถสปอร์ตของ Big3 มีจุดอ่อนที่ราคาแพง) จึงคิดค้นออกมา โดยในขณะคิดค้น ได้ตั้งชื่อโครงการว่า Project Z ซึ่งมาจากธง Z ที่กองทัพเรือใช้ในสงครามนิจิโระ (สงครามกับรัสเซีย พ.ศ. 2447) ธง Z หมายความว่า “การโจมตีครั้งสุดท้าย ไม่มีครั้งหลังอีกแล้ว” หรือ ต้องชนะให้ได้ในครั้งนี้

ทีมคิดค้นใช้เวลาพัฒนา 4 ปี นิสสัน Z รุ่นแรกก็เปิดตัวใน พ.ศ. 2512 ชื่อ แฟร์เลดี้ แซด ใช้เป็นชื่อในการทำตลาดเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ทั้งแต่รุ่นแรกถึงปัจจุบัน ส่วนนอกประเทศญี่ปุ่น นิสสันจะไม่ใช้ชื่อแฟร์เลดี้ แซดในการขาย จะใช้ชื่อเป็นขนาดลูกสูบ (หน่วยเป็น ซีซี หารด้วย 10) แล้วตามด้วย Z หรือ ZX เช่น นิสสัน 240Z 260Z เป็นต้น (แต่ก็ยังมีการเรียกกันเองว่า แฟร์เลดี้ แซด นอกประเทศญี่ปุ่น)

ปัจจุบัน นิสสัน Z มียอดขายรวมตั้งแต่แรก 2 ล้านคัน ถือเป็นรถสปอร์ตที่ยอดขายสูงที่สุดในโลก

(ไม่นับ Pony Car กับ Muscle Car ซึ่งเป็นรถที่มีตัวรถแบบกึ่งสปอร์ต แต่เครื่องยนต์แรงไม่น้อยกว่ารถสปอร์ต ถ้าพิจารณาเผินๆ แล้วจะค่อนข้างคล้ายรถสปอร์ต)

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2512-2521; S30)

นิสสัน แซด รุ่นแรก รหัสตัวถัง S30 ออกแบบโดยทีมนักออกแบบนำโดย โยชิฮิโกะ มัตซึโอะ ในช่วงแรก 240Z กับแฟร์เลดี้ จะใช้เครื่องยนต์ต่างกัน แต่บอดี้เดียวกัน 240Z ที่ขายนอกญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์ L24 6 สูบแถวเรียง 2,400 ซีซี 154 แรงม้าPS แต่ แฟร์เลดี้ แซด ที่ขายในประเทศญี่ปุ่น ใช้เครื่องยนต์ L20A 6 สูบแถวเรียง 2,000 ซีซี 131 แรงม้าPS ทั้งสองรุ่น มีราคาถูกกว่ารถสปอร์ตรุ่นอื่นๆ ที่ขายอยู่ในขณะนั้นมาก เกือบครึ่งต่อครึ่ง ในขณะที่สมรรถนะไม่น้อยไปกว่ากันมากนัก เครื่องยนต์สามารถประหยัดน้ำมันมากกว่า ยอดขายของ 240Z ถือว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงาม ยอดการผลิตเฉพาะรุ่นแซดในปี 1972 สูงถึง 50,000 คัน

พ.ศ. 2517 240Z ปรับโฉมเล็กน้อย(ไมเนอร์เชนจ์)เป็น 260Z คือใช้เครื่องยนต์ 2,600 ซีซี เพิ่มสมรรถนะเป็น 165 PS ครั้งนี้ รถที่ขายในสหรัฐอเมริกาจะมีสมรรถนะต่ำกว่ารถที่ขายในตลาดอื่น เพราะจำเป็นต้องลดสมรรถนะลงเหลือ 141 PS เพื่อให้ผ่านเกณฑ์มลพิษไอเสียของสหรัฐฯ การปรับโฉมรวมถึงการปรับปรุงระบบปรับอากาศ เพิ่มความยาวด้านหลัง และมีตัวเลือกรถ 2 แบบคือ 2 ประตู 4 ที่นั่ง กับ 2 ประตู 2 ที่นั่ง (ก่อนหน้านี้ จะเป็น 2 ประตู 2 ที่นั่งทั้งหมด)

พ.ศ. 2518 260Z ไมเนอร์เชนจ์เป็น 280Z เฉพาะในสหรัฐฯเท่านั้น (ตลาดอื่นขาย 260Z ยาวจนถึงการเปลี่ยนโฉมใหญ่(โมเดลเชนจ์)) 280Z ใช้เครื่องยนต์ 6 สูบ 2,800 ซีซี เปลี่ยนจากเครื่องยนต์คาร์บูเรเตอร์ เป็นเครื่องยนต์หัวฉีด ซึ่งช่วยเพิ่มกำลัง (173PS) และช่วยประหยัดน้ำมัน ลดมลภาวะ เพื่อแก้ปัญหาของ 260Z ที่ต้องลดสมรรถนะลงเพราะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานไอเสีย มีระบบเกียร์ธรรมดา 5 สปีดเป็นออปชั่นเสริม จากเดิม มีเกียร์ให้เลือก 2 แบบ คือธรรมดา 4 สปีด กับอัตโนมัติ 3 สปีดเท่านั้น แต่ 280Z มีเกียร์ธรรมดา 5 สปีด เป็นตัวเลือกที่สาม (แต่อย่างไรก็ดี พบได้น้อยมาก ระบบเกียร์ที่ลูกค้า S30 เลือกซื้อมากที่สุดคือ ธรรมดา 4 สปีด) การตกแต่งภายในหรูหราขึ้น และเพิ่มขนาดกันชน

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2521-2526; S130)

หลังการโมเดลเชนจ์ 260Z และ 280Z ถูกแทนที่ด้วย 280ZX รหัสตัวถัง S130 แม้ชื่อจะคล้ายกัน แต่นอกจากเครื่องยนต์ (2,800 ซีซี 6 สูบแถวเรียง) และระบบเกียร์(เฉพาะธรรมดา 5 สปีด กับอัตโนมัติ 3 สปีด) แล้ว ที่เหลือเปลี่ยนใหม่หมด การตกแต่งภายในหรูหราขึ้นอย่างมาก เพื่อสนองตอบต่อความต้องการสินค้าที่เพิ่มขึ้น เครื่องยนต์ในช่วงนี้ จะมีรุ่นมาตรฐาน และเทอร์โบชาร์จ ซึ่งจะใช้สูบ 2,800 ซีซีเท่ากัน รุ่น 2,800 ซีซีมาตรฐาน จะให้กำลัง 137PS แรงบิด 195 นิวตันเมตร ส่วน 2,800 ซีซี เทอร์โบชาร์จ ให้กำลัง 177PS แรงบิด 275 นิวตันเมตร

พ.ศ. 2522 มีการทำรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น (จำนวนจำกัด) ในโอกาสครบรอบ 10 ปี ของแซด จะใช้โลโก้ทอง ล้อโลหะผสมทอง เบาะหนัง เครื่องปรับอากาศอัตโนมัติ ฯลฯ นิสสัน แซด รุ่นที่สอง เป็นรุ่นที่มียอดขายสูงที่สุด โดยเฉพาะในปี 2522 ยอดขายแซดรวมใน 1 ปี กว่า 86,000 คัน

รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2526-2532; Z31)

โมเดลเชนจ์อีกครั้ง เป็น 300ZX รหัสตัวถัง แซด31 ใช้เครื่องยนต์ 3,000 ซีซี 6 สูบ แต่เปลี่ยนจาก 6 สูบแถวเรียง เป็น วี6 ซึ่งจะช่วยให้เครื่องยนต์ทำงานนิ่งเงียบ นุ่มนวล กำลังต่อเนื่องดี ใช้งานหนักได้ และระบบเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีด เปลี่ยนเป็นอัตโนมัติ 4 สปีด ขายควบคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด

300ZX ทีมออกแบบนำโดย คาสุมาซุ ทาคากิ (Kasumazu Takagi) แม้จะประสบความสำเร็จไม่เท่า 280ZX แต่ก็ถือว่ารุ่นนี้มียอดขายที่งดงาม การตกแต่งภายในที่หรูหราจนเกือบจะถูกจัดเป็นรถประเภทGrand Tourer หรือรถยนต์สปอร์ตหรูหรา เครื่องยนต์ 3,000 ซีซีมาตรฐาน ให้กำลังถึง 163PS เครื่องยนต์แบบ Turbocharged ให้แรงม้าสูง 204PS ซึ่งเป็นรถที่แรงม้าสูงที่สุดในญี่ปุ่นขณะนั้น การควบคุมรถ การเร่งแซง ทำได้ดีขึ้นมาก

บริษัทดัทสัน ได้เปลี่ยนชื่อเป็นบริษัทนิสสันตั้งแต่ปี 2477 แต่แม้จะเปลี่ยนชื่อไปแล้ว รถของนิสสัน ยังคงชื่อดัทสันไว้ในบางประเทศ โดยที่ตัวรถเป็นตัวเดียวกันกับรถที่ใช้ชื่อนิสสัน แต่จะใช้ชื่อใดขึ้นอยู่กับประเทศที่ขาย (รวมทั้งประเทศไทย ที่เคยใช้ชื่อ ดัทสัน มาก่อน) สำหรับชื่อดัทสันจะใช้สำหรับรถยนต์ขนาดเล็ก ส่วนแต่นิสสันจะใช้สำหรับรถยนต์ขนาดกลางและใหญ่ ในปี พ.ศ. 2528 นิสสัน ได้ยกเลิกชื่อดัทสัน เปลี่ยนมาใช้ชื่อนิสสันทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วย เพื่อลดความสับสนและสร้างแบรนด์ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน มีการโฆษณาประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับแบรนด์ในทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย

รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2532-2543; Z32)

โมเดลเชนจ์อีกครั้ง (รุ่นนี้เป็นรุ่นแรกที่ออกแบบโดยใช้โปรแกรม CAD และซูเปอร์คอมพิวเตอร์) ยังใช้ชื่อรุ่น 300ZX แต่รหัสตัวถัง แซด32 ใช้เครื่องยนต์ วี6 มีขนาด3ลิตร เหมือน แซด31 แต่เป็นหัวฉีดแบบ ดับเบิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (DOHC) จากเดิมที่ใช้แบบซิงเกิลโอเวอร์เฮดแคมชาฟท์ (SOHC) และยังมีเทคโนโลยีหัวฉีด VVT ให้กำลังสูงขึ้น เป็น 218PS ถือเป็นเครื่องยนต์มาตรฐาน ส่วนเครื่องยนต์รุ่นพิเศษ ครั้งนี้ไม่ใช่ เทอร์โบชาร์จธรรมดา แต่เป็นเทอร์โบชาร์จคู่ พร้อมระบบเทอร์โบแปรผัน และอินเตอร์คูลเลอร์คู่ ให้กำลัง 305PS ส่วนระบบเกียร์มี 2 แบบคือ ธรรมดา 5 สปีด กับอัตโนมัติ 4 สปีด

พ.ศ. 2533 ยอดขายสะสม (เฉพาะที่ขายในสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว)ของนิสสัน แซด ตั้งแต่ 240Z ครบ 1 ล้านคัน และได้ทำลายสถิติ เป็นรถสปอร์ตรุ่นที่มียอดขายสูงที่สุดในโลก ซึ่งรถตระกูลแซดสามารถครองสถิติดังกล่าวได้จนถึงปัจจุบัน

แต่แม้จะเป็นปีที่สามารถทำลายสถิติได้ แต่ก็เป็นเพราะยอดขายเก่าสะสมมาเสียส่วนใหญ่ ในช่วงของ Z32 นี้ กระแสนิยมรถสปอร์ตตกต่ำลงมาก รถสปอร์ตเกือบทุกรุ่นทั่วโลกยอดขายตกต่ำ ประกอบกับค่าเงินเยนญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นอย่างรุนแรงในช่วงเดียวกัน เงินดอลลาร์ที่ได้มาจึงแลกเป็นเงินเยนได้น้อยลง ส่งผลให้ต้องขึ้นราคาดอลลาร์ในต่างประเทศ ราคาในสหรัฐอเมริกาพุ่งไปเกือบ 50,000 ดอลลาร์ จากเดิมที่เคยอยู่ที่ 30,000 ดอลลาร์ ยิ่งทำให้ยอดขายตกต่ำลงไปอีก จนใน พ.ศ. 2539 นิสสัน ได้ยกเลิกการขาย แซด ในสหรัฐอเมริกา และ พ.ศ. 2543 ได้ยกเลิกการผลิตแซดทั่วทั้งโลกในที่สุด

รุ่นที่ 5 (พ.ศ. 2545-2551; Z33)

หลังจากการยกเลิกการผลิต 300ZX ก็มีกระแสเรียกร้องล้นหลามอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนให้กลับมาผลิต Z อีกครั้ง อีกทั้งการยกเลิกรถสปอร์ตรุ่นนี้ ยังทำให้นิสสันสูญเสียภาพลักษณ์ของการเป็นยี่ห้อรถที่ผู้คนหลงใหลใฝ่ฝัน (Image Leader) ตกต่ำกลายเป็นภาพลักษณ์ที่เชื่องช้า ไม่น่าสนใจ นิสสันตกอยู่ในสถานะทางการเงินที่ย่ำแย่ ซึ่งในสมัยนั้น มีรถญี่ปุ่นอีก 2 ยี่ห้อที่อยู่ในสภาวะขาดทุนเช่นเดียวกัน คือ มิตซูบิชิและอีซูซุ แต่นิสสันได้รับการช่วยเหลือ จากการที่บริษัทรถฝรั่งเศส ชื่อเรโนลต์ (Renault) ได้เข้าซื้อหุ้นนิสสัน 44.4% ทำให้ Carlos Ghosn จากเรโนลต์ ได้เข้ามาดำรงตำแหน่ง CEO นิสสัน เขาตัดสินใจจะให้นิสสันกลับมาผลิต Z อีกครั้ง ซึ่งถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดีของ Carlos Ghosn ในฐานะ CEO

Z รุ่นที่ 5 คือ 350Z รหัสตัวถัง Z33 ใช้เครื่องยนต์ วี6 มีขนาด3,500 ซีซี VQ35DE DOHC 291PS (ปี 2005 เพิ่มเป็น 299PS เครื่องยนต์เดิม) ราคาตกกลับมาอยู่ที่ 30,000 ดอลลาร์ แต่จะไม่มีรุ่น 4 ที่นั่ง มีเฉพาะรุ่น 2 ที่นั่ง ปี 2549 เครื่องยนต์ของ 350Z ปรับปรุงเล็กน้อย เพิ่มขีดจำกัดการทำงานโดยไม่เป็นอันตรายขึ้นไปที่ 7,000 รอบ/นาที (รถเบนซินทั่วๆ ไป จะอยู่ที่ 6,000-6,500 รอบต่อนาที หากเกินขีดจำกัด มาตรแสดงรอบจะชี้ถึงแถบสีแดง) ปี 2550 350Z ได้ไมเนอร์เชนจ์ ใช้เครื่อง VQ35HR 3,500 ซีซี ให้กำลัง 310PS ขีดจำกัดรอบเพิ่มขึ้นไปอีก อยู่ที่ 7,500 รอบ/นาที

ระบบเกียร์ จะมีเกียร์ธรรมดา 6 สปีด กับเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด แต่ถ้าสำหรับเกียร์อัตโนมัติ จะสูญเสียกำลังไป 13PS จากแรงม้าที่แสดงไว้ในย่อหน้าก่อน ด้วยเพราะเป็นเรื่องปกติของเกียร์อัตโนมัติของรถทุกรุ่นทุกคัน ที่การส่งกำลัง การใช้เชื้อเพลิง จะไม่มีประสิทธิภาพเท่าเกียร์ธรรมดา

นอกจากนี้รถยังมีอีก 2 แบบคือ 1.แบบหลังคาแข็ง 2.แบบหลังคาผ้าใบ(เปิดประทุนได้)

รุ่นที่ 6 (พ.ศ. 2551-ปัจจุบัน; Z34)

โมเดลเชนจ์อีกครั้ง เป็น 370Z ซึ่งเป็นรุ่นปัจจุบัน เปิดตัวปลายเดือนธันวาคม 2551 รหัสตัวถัง แซด34 ใช้เครื่องยนต์ V6 รหัส VQ37VHR กำลัง 337PS แรงบิด 370 นิวตันเมตร สามารถเร่งความเร็วจาก 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมง (0-96.56 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ในเวลา 5.1 วินาที จากการทดสอบของนิสสัน แต่จากการทดสอบขององค์กรภายนอก (Motor Trend Magazine) 4.7 วินาที วิ่งระยะทาง 400 เมตร(ควอเตอร์ไมล์) ใช้เวลา 13.5 วินาที ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

แม้จะใช้เครื่องยนต์ขนาดใหญ่ นิสสันได้พัฒนาเครื่องยนต์มาเป็นอย่างดี 370Z ใช้เชื้อเพลิง 7.6 กิโลเมตรต่อลิตร ในเมือง และ 11 กิโลเมตรต่อลิตร บนถนนไฮเวย์ และมีมลพิษในไอเสียเพียงครึ่งหนึ่งของ มาตรฐานไอเสียของสหรัฐอเมริกา

นิสสันประเทศไทย ได้นำเข้า 370Z มาขายเอง โดยจะมี 2 รุ่น คือ เกียร์ธรรมดา 6 สปีด 5.2 ล้านบาท และเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด 5.3 ล้านบาท

Please follow and like us:

Silvia

Nissan Silvia

นิสสันซิลเวียเป็นชื่อที่กำหนดให้สายยาววิ่งของ บริษัทcoupes กีฬาอยู่บนพื้นฐานของแพลตฟอร์มนิสสัน S แม้ว่ารุ่นล่าสุดได้แชร์แชสซีนี้กับรถคันอื่นที่ผลิตโดยนิสสัน (โดยเฉพาะรุ่นยุโรป200SXและอเมริกาเหนือ240SXในรุ่น S13 และ S14 และ180SXในตลาดญี่ปุ่น) ชื่อSilviaสามารถใช้แทนรหัสแชสซีได้ คู่แข่งหลักของ Nissan Silvia ทั่วโลก ได้แก่Honda Prelude , Mazda MX-6 , Toyota Celica , Mitsubishi Eclipse , Isuzu Impulse ,Subaru ImprezaและHonda Integra

CSP311

นิสสัน Silvia CSP311 เปิดตัวครั้งแรกในงานTokyo Motor Showในเดือนกันยายนปีพ. ศ. 2507 ในชื่อ “Datsun Coupe 1500” รูปแบบเบื้องต้นเป็นรถเก๋งมือสร้างบนพื้นฐานของFairladyแปลงสไตล์กับข้อมูลจากจำนวนAlbrecht Goertz ลักษณะคล้ายกับรถเก๋ง Lancia Fulvia CSP311 กำลังขับเคลื่อน 96 แรงม้า 1.6 ลิตรเครื่องยนต์นิสสัน R ชุด เครื่องยนต์ที่ติดตั้งคู่กับcarburetors SU การผลิตหยุดลงในปีพ. ศ. 2511 หลังจากมีการผลิตเพียง 554 ชิ้น (ส่วนมากในปีพ. ศ. 2508) โดยแต่ละชิ้นมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวด้วยแผงตัวเครื่องที่สร้างขึ้นด้วยมือ ส่วนใหญ่ของยานพาหนะยังคงอยู่ในประเทศญี่ปุ่น ; อย่างไรก็ตาม 49 ตัวอย่างถูกส่งออกไปยังออสเตรเลียและอีก 10 คนเดินทางไปต่างประเทศ

ตัวเลขการผลิตที่ต่ำและวิธีการก่อสร้างที่น่าเบื่อมั่นใจได้ว่ารถแต่ละคันมีเอกลักษณ์และมีคุณค่า นี้สะท้อนให้เห็นโดยราคาซื้อรถเกือบสองเท่ารุ่นต่อไปในผู้เล่นตัวจริงของผู้ผลิตในช่วงเวลา หลังจากที่หยุดการผลิตในปี 1968 ที่ซิลเวียป้ายจะไม่ผ่อนผันรถนิสสันอีกจนถึงปี 1974 แนวทางการตลาดของมันคือคล้ายกับอีซูซุ 117 Coupé ชื่อ “ซิลเวีย” เป็นรูปแบบของคำว่า ” ซิลเวีย ” ซึ่งเป็นวิทยาศาสตร์ประเภทระยะมอบหมายให้ระดับของนกอาจจะมีการอ้างอิงถึงที่นิสสันบลูเบิร์ซึ่งเป็นในการผลิตในขณะที่ซิลเวียได้รับการแนะนำ ในญี่ปุ่นมีจำหน่ายที่Nissan Bluebird Store สถานที่ตั้งและวางตลาดกับชื่อ “นิสสัน” แทนชื่อแบรนด์ “Datsun” ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น

S10

S10 ที่เป็นครั้งแรกที่มวลผลิตซิลเวียที่สร้างขึ้นบนใหม่ทั้งหมดแพลตฟอร์ม Sตั้งใจของนิสสันที่มีขนาดกะทัดรัด, ด้านหลังล้อไดรฟ์รถสปอร์ตแพลตฟอร์มเวอร์ชั่นญี่ปุ่นพิเศษให้กับตัวแทนจำหน่ายนิสสันญี่ปุ่นที่เรียกว่านิสสันเจ้าชายร้านพร้อมกับที่มีขนาดใหญ่C110 Skyline

S10 ให้ความสำคัญน้อยกว่า “แบบดั้งเดิม” สายกว่าข้อเสนอที่คล้ายกันจากคู่แข่งโตโยต้าและมาสด้าร่วมกันลักษณะทั่วไปที่มีเส้นขอบฟ้าขนาดใหญ่ ในประเทศญี่ปุ่นมันก็พอดีกับที่ 1.8 ลิตรL18 อินไลน์เครื่องยนต์ 4ซึ่งร่วมกับDatsun 610 / 180B เวอร์ชั่นญี่ปุ่นเป็นจุดเด่นของเทคโนโลยีการควบคุมการปล่อยไอเสียของNissan NAPSในบทนำ ในตลาดอเมริกาเหนือรุ่นที่มีขนาดใหญ่ 2.0 ลิตรL20Bแทนที่ได้รับการเสนอให้เป็น 200B ของ Bluebird และ Skyline ชุดเดียวกัน โมเดลนี้ในทวีปอเมริกาเหนือติดอยู่กับที่กันชน 5 ไมล์ต่อชั่วโมง (8.0 กม. / เอช) และมีเครื่องหมาย Datsun 200SX S10 Silvia และ Datsun 200SX อิงตามDatsun Sunny Coupe ความสำเร็จในตลาดทั้งสองมี จำกัด ผู้ซื้อส่วนใหญ่เลือก Celica มากกว่าสิ่งที่ถือว่าเป็นรถ S-Chassis แบบโลกีย์ รถที่มีระบบขับเคลื่อนเช่นเดียวกับที่นิยม510แต่ด้วยแหนบติดตั้งที่ด้านหลังมากกว่า 510 อิสระชั่วคราว

S110

ย้ำนี้ของซิลเวีย (ที่ขายในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาเป็นDatsun 200SXและเม็กซิโกเป็นDatsun ซากุระ , ญี่ปุ่นสำหรับดอกเชอร์รี่ ) พร้อมใช้งานเป็นรถเก๋ง hardtop 2 ประตูและ bodystyle ใหม่แฮทช์แบค 3 ประตู รุ่นตลาดญี่ปุ่นของรถยนต์ที่ถูกเรียกว่าละมั่งและเป็นพิเศษให้กับนิสสันบลูเบิร์ร้านค้าสถานที่ขายข้างFairlady Zในขณะที่รถเก๋ง bodystyle ซิลเวียยังคงเป็นพิเศษให้กับนิสสันเจ้าชายร้านค้าสถานที่ข้างกายไลน์ การจัดแต่งทรงผมที่คมชัดถูกใช้ร่วมกันกับคนรุ่นใหม่นิสสันเสือดาวซีดานและคูเป้ยังพิเศษให้กับนิสสันบลูเบิร์ร้าน

Silvia รุ่นนี้มีความโดดเด่นไม่เหมือนใครเนื่องจากเดิมมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้เครื่องยนต์โรตารี่ออกแบบและสร้างโดยนิสสัน หน่วยที่เป็นผลค่อนข้างไม่น่าเชื่อถือและไม่สามารถผลิตได้ ซิลเวียแชร์รหัสแชสซีนี้กับMazda Cosmoซึ่งเป็นรถผลิตแห่งแรกของญี่ปุ่นที่มีเครื่องยนต์โรตารี แชสซีไม่ได้ใช้ร่วมกับ B-series Nissan Sunnyและได้รับการอัพเกรดเป็นแพลตฟอร์มA-series Nissan Bluebird ที่ใหญ่ขึ้น

รถถูกออกแบบใหม่ไม่นานก่อนที่จะปล่อยออกมาและโรงไฟฟ้า Wankel ที่ยังไม่เกิดขึ้นก็ถูกแทนที่ด้วยเครื่องยนต์ลูกสูบแบบคู่แฝดจากชุดZ-series รุ่นใหม่ เหล่านี้รวมถึง Z20 และองคาพยพและต่อมาZ18ET ฉีดเชื้อเพลิงแม้ว่าทั้งสองรุ่นนี้สามารถใช้ได้เฉพาะกับตลาดภายในประเทศญี่ปุ่นและหลังการเปลี่ยนโฉมกลางชีวิต เรื่องนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2524 รวมทั้งกันชนหน้าและออกแบบใหม่ [5]แม้ว่าการออกแบบกีฬา 135 PS (99 กิโลวัตต์) รุ่นเทอร์โบที่ได้รับส่วนใหญ่ตัวถังเช่นเดียวกับรุ่นปกติและไม่ได้มีชนิดของตัวบ่งชี้ใด ๆ เพิ่มเทอร์โบชาร์จเจอร์ [5]ในเวลาของการดึง, DOHC นอกจากนี้ยังมีโมเดล RS รุ่น FJ20 อีกด้วย

Gazelle

นิสสันตอบรับซิลเวียเป็น Gazelle coupéและ hatchback เพื่อให้เครือข่ายตัวแทนจำหน่ายต่าง ๆของ Nissan ในญี่ปุ่นสามารถนำเสนอรูปแบบของตัวเองได้ทั้งหมด มีความแตกต่างเครื่องสำอางเล็กน้อยระหว่างสองคันเช่นรูปแบบลูกกรงและเลนส์ไฟท้าย ละมั่งได้รับการรักษาเป็นรูปแบบพิเศษอื่น ๆ อีกมากมายในขณะที่ซิลเวียเป็นฐานและสปอร์ตรุ่น

อเมริกาเหนือ

ซิลเวียยังคงขายในรูปแบบ 200SX ในอเมริกาเหนือโดยมีcoupéสองประตูหรือการออกกำลังกายแบบยกกระชับ 3 ประตู เดิมทีขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์L20B แบบ L 2.0B 2.0 ลิตรแต่ในปีพ. ศ. 2523 รถยนต์ในเมืองแคลิฟอร์เนียได้รับปลั๊กคู่Z20 NAPS-Z แบบอินไลน์สี่ตัวที่มีการกระจัดเดียวกัน จากรุ่นปีพ. ศ. 2524 นี้กลายเป็นเครื่องยนต์เดียวที่สามารถใช้ได้กับ 200SX กำลังขับ 100 แรงม้า (75 กิโลวัตต์; 101 แรงม้า) ผ่านช่องเกียร์ธรรมดา 5 สปีดหรือระบบเกียร์อัตโนมัติ 3 สปีดพร้อมกับเพลาท้าย H165 ตั้งแต่ปีพ. ศ. 2525 ถึง พ.ศ. 2526 เครื่องยนต์ 200SX มีเครื่องยนต์ 2.2 ลิตรZ22Eพร้อมเพลาล้อ H190 แข็งแรงกว่า รุ่นนี้ผลิต 103 แรงม้า (77 kW) SAE ที่ 5200 rpm

รุ่นยอดนิยมคือ SL ที่หรูหราซึ่งได้รับกระโปรงหลังเปิดลำตัวและฝาถังแก๊สที่นั่งปรับได้มากขึ้นและสกายโฟรด์แบบถอดได้ แบบแฮทช์แบ็กได้รับการตัดแต่งแบบ sportier ขณะที่coupéแบบ notchback เน้นความหรูหรามากขึ้น

240RS

รุ่นนี้เห็นการเปิดตัวนิสสัน 240RS (BS110) รถเก๋งพอดีกับที่ 2.4 ลิตร DOHC FJ24เครื่องยนต์ 240RS ถูกสร้างขึ้นระหว่างปีพ. ศ. 2526-2528 การผลิตขยายตัวสิ้นสุดของ S110 เครื่องที่ผลิตได้กลายเป็นรถชุมนุมอย่างเป็นทางการของนิสสันในการแข่งขันแรลลี่ชิงแชมป์โลกตั้งแต่ปีพ. ศ. 2526 ถึง พ.ศ. 2528 โดยมีผลงานที่ดีที่สุดเป็นอันดับ 2 ในปี 1983 ที่นิวซีแลนด์แรลลี่

S12

S12 ถูกผลิตขึ้นตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2526 ถึง พ.ศ. 2531 โดยมีการปรับแต่งด้านนอกในปีพ. ศ. 2529 (เรียกว่า “Mark II”) มันถูกขายในสองรูปแบบ – รถเก๋ง (มักเรียกว่า “notchback” เนื่องจากมุมมองด้านข้างของหน้าต่างด้านหลังของส่วน) และรุ่น hatchback

เครื่องยนต์ S12 หลายรุ่นถูกติดตั้งมาพร้อมกับปีการผลิตโดยเฉพาะในตลาดทางภูมิศาสตร์ เครื่องยนต์เหล่านี้ยืมมาจากการออกแบบก่อนหน้านี้หรือในบางกรณีได้รับแรงบันดาลใจจากแพลตฟอร์มเครื่องยนต์ในอนาคต (ยกเว้นชุด FJ ซึ่งได้รับการออกแบบมาเฉพาะกับการแข่งขันแรลลี่ในใจ) ยกตัวอย่างเช่นซีรีส์ CA ยืมตัวชี้นำการออกแบบมาจากชุด NAP-Z การออกแบบหัวรถ DOHC ของ CA18DET คล้ายกับที่ใช้ในชุดเครื่องยนต์ “RB” ในภายหลังซึ่งเป็นเครื่องยนต์แบบอินไลน์หกที่ขับเคลื่อนนิสสันไวกิ้ง มีบางอย่างที่มี S12 ติดตั้งเครื่องยนต์V6ตัวเลือกที่ใช้ร่วมกันโดย300ZX (Z31)ของโบราณเดียวกัน; เครื่องยนต์นี้จะเพิ่มขึ้นด้วยหัว cam คู่สำหรับ Z32

Mark I

การตัดแต่งครั้งแรกของแชสซี S12 กันชนเป็นจุดเด่นด้านพื้นผิวที่ยกขึ้นด้านบนและด้านข้างให้ความสำคัญกับการเจาะรูครึ่งนิ้ว รถยนต์มีช่องตะแกรงหม้อน้ำรังผึ้งและไฟมุมที่ยาว การตัดแต่ง RS-X ในญี่ปุ่นและยุโรปได้รับการออกแบบเป็นพิเศษเพื่อให้เหมาะกับขนาดใหญ่ของเครื่องยนต์ FJ20E / ET และมีช่องระบายอากาศแบบ faux ที่มีอักษรย่อ (FJ20, DOHC หรือ TURBO) ในทวีปอเมริกาเหนือปี 1984 เทอร์โบมาพร้อมกับ “TURBO” สัญลักษณ์เสียงพองกระโปรงหน้าปัดมอนสเตอร์ถึงแม้จะมีรูปร่องรอย Mark I ในอเมริกาเหนือต่อมาโดยไม่คำนึงถึงการตัดแต่ง ในบางตลาด 1984 และ 85 อาจมีสปอยเลอร์ยางโฟม ในปีพ. ศ. 2529 เปลี่ยนสปอยเลอร์ยางโฟมเป็นรุ่นไฟเบอร์กลาสพร้อมไฟเบรกหลังที่สาม รถแฮทช์แบคบางรุ่นและเทอร์โบทั้งหมดมาพร้อมกับเอฟเฟ็กต์พื้น, เช่นเดียวกับ RS-X coupes การรวมกันของ mudflaps พลาสติก (monogrammed เป็น “NISSAN” หรือ “SILVIA” ในตลาดใช้งานได้) และรองรับยาง sideskirts ด้านนอกเช่นเดียวกับยางโฟมยางลดลงริมฝีปาก ชุดยางกันกระแทกด้านยางโฟมปีพ. ศ. 2527 เป็นภาพยนตร “NISSAN”

Mark II

ในปี 1986 กันชนได้รับการปรับปรุงและพื้นผิวด้านเสร็จถูกกำจัดสำหรับพื้นผิวเหมือนกันมากขึ้น การเพิ่มความสูงได้ 2 นิ้วโดยมีรายละเอียดเป็นรูปเศียร ลูกกรงหม้อน้ำรังผึ้งถูกแทนที่ด้วยรุ่นที่เป็นลอนซึ่งทอดไปทั้งด้านหน้า (ก่อนหน้านี้สั้นลง) และมุมสั้นลง โมเดล “SE” และ Turbo (แคนาดายุโรป) มาพร้อมกับผลกระทบจากพื้นและไฟเบอร์กลาสใหม่ทาสีในสีของรถและริมฝีปากการโก่งลดลงใหม่และเด่นชัดขึ้นที่ด้านหน้า All Mark II S12 ได้รับการออกแบบใหม่สำหรับกระโปรงหน้าแปลนย้อนกลับเพื่อรองรับการกวาดล้างเครื่องยนต์ 3.0 ลิตร V6 มีตัวเลือกโคลนด้านหลังที่มีให้เลือก

S13

S13 Silvia เปิดตัวในปีพ. ศ. 2532 ปี 2533 ซึ่งเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในญี่ปุ่น ที่เปิดตัวในปี 1989 มันได้รับรางวัลรถยนต์ของญี่ปุ่นปีที่ได้รับรางวัล Silvia ไม่ได้ส่งออกอีกต่อไป แต่อย่างไรก็ตาม rebadged 180SXถูกขายแทนในตลาดมากที่สุด ยุโรปรุ่นของรถคันนี้ยังคงเป็นที่รู้จักกัน200SX ในทวีปอเมริกาเหนือ (ด้านหน้า 180SX ทั้งสาม bodystyles แตกต่างกัน) S13 เป็นที่รู้จัก240SX ในทวีปอเมริกาเหนือป้ายนิสสัน 200SX ก็หายไป แต่จะกลับมาเป็นรถ2 ประตูรุ่นB14 Nissan Sunny / Sentra (1995-99) S13 เป็นรุ่นแรกของNissan Cefiro, A31 ต่อจากแนวโน้มอุตสาหกรรม S13 Silvia เปลี่ยนเป็นไฟหน้าแบบปรับเปลี่ยนได้ ถูกนำเสนอเป็นตัวเลือก

ในประเทศญี่ปุ่นนิสสันเปลี่ยนชื่อละมั่งเป็นนิสสัน 180SXซึ่งได้รับการส่งออกเป็นหลักภายใต้ชื่อนิสสัน 240SX 180SX ทำหน้าที่เป็นเพื่อนร่วมรุ่นจูเนียร์ใน Fairlady ZX ที่ตัวแทนจำหน่ายNissan Bluebird Store ของญี่ปุ่น ก่อนหน้านี้ซิลเวียเป็นตัวแทนจำหน่ายเฉพาะของญี่ปุ่นที่มีชื่อว่าNissan Prince Store ที่อยู่ถัดจาก Skyline

รถเก๋ง S13 Silvia ทำจาก 1988 ถึง 1994, ซ้อนกับ S14 Silvia แนะนำในปี 1993 นิสสัน Silvia ใช้ไฟหน้าคง; ในขณะที่รุ่น 180SX เพียงแค่รุ่นที่เป็นรถยนต์ของ Silvia ได้เปิดตัวไฟหน้าป็อปอัพขึ้นมาในเวลาเดียวกัน รุ่นรถยนต์ที่เรียกว่า 180SX แทนที่ชื่อ Gazelle ในประเทศญี่ปุ่นและยังคงผลิตจนถึงปี 1998

S13 เป็นหนึ่งในการใช้งานครั้งแรกของนิสสันแบบมัลติลิงค์ช่วงล่างด้านหลังเทคโนโลยีที่เป็นตัวอย่างในรถยนต์แนวคิดในปีก่อนหน้าเช่นนิสสัน MID4 นอกจากนี้ยังมีระบบพวงมาลัยสี่ล้อเป็นครั้งแรกที่เรียกว่าHICAS -II ในปี 1990 HICAS-II ได้รับการปรับปรุงและเปลี่ยนชื่อเป็น SuperHICAS S13 ยังเห็นการแนะนำของใบมีดหนืดแบบจำกัดสำหรับบางรุ่น

S13 Silvias ได้รับการขับเคลื่อนโดยเครื่องยนต์CA18DEและCA18DETจากการผลิต S12 โดยมีอินเตอร์คูลเลอร์เพิ่ม CA18DET เพื่อเพิ่มเสถียรภาพและพลัง ในช่วงกลางปี ​​1990 (สำหรับปีพ. ศ. 2534) เครื่องยนต์SR20DEและSR20DET ได้รับการเปิดตัวครั้งแรกโดยมีการปรับปรุงทั้งในด้านกำลังและแรงบิดเนื่องจากมีการเคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้นและเทอร์โบชาร์จเจอร์ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิม หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงง่ายๆที่เกิดขึ้นระหว่างCAและSRgeneration คือการเปลี่ยนไปใช้งานทาสีเดียวแทนที่จะใช้ชุดสีสองโทนที่นำเสนอก่อนหน้านี้ ด้านบนของนี้มอเตอร์ SR ภายหลังออกมาอีกรูปแบบของแพลตฟอร์มที่รู้จักกันเพียงแค่เป็น “สีดำด้านบน” สามารถระบุตัวตนได้จากปกสีดำและสีเงิน (ตรงข้ามกับปกสีแดง / สีเงินแบบเดิม) ซึ่งเป็นจุดเด่นของการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยซึ่งส่งผลให้ได้ผลการปฏิบัติงานเล็กน้อย มันแตกต่างจากที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น “บากด้านบน” ที่ใช้ใน S14 และ S15 พันธุ์

ในสหรัฐอเมริกา S13 ถูกแทนที่หลังจากปีพ. ศ. 2537 โดยมีการออกแบบ S14 ใหม่ แต่อาศัยอยู่ในญี่ปุ่นจนถึงปี 2541 โดยมีลิฟท์หน้าหลัก 180SX Aero (Type X) นี่คือยุค “Kouki” ในขณะที่รุ่นก่อน (หรือ “กลาง”) เรียกว่า “Chuki” Kouki เป็นจุดเด่นที่ออกแบบใหม่ไฟท้ายออกแบบชุด aero ใหม่และออกพอดีกับถุงลมนิรภัย ในปี พ.ศ. 2541 S13 ซิลเวียได้รับการฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้ง ตัวแปรที่ผลิตโดยKid’s Heartสำหรับนิสสันเรียกว่าSileightyซึ่งเป็นตัวถัง180SX ที่มีส่วนหน้าจาก Silvia รูปแบบ Sileighty ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยผู้ที่ชื่นชอบญี่ปุ่นสำหรับตัวรถ 180SX ของตัวเองและยังคงเป็นแบบฉบับของการปรับเปลี่ยน 180SX และ240SX fastbackยังปรากฏในญี่ปุ่นอะนิเมะและมังงะชุดที่รู้จักกันเป็นครั้งแรก D ชุด (ตามรอบมอเตอร์ญี่ปุ่นของTougeและdrifting ) เป็นจุดเด่นของSileightyในศึกครั้งสุดท้ายของเวทีแรก (หรือฤดูกาลแรกในอะนิเมะ)

การสร้างSileightyแล้วตามด้วย Silvia รุ่นอื่นที่รู้จักกันในชื่อ Onevia ขึ้นอยู่กับแชสซีของ S13 ที่ปลายด้านหน้าของซิลเวียจะถูกลบออกไปและแทนที่ด้วยปลายด้านหน้าของ180SX (แม้ว่ามันจะอยู่ในทวีปอเมริกาเหนือ: รุ่นคูเป้ของ 240SX เป็นรุ่นซ้ายมือของ Silvia กับจมูก 180SX / 240SX)

นอกจากนี้ยังมีรถย้อนยุค (á la Zimmer Golden Spirit ) ซึ่งใช้ S13 Silvia ส่วนตรงกลางเครื่องยนต์และส่วนล่าง มันถูกเรียกว่าMitsuoka Le-Seydeและถูกสร้างขึ้นในชุดที่ จำกัด มากในปีพ. ศ. 2533

รถคันดังกล่าวยังเป็นที่นิยมของผู้ผลิตชิ้นส่วนโลหะหลายประเภทเช่น HotWheels ซึ่งได้เปิดตัวซ้ำหลายครั้งในหลายปีที่ผ่านมา

S14

S14 Silvia ออกมาในญี่ปุ่นในช่วงปลายปีพ. ศ. 2536 ซึ่งต่ำกว่าและกว้างกว่า S13 การจัดแต่งทรงกลมใหม่ทำให้ภาพลวงตาของการเพิ่มขึ้นของขนาดใหญ่กว่าที่เกิดขึ้นจริง ฐานล้อและลู่วิ่งเพิ่มขึ้นทั้งคู่ทำให้มีการจัดการที่ดีขึ้นเล็กน้อย ซึ่งแตกต่างจากตลาดส่งออกซึ่งการขายตัวแปร S14 chassis แปรปรวน Silvia ยังคงเป็นที่นิยมในญี่ปุ่น อย่างไรก็ตามมิติความกว้างเกิน 1700 มม. ซึ่งผลักดันให้รุ่นนี้ออกจากวงเล็บภาษีที่มีขนาดกะทัดรัดซึ่งทำให้ผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นต้องเสียภาษีถนนมากขึ้น ส่วนที่ถอดออกได้และหยุดการผลิตได้ถูกยกเลิกไปในระดับสากลทำให้เหลือเฉพาะรถเก๋งในการผลิตเท่านั้น

การกำหนดระดับการตัดแต่งคล้ายกับ S13 แต่แพคเกจการเลือกคลับถูกทิ้ง “Aero” สายพันธุ์ของ Q และ K ถูกนำเสนอที่ให้ความสำคัญด้านหลังขนาดใหญ่ปีกและไม่รุนแรงผลกระทบพื้นดิน

S14 Silvia K ได้รับรุ่นใหม่ของ SR20DET กับชนเล็กน้อยในอำนาจเนื่องจากการดำเนินการของนิสสันบแคมตัวแปรเวลาระบบที่รู้จักกันเป็นN-VCT , ในแคมไอดีและ T28 ขนาดใหญ่เทอร์โบชาร์จเจอร์

มีการปรับปรุงรูปแบบที่ไม่รุนแรงให้กับ S14 ในปีพ. ศ. 2539 ซึ่งได้เพิ่มไฟหน้าโปรเจคเตอร์ที่ดูก้าวร้าวและไฟท้ายสีม่วงทุกรุ่น Fascias และชิ้นส่วนตกแต่งภายนอกอื่น ๆ ได้รับการแก้ไขด้วยเช่นกัน ตอนนี้เทอร์โบชาร์จเจอร์ใช้ลูกกลิ้งศูนย์กลางลูกปืนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น รุ่นที่ปรับปรุงใหม่นี้เรียกว่าkouki (後期อักษรตัวอักษร “later period”) S14 หรือโดยผู้ที่ชื่นชอบในฐานะ S14A มันถูกขายเป็นรุ่นที่สอง240SXในทวีปอเมริกาเหนือ 1995-1998 พร้อมกับที่ไม่ใช่เทอร์โบKA24DEเครื่องยนต์ รุ่นปีสุดท้ายของการผลิต S14 ในทุกตลาดคือปี 1999 เรียกว่า Touring Model ซึ่งมีเครื่องยนต์บล็อกที่ดีขึ้นลูกสูบและการเร่งความเร็วที่ดีขึ้นในเกียร์ต่ำ

S15

ญี่ปุ่นได้เห็น Silvia รุ่นใหม่: S-15 ในปี 2542 ซึ่งมีกำลังการผลิต 250 แรงม้า (247 แรงม้าต่อกิโลวัตต์) ที่ 6,400 รอบต่อนาทีและ 275 นิวตันเมตร 203 lbf⋅ft (28 kg⋅m) ที่ 4,800 รอบต่อนาทีของแรงบิดจากของSR20DET Inline สี่เครื่องยนต์ , ขอบคุณลูกปืน เทอร์โบอัพเกรดเช่นเดียวกับการปรับปรุงระบบการจัดการเครื่องยนต์ SR20DE ที่ไม่ใช่เทอร์โบผลิตได้ 165 PS (163 แรงม้า 121 กิโลวัตต์)

ซิลเวีย S15 รวมถึงการออกแบบที่ก้าวร้าวทั้งภายในและภายนอกปรับปรุงรูปแบบ Silvia ก่อนหน้านี้ควบคู่ไปกับแนวโน้มการออกแบบรถยนต์สมัยใหม่ ขนาดของร่างกายลดลงจากรุ่นก่อนหน้าเพื่อที่จะสอดคล้องกับชนชั้นญี่ปุ่นซึ่งมีผลต่อยอดขายของรุ่นก่อน ๆ

รุ่น S15 Silvia ได้เริ่มต้นใช้งานง่ายขึ้นเพียงแค่รุ่นSpec-SและSpec-Rทั้งสองรุ่นมีรูปแบบ “Aero” ที่มีปีกหลังด้านหลังขนาดใหญ่และด้านข้าง / valances

Silvia รุ่นนี้จำหน่ายเฉพาะในประเทศญี่ปุ่นออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ แต่มีการนำเข้าเป็นสีเทาในประเทศอื่น ๆ ในออสเตรเลียและนิวซีแลนด์รถขายในชื่อ Nissan 200SX

ในตลาดภายในประเทศออสเตรเลีย (AUDM) S15 ขายได้ 2 ระดับตามที่กล่าวข้างต้น Spec-S และ Spec-R อย่างไรก็ตามทั้งสองรุ่นนี้มีมอเตอร์ SR20DET แม้ว่าจะมี detuned เล็กน้อยจากรถJDM spec นิสสัน S15s ไม่เคยขายอย่างเป็นทางการกับเครื่องยนต์ SR20DE ที่ใช้เครื่องยนต์ Aspirated ในออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ ทั้งสองรุ่นนี้มีจำหน่ายที่ Nissan โชว์รูมจนกระทั่ง Nissan 200SX GT ถูกนำมาใช้ในปี 2002 ซึ่งเป็นปีสุดท้ายของการผลิตสำหรับ S15 ความแตกต่างหลัก ๆ คือล้อที่ทำด้วยโครเมี่ยมโครเมี่ยมโครเมี่ยมที่จับประตูภายในชุดโครเมี่ยมเกียร์ออดี้เซอร์ราวด์สปอร์ตและปีกหลังที่มีขนาดใหญ่ขึ้น

เมื่อวันที่สิงหาคม 2545 นิสสันได้หยุดการผลิตแพลตฟอร์ม Sด้วยชุด S15 ของนิสสันซิลเวียซึ่งเป็นรุ่นสุดท้าย การผลิตของ Silvia สิ้นสุดลงท่ามกลางความพยายามของนิสสันที่จะลดแพลตฟอร์มมากมาย S15 Silvia เป็นรถคันสุดท้ายที่ถือป้าย Silvia แพลตฟอร์มรถสปอร์ตทั่วโลกของนิสสันคือแพลตฟอร์มFMซึ่งเป็นฐานที่ปัจจุบันของFairlady Z ( 350/370Zนอกประเทศญี่ปุ่น) และNissan Skylineในปี 2544 ( Infiniti G35 / 37ในอเมริกาเหนือ)

Please follow and like us:

IMPREZA

SUBARU IMPREZA

ผมจะพามารู้จักประวัติของ SUBARU IMPREZA กันน่ะครับ เพราะหลายๆคนอาจสนใจในรถรุ่นนี้อยู่ก็ได้

ซูบารุ อิมเพรสซ่า (Subaru Impreza) เป็นรถยนต์นั่งขนาดเล็ก (Compact Car) ผลิตโดยซูบารุ เริ่มผลิตและเปิดตัวเมื่อเดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2535 เพื่อแข่งขันกับรถยนต์ Compact Car ยอดนิยมของญี่ปุ่นและของโลก เช่น Toyota Corolla ,Nissan Sunny ,Honda Civic ,Mitsubishi Lancer และ Mazda Familia หรือ 323 เป็นต้น โดยเข้ามาทดแทนรถ Compact Car รุ่นเก่า ซูบารุ ลีออน และซูบารุยังส่งอิมเพรสซ่าไปแข่งขันในการแข่งขันเวิลด์แรลลี่แชมเปี้ยนชิพ อีกด้วยมีคู่แข่งในสมัยเดียวกัน เช่น แลนเซีย, มิตซูบิชิ, โตโยต้า, ฟอร์ด, นิสสัน, มาสด้า, ซีตรอง, และ เปอโยต์ จนคว้าแชมป์เวิลด์แรลลี่แชมเปี้ยนชิพในประเภทผู้ผลิตติดต่อกัน 3 ปีซ้อน (พ.ศ. 25382540) และได้รับถ้วยรางวัลประดับสำนักงานใหญ่ย่านชินจูกุ กรุงโตเกียวหลายครั้งอีกด้วย

อิมเพรสซ่า ถือเป็นปรากฏการณ์ครั้งสำคัญของ Fuji Heavy Industry เพราะสามารถยกระดับตัวเองให้เป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับสากลอย่างเต็มตัวตั้งแต่เริ่มทำรถรุ่นแรกอย่างซูบารุ 1500 หรือรถที่เริ่มวางจำหน่ายเชิงพาณิชย์รุ่นแรกอย่างซูบารุ 360 ทีเดียว โดยในช่วงแรกมีให้เลือกทั้งตัวถังซีดาน 4 ประตู และสปอร์ตวากอน (หรือสเตชันวากอน) 5 ประตู ถึงแม้จะพูดได้ไม่เต็มปากว่าอิมเพรสซ่าเป็นเจเนอเรชั่นต่อมาของลีออน รถครอบครัวชื่อดัง แต่ด้วยขนาดที่ไล่เลี่ยกัน ทำให้หลายคนเข้าใจไขว้เขว และในช่วงแรกได้มีการแยกตัวถังซีดานมาโมดิฟายให้แรงกว่ารุ่นซีดานปกติ เรียกว่า WRX และถือเป็น Icon Model ทั้งในแง่ของการเป็นตัวแข่งที่ดี และตัวขายที่มีลูกค้าตอบรับในระดับใช้ได้

ปัจจุบัน ซูบารุ อิมเพรสซ่า มีวิวัฒนาการตามช่วงเวลาได้ 5 Generation (รุ่น) ดังนี้

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 25352543)

ซูบารุ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 1 เปิดตัวเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2535 และเริ่มส่งมอบให้ลูกค้าจริงๆในเดือนถัดมา มีตัวถังคูเป้ 2 ประตู ซีดาน 4 ประตู และสปอร์ตวากอน 5 ประตู ระบบขับเคลื่อนมีทั้งระบบขับเคลื่อนล้อหน้า และระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ เครื่องยนต์มีให้เลือกทั้ง 1.5 ,1.6 ,1.8 ,2.0 ,2.2 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด โดยในช่วงแรกก็ได้มีการเปิดตัวรุ่น WRX ซึ่งเป็นรุ่นที่ถูกโมดิฟายให้แรงกว่าปกติ มีลูกค้าให้การตอบรับในระดับใช้ได้ และยังเคยถูกส่งไปแข่งขันเวิลด์แรลลี่แชมเปี้ยนชิพจนคว้าแชมป์ในประเภทผู้ผลิตติดต่อกัน 3 ปีซ้อน ชื่อ อิมเพรสซ่า นั้นถูกคิดค้นขึ้นมาแทนชื่อรุ่น ลีออน เพื่อแสดงถึงความใหม่สดทั้งเรื่องการออกแบบและวิศวกรรม ดีไซน์ภายนอกของรถได้รับอิทธิพลมาจากสรีระร่างของหงษ์ที่กำลังบิน แรกเริ่มเดิมที รถรุ่นนี้ถูกสร้างออกมาเพื่อเป็นรถบ้านใช้ง่ายขับสบาย แต่มีจุดเด่นที่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อซึ่งมีประโยชน์มากในหลายประเทศที่มีภูมิอากาศหลากหลายและสภาพถนนที่คาดเดาไม่ได้ หัวใจหลังของการสร้าง อิมเพรสซ่า อยู่ที่ความทนทาน ไม่จุกจิก ใช้แบบลืมๆได้เช่นเดียวกับ ฮอนด้า ซีวิค (ซึ่งหัวหน้าโครงการพัฒนารถรุ่นนี้บอกเองว่านั่นคือคู่แข่งที่เขากลัวที่สุด) คิดดูก็แล้วกันว่าในช่วงแรก ทีมผู้บริหารบางคนยังเสนอให้เปลี่ยนมาใช้ เครื่องยนต์แบบ 4 สูบเรียงเพื่อประหยัดต้นทุนลงด้วยซ้ำ แต่ข้อเสนอนี้ก็ถูกเขี่ยตกโต๊ะไปและยังมาพร้อมกับความคิดใหม่ที่ว่า “เออ นั่นสิ แล้วทำไมเราไม่สร้าง อิมเพรสซ่า รุ่นแรงๆออกมาซะเลยล่ะ?” จากเดิมที่จะมีแค่หงษ์บ้านไว้ให้พ่อบ้านแม่บ้านขับใช้งาน ก็กลายเป็นว่า มีหงษ์ติดหอยถือกำเนิดขึ้นในห้องโปรเจคท์ของ ซูบารุ ซึ่งในช่วงเวลานั้น มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน ยังเป็นวุ้นอยู่ พวกเขาจึงเล็งเทียบกับ นิสสัน พัลซ่าร์ GTi-R โดยมี นิสสัน สกายไลน์ GT-R R32 เป็นรถ Benchmark ในการปรับแต่งองค์ประกอบในการขับขี่ด้วย ช่วงล่างยกชุดแม็คเฟอร์สันสตรัทจาก เลกาซี มาใส่ แค่อาจมีช่วงล่าง บางจุดที่ต่างกัน แต่จุดยึดต่างๆเหมือนกัน..โช้คกับสปริงนั้นใส่กันได้เลยด้วยซ้ำ ในเมื่อพวกเขามีเครื่องยนต์ EJ20G ที่ให้กำลังสูงสุด 220แรงม้า จาก เลกาซี RS อยู่แล้ว แค่นำเครื่องนั้นมาปรับแต่งเพิ่ม เปลี่ยนกลไกวาล์วจากแบบรองชิมเป็นแบบไฮดรอลิก และเปลี่ยนเทอร์โบเป็น TD04H พร้อมกับปรับช่วงล่างและระบบเบรกให้รองรับกับพลังที่เพิ่มมา WRX รุ่นแรกจึงถือกำเนิดขึ้นพร้อมกับพลัง 240 แรงม้า ซึ่งได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมมากกว่าที่ทางผู้บริหารค่ายดาวลูกไก่คาดเอาไว้มาก ขนาดตัวรถที่เล็กและเบากว่า เลกาซี ก็เป็นคุณลักษณะอันดีเยี่ยมที่นำไปสานต่อให้กลายเป็นรถเวิลด์แรลลี่คาร์ได้ด้วย และโชคดีที่พวกเขาตัดสินใจไฟเขียวให้โครงการนี้ และพัฒนารถแข่งออกมาทันกับช่วงเวลาที่ มิตซูบิชิ เปลี่ยนรถแข่งของพวกเขาจาก กาแลนต์ VR-4 เป็น แลนเซอร์ อีโวลูชัน พอดี ส่วนเวอร์ชั่น Production นั้น ทาง ซูบารุ ก็เอาไปวิ่งจับเวลาในสนาม เนือร์บูร์กริง และได้ตัวเลข 8 นาที 28.93 วินาที ..มันอาจจะไม่ได้เร็วมากถ้าเทียบกับรถแรงสมัยนี้ แต่อย่าลืมว่าในปี 1992 นั้น บีเอ็มดับเบิลยู เอ็ม5/เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี500 ยังมีม้าแค่ 300 กว่าตัว ไม่ใช่ 550-560 ตัว อย่างสมัยนี้ และซูเปอร์คาร์อิตาเลียนอย่าง ลัมโบร์กีนี Diablo ยังมีม้าไม่ถึง 500 ตัว

นอกจากนี้ ยังมีตัวถัง Outback Sport เนื่องจากในช่วงนั้น เป็นช่วงที่คนญี่ปุ่นนิยมรถเพื่อสันทนาการ (RV : Recreation Vehicle) กันมาก แต่ในช่วงนั้นซูบารุยังไม่มีเงินทุนมากพอที่จะพัฒนารถ SUV และ MPV เพื่อต่อกรกับบรรดาคู่แข่งในตลาดที่ต่างก็มีรถ SUV และ MPV ทำตลาด เช่น โตโยต้า ฮอนด้า นิสสัน มาสด้า มิตซูบิชิ อีซูซุและซูซูกิ มีทั้งเวอร์ชันอเมริกา และญี่ปุ่น แต่ไม่เคยส่งมาทำตลาดในประเทศไทย โดยเวอร์ชันอเมริกาจะใช้ชื่อว่า Subaru Impreza Outback Sports เปิดตัวในปี พ.ศ. 2537 ถือเป็นรถรุ่นปี 1995 และพอจะมีชาวอเมริกันหาซื้อไปใช้งานอยู่บ้าง ทำให้ซูบารุตัดสินใจทำเวอร์ชันญี่ปุ่นออกมาในเดือนตุลาคมปี พ.ศ. 2538 ในชื่อ Subaru Impreza Sports Wagon GRAVEL EX แต่ไม่ประสบความสำเร็จ จึงตัดสินใจเลิกทำเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนโฉมสู่รุ่นที่ 2 ของอิมเพรสซ่าในปี พ.ศ. 2543

ในประเทศไทย บริษัท สยามซูบารุ จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของสยามกลการเคยนำเข้ามาจำหน่ายในบ้านเรา เนื่องจากก่อนหน้านี้เคยนำเลกาซีรุ่น BC เข้ามาจำหน่ายในไทย แต่สามารถสร้างยอดขายได้แค่พอประมาณเท่านั้น หากไม่ทำอะไรแล้วซูบารุอาจจะต้องม้วนเสื่อกลับไปญี่ปุ่นอย่างที่เคยเป็นมาก่อน รุ่นที่นำเข้ามีตั้งแต่รุ่น 1.6 ลิตร ขับเคลื่อนล้อหน้า 90 แรงม้า ซีดาน 4 ประตู ราคา 695,000 บาท รุ่น 1.8 ลิตร ขับเคลื่อนสี่ล้อ 103 แรงม้า มีทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์อัตโนมัติ และมีตัวถังซีดาน 4 ประตูและสปอร์ตวากอน 5 ประตู โดยราคาตัวถังซีดาน 4 ประตูอยู่ที่ 795,000 บาท และรุ่น WRX เทอร์โบ เครื่องยนต์ EJ20 ราคา 985,000 บาท อาจจะมองว่าไม่แพง แต่สมัยนั้น Accord รุ่นนำเข้าราคา 1.17 ล้าน ถึงแม้จะแรงและขับสนุก แต่ภายในก็ไม่ต่างจากรถบ้านธรรมดา ต่างจาก Accord ซึ่งเป็นรถราคาแพงกว่า แต่ไม่เน้นขับสนุกมากนัก อิมเพรสซ่าที่ถูกขายออกไปส่วนมากมักจะเป็นรุ่นเครื่องยนต์ 1.6 และ 1.8 ลิตร พรีเซ็นเตอร์ในสมัยนั้นคือไตรภพ ลิมปพัทธ์ พิธีกรชื่อดังและเจ้าของบริษัท บอร์น แอนด์ แอสโซซิเอทด์ จำกัด ทำให้ลูกค้าซูบารุทั้งลูกค้าเก่าและใหม่ได้เซ็นใบจองเพื่อซื้อหาอิมเพรสซ่ามาขับขี่ ขายมาได้เรื่อยๆ เป็นตัวทำเงินให้กับซูบารุในไทยเรื่อยมา (ซึ่งปรากฏการณ์นี้ก็เกิดขึ้นกับ Subaru XV ในปัจจุบันเช่นกัน) ภายหลังได้มีการไมเนอร์เชนจ์ตามตลาดออสเตรเลีย จะได้แรงม้าเพิ่มจาก 210 แรงม้าเป็น 218 แรงม้าด้วยอานิสงส์ของการปรับจูนเครื่องตามแบบ PHASE II พร้อมพวงมาลัย MOMO สี่ก้าน พร้อมติดตั้งถุงลมนิรภัยฝั่งคนขับและผู้โดยสารตอนหน้ามาด้วย ล้อ 16 นิ้ว และสปอยเลอร์แบบเตี้ย ในชื่อ Impreza Turbo Plus ซึ่งในตลาดมือสองจะหายากมากถึงมากที่สุด เพราะมีขายออกไปไม่กี่คัน ต่างจาก GC รุ่นแรกๆที่มีขายทั้งแบบเทอร์โบและรถ 1.6 กับ 1.8 จึงหารถแปลง รถทำได้ง่ายกว่ามาก ปัจจุบันยังมีให้เห็นตามท้องถนนทั่วไปอยู่เรื่อยๆ

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 25432550)

ซูบารุ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 2 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2543 มีตัวถังซีดาน 4 ประตู และสปอร์ตวากอน 5 ประตู มีเครื่องยนต์ 1.5 ,1.6 ,2.0 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 และ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด ยังคงมีเวอร์ชัน WRX และ Outback Sports โดยเวอร์ชัน Outback Sports ดัดแปลงมาจากรุ่นสปอร์ตวากอน นำเข้าจากโรงงานในเมืองโอตะ จังหวัดกุมมะ เปิดตัวในปี พ.ศ. 2544 ในฐานะรถรุ่นปี 2002 มีการปรับโฉม Minorchange ในปี พ.ศ. 2547 และปี พ.ศ. 2548 ในฐานะรถรุ่นปี 2006 ทำตลาดจนถึงปี พ.ศ. 2550

รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 25502554)

ซูบารุ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 3 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2550 มีตัวถังซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบค 5 ประตู มีเครื่องยนต์ 1.5 ,2.0 และ 2.5 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 และ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 และ 5 สปีด ยังคงมีรุ่น Outback Sport และ WRX เช่นเดิม แต่เป็นครั้งแรกที่มีรุ่น XV ออกสู่ตลาด และเป็นครั้งแรกที่พลิกแนวคิดการทำอิมเพรสซ่ารุ่นนี้ โดยยุบตัวถังสปอร์ตวากอน 5 ประตูออกไป แล้วเปลี่ยนเป็นแฮทช์แบค 5 ประตู เนื่องจากที่ผ่านมา ซูบารุมุ่งเน้นทำตลาดรถสมรรถนะสูง จนกระทั่งรถยนต์แบบดั้งเดิมที่ตนเองเคยมีส่วนแบ่งการตลาดอยู่บ้าง ตั้งแต่รุ่นลีออน (Leone) มาจนถึงอิมเพรสซ่ารุ่นแรกค่อยๆ หดหายไป เวลาที่ลูกค้าเข้าไปในโชว์รูมซูบารุเขาไม่ได้ซื้อรุ่นสมรรถนะดีๆ เหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อมันไม่สร้างรายได้ ก็ต้องสร้างแรงจูงใจในการทำรถยนต์รุ่นมาตรฐานให้สอดรับความต้องการของลูกค้ามากขึ้น น่าจะช่วยสร้างยอดขายและรายได้ให้มากกว่า ในขณะเดียวกับ ซูบารุต้องการจะขายอิมเพรสซ่าในยุโรปให้ได้มากขึ้น เนื่องจากในยุโรปยังนิยมรถแฮทช์แบคกันอยู่ แต่ซูบารุไม่เคยมีแนวคิดที่จะทำรถยนต์แฮทช์แบคขนาดกลางไปขายในยุโรปมาก่อน จะมีแต่รุ่นที่เล็กกว่าอย่าง ซูบารุ เร็กซ์ (อังกฤษ: Subaru Rex) และ ซูบารุ จัสตี(อังกฤษ: Subaru Justy) ที่เลิกขายไปแล้ว ทำให้ยากต่อการขยายตลาดไปยังยุโรป

สำหรับรุ่น Outback Sport ได้เปิดตัวในปี พ.ศ. 2550 ทำตลาดเฉพาะในอเมริกาเหนือ และยังมียอดขายและการตอบรับที่อยู่ในระดับใช้ได้ จึงมีการพัฒนารุ่นเปลี่ยนโฉมใหม่ทั้งคันแบบ Full Modelchange ของ Impreza XV ควบคู่ไปกับโครงการพัฒนารุ่นเปลี่ยนโฉมของ Impreza เมื่อปี พ.ศ. 2551 โดยระหว่างที่โครงการดำเนินไป ซูบารุตัดสินใจหยั่งเชิงตลาดด้วยการส่งเวอร์ชัน Outback ของ Impreza Hatchback รุ่นปี 2007 – 2012 โดยเปิดตัวในงาน Geneva Motor Show ในเดือนมีนาคมปี พ.ศ. 2553 ก่อนจะนำกลับไปเปิดตัวที่ญี่ปุ่นในเดือนมิถุนายนปีเดียวกัน เพื่อชิมลางตลาดให้แน่ใจอีกครั้ง

โดยเวอร์ชันญี่ปุ่น มีเครื่องยนต์ให้เลือกทั้ง EJ15 บล็อก 4 สูบ Boxer DOHC 16 วาล์ว 1,498 ซีซี เชื่อมได้กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีด และเครื่องยนต์รหัส EJ20 บล็อก 4 สูบ Boxer SOHC 16 วาล์ว 1,994 ซีซี มีเฉพาะเกียร์อัตโนมัติ 4 สปีดเท่านั้น ยอดขายถือว่าค่อนข้างน่าพอใจ ทำให้ FHI มั่นใจว่า โอกาสที่โครงการ XV รุ่นใหม่ซึ่งพัฒนาอยู่ จะประสบความสำเร็จมากกว่าเดิม ในตลาดที่ไกลกว่าเดิม นั่นคือ ทุกประเทศที่มี Subaru ทำตลาดอยู่จะเพิ่มมากขึ้น

รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2554พ.ศ. 2559)

ซูบารุ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 4 เริ่มผลิตเมื่อปี พ.ศ. 2554 มีตัวถังซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบค 5 ประตู เครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์ Boxer 4 สูบ ความจุ 1.6 ลิตร และ 2.0 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 และ 6 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ CVT

รุ่นที่ 5 (พ.ศ. 2559-ปัจจุบัน)

ซูบารุ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 5 เป็นรถยนต์นั่งรุ่นที่สองของซูบารุ ที่ได้รับรางวัลรถยนต์นั่งยอดเยี่ยมแห่งปีของประเทศญี่ปุ่นประจำปี 2559-2560 (2016–2017 Car of the Year Japan) ด้วยคะแนน 420 คะแนน เอาชนะ โตโยต้า พริอุส ที่ได้ มา 371 คะแนน เปิดตัวเป็นครั้งแรกที่ประเทศญี่ปุ่น ในวันที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559 มีให้เลือกทั้งตัวถังซีดาน 4 ประตู และแฮทช์แบค 5 ประตู พร้อมตั้งเป้าหมายยอดขายเดือนละ 2,500 คัน แต่สามารถกวาดยอดจองไปได้สูงถึง 11,050 คัน โดยทางบริษัท Fuji Heavy Industries ระบุว่า 51% จากยอดจองดังกล่าว ล้วนเป็นยอดจองจากลูกค้าที่ย้ายค่ายมาจากผู้ผลิตรถยนต์รายอื่น จุดเด่นของ อิมเพรสซ่า รุ่นที่ 5 ประกอบไปด้วย โครงสร้างพื้นฐาน ซูบารุ โกลบอล แพลตฟอร์ม ที่มีความแข็งแกร่งกว่าโครงสร้างพื้นฐานในอิมเพรสซ่ารุ่นที่แล้ว 70-100%, มีจุดศูนย์ถ่วงต่ำกว่าอิมเพรสซ่ารุ่นที่แล้ว 5 มิลลิเมตร, ติดตั้งระบบ Active Torque Vectoring มาให้ และยังเป็นรถยนต์ญี่ปุ่นรุ่นแรก ที่มีถุงลมนิรภัยสำหรับ คนเดินถนนอีกด้วย สำหรับขุมพลังนั้นมีให้เลือก 2 รุ่น ประกอบไปด้วย เครื่องยนต์ Boxer 4 สูบ ความจุ 1.6 ลิตร และ 2.0 ลิตร ระบบเกียร์เป็นเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ CVT

และนี้ก็เป็นอีกตำนานบทหนึ่งของญี่ปุ่นที่ไปสู่ระดับโลกได้สำเร็จ ผมชื่นชอบรถรุ่นนี้มากเป็นพิเศษเพราะว่า เขามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่ว่าจะเป็นรูปทรง หรือเสียงเครื่องยนต์ที่ดุดัน ใครที่สนใจในรถรุ่นนี้อยู่ผมแนะนำให้ไปลองนะครับ คุณจะรู้สึกได้เลยว่า ขับสนุกจริงๆ

Please follow and like us:

SUPER CAR พาท1

SUPER CAR

วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่อง SUPER CAR กันนะครับ รถ SUPER CAR ที่แต่ละคนรู้จักก็คงไม่พ้น LAMBORGHINI และ FERRARI วันนี้ผมจะมาแนะนำ SUPER CAR ยี่ห้ออื่นเพิ่มเติมจากสองยี่ห้อนี้นะครับ

เริ่มต้นกันที่ BUGATTI

BUGATTI เป็นรถฝรั่งเศสผู้ผลิตของรถยนต์ที่มีประสิทธิภาพสูงก่อตั้งขึ้นในปี 1909 ในแล้วเยอรมันเมืองMolsheim , Alsaceโดยอิตาลี -born Ettore Bugatti รถ Bugatti เป็นที่รู้จักในด้านความงามของการออกแบบ (Ettore Bugatti มาจากครอบครัวของศิลปินและคิดว่าตัวเองเป็นทั้งศิลปินและผู้สร้าง) และมีชัยชนะในการแข่งขันมากมาย Bugattis ที่มีชื่อเสียง ได้แก่Type 35 Grand Prix , Type 41 “Royale” , Type 57 “Atlantic”และType 55 sports car

การตายของ Ettore Bugatti ในปีพ. ศ. 2490 เป็นจุดสิ้นสุดสำหรับตราสินค้าและการตายของลูกชายของเขาJean Bugattiในปี พ.ศ. 2482 ทำให้ไม่มีผู้สืบทอดมานำทางโรงงาน ไม่เกิน 8,000 คัน บริษัท พยายามดิ้นรนและปล่อยให้เป็นรุ่นสุดท้ายในยุค 50 ก่อนที่จะถูกซื้อกิจการเครื่องบินในช่วงยุค 60

ในปี 1990 ผู้ประกอบการอิตาลีฟื้นขึ้นมามันเป็นตัวสร้างการผลิต จำกัด พิเศษรถสปอร์ต วันนี้ชื่อเป็นเจ้าของโดยกลุ่มโฟล์คสวาเก้น

สอง KOEEIGSEGG AGERA

คอนิกเส็กก์ อาเกียรา (อังกฤษ: Koenigsegg Agera) เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เครื่องยนต์กลางลำหลัง ขับเคลื่อนสองล้อท้าย (RMR) 2 ประตู 2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัท คอนิกเส็กก์จากสวีเดน เป็นรุ่นต่อของ ซีซีเอ็กซ์/ซีซีอาร์เอ็กซ์ คำว่า “อาเกียรา” เป็นคำกริยา (v.) ภาษาสวีเดน ซึ่งแปลว่า กระทำ หรือ ใช้เกิดการกระทำ

อาเกียรา ได้รับการเสนอชื่อเป็น รถไฮเปอร์คาร์แห่งปี ค.ศ. 2010 (Hypercar of the Year in 2010) โดยนิตยสารท็อปเกียร์

สาม  McLaren

ก่อตั้งขึ้นในปี 1963 โดยนิวซีแลนด์บรูซแม็คลาเรนทีมที่ชนะครั้งแรกของแกรนด์กรังปรีซ์ที่1968 เบลเยียมกรังด์ปรีซ์แต่ความสำเร็จครั้งแรกที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพวกเขาใน Can-Am ซึ่งพวกเขาโดดเด่นจากปี 1967 ปี 1971 ชัยชนะของชาวอเมริกันต่อไปตามด้วยอินเดียแนโพลิ 500 ชัยชนะในรถแม็คลาเรนสำหรับมาร์ค Donohueใน1972และจอห์นนี่รัทเธอร์ใน1974และ1976 หลังจากที่ Bruce McLaren เสียชีวิตในอุบัติเหตุการทดสอบในปี 1970 เท็ดดี้เมเยอร์เข้ามารับงานทีมแรกของ Formula One Constructors ‘Championship ในปี 1974พร้อมกับEmerson FittipaldiและJames Huntชนะแชมป์ไดรเวอร์ในปีพ. ศ. 2517 และ2519ตามลำดับ ปี 1974 ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการให้การสนับสนุนที่ยาวนานโดยแบรนด์บุหรี่ของ MarlboroของPhillip Morris

ในปี 1981 แม็คลาเรนรวมกับรอนเดนนิสแข่งโครงการสี่ ; เดนนิสเข้ามาเป็นหัวหน้าทีมและหลังจากจัดซื้อหุ้นของผู้ถือหุ้นแม็คลาเรนเดิมเพื่อเข้าควบคุมทีมทั้งหมด นี่เป็นการเริ่มต้นยุคที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดของทีม: ด้วยเครื่องยนต์PorscheและHonda , Niki Lauda , Alain ProstและAyrton Sennaคว้าแชมป์ไดรเวอร์ทั้ง 7 คนเข้าด้วยกัน การรวมกันของหญิงและมะขามแขกโดยเฉพาะอย่างยิ่งโดดเด่นร่วมกันพวกเขาได้รับรางวัลทั้งหมด แต่หนึ่งในการแข่งขัน1988 -but ภายหลังการแข่งขันของพวกเขาถูกทำให้เน่าและหญิงที่เหลือสำหรับเฟอร์รารีทีมอังกฤษ Fellowวิลเลียมส์ที่นำเสนอความท้าทายที่สอดคล้องกันมากที่สุดในช่วงเวลานี้ทั้งสองชนะทุกก่อสร้างระหว่าง1984และ1994 อย่างไรก็ตามในช่วงกลางปี 1990 ฮอนด้าได้ถอนตัวออกจากสูตรหนึ่งมะขามแขกได้ย้ายไปวิลเลียมส์และทีมงานไปสามฤดูกาลโดยไม่ชนะ กับMercedes-Benzเครื่องยนต์เวสปอนเซอร์และอดีตนักออกแบบวิลเลียมส์เอเดรีย Neweyต่อมาประชันใน1998และ1999พร้อมคนขับมิกะHäkkinenและในช่วงยุค 2000 ทีมงานมีความสอดคล้องนักวิ่งหน้าขับลูอิสแฮมิลตันใช้ชื่อล่าสุดของพวกเขาใน2008

รอนเดนนิสเกษียณในฐานะหัวหน้าทีมแม็คลาเรนในปี 2009 มอบให้กับแม็คลาเรนเวลานานพนักงานมาร์ติน Whitmarsh อย่างไรก็ตามในตอนท้ายของปี 2013 หลังจากฤดูกาลที่เลวร้ายที่สุดของทีมตั้งแต่ปี 2004 Whitmarsh ถูกตัดขาด แม็คลาเรนประกาศในปี 2013 ว่าพวกเขาจะใช้ฮอนด้าเครื่องยนต์จาก 2015 เป็นต้นไปแทนที่Mercedes-Benz ทีมวิ่งเป็นแม็คลาเรนฮอนด้าเป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี 1992 ที่2015 ออสเตรเลียนกรังด์ปรีซ์ ในเดือนกันยายนปีพศ. 2560 แม็คลาเรนประกาศว่าพวกเขาได้ตกลงกันในเรื่องการจัดหาเครื่องยนต์กับเรโนลต์ในช่วงปีพ. ศ. 2561 ถึง พ.ศ. 2563

สี่ HONDA เป็น 1 ค่ายของทางญี่ปุ่นที่มี SUPER CAR สัญชาติญี่ปุ่น ที่ไม่แพ้ SUPER CAR ของยุโรปเลยแม้แต่น้อย ซึ่งทาง HONDA ได้ส่ง HONDA NSX มาแข่งกับค่ายSUPER CAR ยักษ์ใหญ่ได้เป็นที่น่าพึ่งพอใจมาก
HONDA NSXหรือที่ตีตลาดภายใต้ชื่อ แอคิวรา เอ็นเอสเอ็กซ์ (อังกฤษ: Acura NSX) ในแถบอเมริกาเหนือ เป็น รถสปอร์ตสองแบบเครื่องวางกลาง (mid-engine) ผลิตโดย ฮอนด้า/แอคิวรา

จุดเริ่มต้นของเอ็นเอสเอ็กซ์ย้อนกลับไปเมื่อ ค.ศ. 1984 เริ่มจากการออกแบบ เอชพี-เอ็กซ์ (Honda Pininfarina eXperimental)  ซึ่งเป็นรถสปอร์ตเครื่อง 3.0 L V6 วางกลางขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง ฮอนด้ามีความตั้งใจพัฒนาเพื่อก้าวข้ามหรือเทียบเท่าความสามารถเครื่องยนต์ V8 ของเฟอร์รารี่ในตอนนั้น โดยเพิ่มความน่าเชื่อถือในราคาที่ต่ำกว่า แนวคิดนี้ถูกพัฒนาจนกลายเป็น เอ็นเอส-เอ็กซ์ ที่ย่อมาจาก “New”, “Sportscar” “eXperimental”, แม้หลังการผลิตจะถูกใช้ชื่อว่า เอ็นเอสเอ็กซ์

ห้า NISSAN อีก 1 ค่ายของรถญี่ปุ่นที่สร้างตำนาน SUPER CAR ที่ไม่เป็นรอง SUPER CAR สัญชาติใดๆ ทาง NISSAN ได้ส่ง NISSAN SKYLINE R35 ขึ้นแท่น SUPER CAR ที่มีความเร็วในระดับต้นๆ ของรถ SUPER CAR ได้สำเร็จ

NISSAN SKYLINE R35หรือชื่อในทางเทคนิค R35เป็นรถยนต์นั่งสมรรถนะสูง เครื่องยนต์ลำหน้า ขับเคลื่อน 4 ล้อ (AWD) 2 ประตู 2+2 ที่นั่ง ผลิตโดยบริษัทนิสสันจากประเทศญี่ปุ่น จีที-อาร์ เปิดตัวครั้งแรกในวันที่ 6 ธันวาคม ปี ค.ศ. 2007 ที่ประเทศญี่ปุ่น และที่สหรัฐอเมริกา ในวันที่ 1 กรกฎาคม ปี ค.ศ. 2008 ส่วนประเทศอื่นๆ ในเดือน มีนาคม ปี ค.ศ. 2009 ได้รับการออกแบบโดย ชิโร นากามูระ (Shiro Nakamura)

นิสสัน จีที-อาร์ จึงอาจกล่าวได้ว่า เป็นรถซูเปอร์คาร์ ไม่กี่คันที่มาจาก ประเทศญี่ปุ่น ที่สามารถเทียบชั้นได้กับ ซูเปอร์คาร์ยี่ห้อดังในยุโรปเช่น เฟอร์รารี่,ลัมโบร์กีนี,ปอร์เช่ เป็นต้น จึงทำให้ภาพพจน์รถยนต์ของญี่ปุ่นดูสูงขึ้นมาก เพราะนิสสันจีที-อาร์ เป็นรถคันเดียวของญี่ปุ่นที่สามารถเป็นรถคูเป ที่เร็วที่สุดของโลกได้ เมื่อเทียบกับแต่ก่อนที่ รถจากญี่ปุ่นขึ้นชื่อเป็นรถราคาถูก ด้อยคุณภาพ ไม่สามารถเทียบชั้นได้กับ รถในสหรัฐ และ รถในยุโรป นิสสัน จีที-อาร์ ได้รับการบันทึกในกินเนสบุ๊ค ปี ค.ศ. 2011 ว่า เป็นรถสี่ที่นั่งที่มีอัตราเร่งเร็วที่สุดในโลก (Fastest 0–60 mph acceleration by a four seater production car) แต่ถึงอย่างไรก็ดีปัจจุบันสถิตินี้ถูกลบไปแล้ว โดยเฟอร์รารี่ เอฟ12เบอร์ลิเนตต้าที่เข้ามาครองอันดับ 1 แทน

วันนี้เราจะพูดถึงกันแค่ 5 ค่ายนี้พอนะครับ แหนะ! ผมรู้นะว่าพวกคุณยังอยากรู้ของค่ายอื่นๆอีก เดียวผมจะมาต่อให้ทีหลังเป็น PART2 นะครับ

Please follow and like us:

SUPER CAR พาท2

วันนี้เราจะมาต่อเรื่อง SUPER CAR กันนะครับ

เราจะมาเริ่มกันที่ SUPER CAR สัญชาติอเมริกากันก่อนนะครับ DODGE CHALLENGER

เป็นแบรนด์ของรถยนต์วางตลาดโดยดอดจ์ เครื่องชาร์จรุ่นแรกเป็นรถโชว์ในปีพ. ศ. 2507 มีการผลิตเครื่องชาร์จต่างๆหลายรุ่นซึ่งสร้างขึ้นจากแพลตฟอร์มและขนาดต่างๆ 3 แบบ ในสหรัฐอเมริกา, ป้ายชาร์จได้ถูกนำมาใช้ในsubcompact hatchbacks, ขนาดเต็มรถเก๋งและหรูหราส่วนบุคคล coupes รุ่นปัจจุบันเป็นซีดาน 4 ประตู

หลักสามประการคือ Dodge Chargers ขนาดกลาง (B-body)รถสองประตู (1966-78), รถsubcompact (L-body) (1983-87) และ(LX) ขนาดเต็ม แพลตฟอร์มสี่ประตูซีดานสร้างตั้งแต่ปี 2006 Charger แรกคือ 1965 Dodge Dart GT ตัวเลือกไม่ 1966 Coronet เราทุกคนคุ้นเคยกับ

ชื่อที่ได้รับการดำเนินการโดยรถแนวคิด 1999ที่แตกต่างอย่างมากจากที่ชาร์จในที่สุดก็วางลงในการผลิตสำหรับปี 2006 รุ่นปี ใช้แผ่นป้ายชื่อRamcharger ที่คล้ายกันสำหรับรถบรรทุกประเภทรถบรรทุก

ชื่อ Charger ถูกใช้ในบราซิลเป็นแบบจำลองประสิทธิภาพตามDart (A-Body) (1971-80)

สอง CHEVROLET CORVETTE  

CHEVROLET CORVETTEที่รู้จักเรียกขานเป็นVette หรือChevy Corvetteเป็นรถสปอร์ตที่ผลิตโดยเชฟโรเลต รถได้รับการผลิตผ่านเจ็ดชั่วอายุคน รุ่นแรกที่เปิดประทุนได้รับการแนะนำให้รู้จักกับGM Motoramaในปีพ. ศ. 2496 ในฐานะรถแนวคิด ไมรอนสกอตต์เป็นเครดิตสำหรับการตั้งชื่อรถหลังจากชนิดของขนาดเล็กเรือรบคล่องแคล่วเรียกว่าเรือลาดตระเวน สร้างสรรค์ขึ้นในFlint, MichiganและSt. Louis, Missouriตั้งแต่ปี 1981 เรือลาดตระเวนได้รับการผลิตในโบว์ลิงกรีน, เคนตั๊กกี้และเป็นรถสปอร์ตอย่างเป็นทางการของเครือจักรภพแห่งเคนตั๊กกี้ ในขณะที่การเป็นรถยนต์ที่รู้จักกันดีในด้านความเร็วและสมรรถนะตลอดประวัติศาสตร์ Corvette ได้พัฒนาไปตลอดชั่วอายุในการเป็นแบรนด์เรือธงเชฟโรเลตที่ได้รับการยกย่องอย่างกว้างขวาง

สาม ASTON MARTIN

Aston Martin Lagonda โกลบอลโฮลดิ้งพีแอลซีเป็นผู้ผลิตของอังกฤษหรู รถสปอร์ตและtourers แกรนด์ ได้ก่อตั้งขึ้นในปี 1913 โดยลิโอเนลมาร์ตินและโรเบิร์ต Bamford นำ 1947 โดยเดวิดบราวน์มันก็กลายเป็นที่เกี่ยวข้องกับการเดินทางรถยนต์แกรนด์มีราคาแพงในปี 1950 และ 1960 และมีการสวมบทบาทเจมส์บอนด์ต่อไปนี้เขาใช้ของDB5แบบจำลองใน 1964 ภาพยนตร์ฟิงเกอร์ รถสปอร์ตของพวกเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นไอคอนทางวัฒนธรรมของอังกฤษ  Aston Martin ได้จัดใบสำคัญแสดงสิทธิเป็นผู้จัดส่งให้กับPrince of Walesตั้งแต่พ. ศ. 2525 มีตัวแทนจำหน่ายรถยนต์กว่า 150 แห่งในกว่า 50 ประเทศในหกทวีปทำให้เป็นแบรนด์รถยนต์ระดับโลก บริษัท มีการซื้อขายที่ตลาดหลักทรัพย์ลอนดอน สำนักงานใหญ่และเว็บไซต์การผลิตหลักอยู่ในGaydon , ริลล์ , อังกฤษ, ข้างหนึ่งของจากัวร์แลนด์โรเวอร์ของศูนย์พัฒนาบนเว็บไซต์ของอดีตเอเอฟ วีเครื่องบินทิ้งระเบิดฐานทัพอากาศ หนึ่งในรถที่ผ่านมาแอสตันมาร์ตินเป็นชื่อหลังจากปี 1950 วัลแคนเครื่องบินทิ้งระเบิด  แอสตันมาร์ตินได้ประกาศแผนการที่จะเปิดตัวเองเป็นแบรนด์ระดับโลกที่หรูหราและมีมากขึ้นเรื่อย ๆ แยกออกเป็นโครงการรวมทั้งเรือเร็ว, จักรยาน, เสื้อผ้าและพัฒนาอสังหาริมทรัพย์แม้เรือดำน้ำ และเครื่องบินส่วนใหญ่บนพื้นฐานการออกใบอนุญาติ

สี่ FORD MUSTANG GT

ฟอร์ดมัสแตงเป็นชาวอเมริกันรถที่ผลิตโดยฟอร์ด มันก็ขึ้นอยู่เดิมบนแพลตฟอร์มของรุ่นที่สองนอร์ทอเมริกันฟอร์ดฟอลคอนเป็นรถยนต์ขนาดกะทัดรัด  เดิม1962 ฟอร์ดมัสแตงฉันสองที่นั่งแนวคิดรถได้พัฒนาเป็น 1963 มัสแตง II รถสี่ที่นั่งแนวคิดที่ฟอร์ดใช้ในการ pretest ว่าประชาชนจะสนใจใน Mustang การผลิตครั้งแรก รถแนวคิดรุ่น Mustang II ปี 1963 ได้รับการออกแบบให้มีรูปแบบของหน้าแบบด้านหลังหน้าและหลังแบบการผลิตที่มีระยะห่าง 2.7 นิ้วที่สั้นกว่า  แนะนำเช้าตรู่ที่ 17 เมษายน 2507 (16 วันหลังจากที่พลีมั ธ Barracuda ) และจึงขนานนามว่าเป็น “1964½” โดยแฟนมัสแตง 1965 มัสแตงเป็นของ automaker การเปิดตัวที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดตั้งแต่รุ่น A  มัสแตงมีระดับหลายแปลงไปในปัจจุบันรุ่นที่หก

มัสแตงสร้าง ” รถม้า ” ชั้นของรถยนต์ของกล้ามเนื้ออเมริกันและราคาไม่แพงสปอร์ตcoupesกับกระโปรงยาวและชั้นด้านหลังสั้น และก่อให้เกิดสินค้าเช่นเชฟโรเลต Camaro ,  Pontiac Firebird , AMC โตมร ,  ไครสเลอร์ ‘s ปรับปรุงพลีมั ธ น้ำดอกไม้และรุ่นที่สองดอดจ์ชาเลนเจอร์  มัสแตงยังให้เครดิตสำหรับแรงบันดาลใจในการออกแบบcoupésเช่นโตโยต้า Celicaและฟอร์ดคาปรีซึ่งนำเข้ามาในประเทศสหรัฐอเมริกา

ห้า AUDI

ออดี้เอจี เป็นชาวเยอรมันผู้ผลิตรถยนต์ที่ออกแบบ, วิศวกร, ผลิตตลาดและจัดจำหน่ายรถคันหรู ออดี้เป็นสมาชิกของโฟล์คสวาเกนกรุ๊ปและมีรากฐานมาจากIngolstadt , Bavariaประเทศเยอรมนี รถยนต์ที่มีตราสินค้าของ Audi ผลิตในโรงงานผลิต 9 แห่งทั่วโลก

ต้นกำเนิดของ บริษัท มีความซับซ้อนจะกลับไปช่วงต้นศตวรรษที่ 20 และ บริษัท เริ่มต้น               

( HorchและAudiwerke ) ก่อตั้งขึ้นโดยวิศวกรAugust Horch ; และสองผู้ผลิตอื่น ๆ

( DKWและWanderer ) นำไปสู่การวางรากฐานของยูเนี่ยนออโต้ในปี 1932 ในยุคที่ทันสมัยของออดี้เป็นหลักเริ่มต้นขึ้นในปี 1960 เมื่อสหภาพออโต้ถูกซื้อกิจการโดยโฟล์คสวาเกนจากเดมเลอร์เบนซ์  หลังจาก relaunching ยี่ห้อออดี้กับการแนะนำ 1965 ของออดี้ F103ชุดโฟล์คสวาเก้นรวมรถยนต์ยูเนี่ยนกับNSU Motorenwerke ในปี 2512 ซึ่งเป็นการสร้างรูปแบบของ บริษัท ในปัจจุบัน

ชื่อ บริษัท อยู่บนพื้นฐานของภาษาละตินแปลนามสกุลของผู้ก่อตั้งที่ออกัสต์ฮอร์ช “Horch” ความหมาย “ฟัง” ในภาษาเยอรมันกลายเป็น “audi” ในภาษาละติน ทั้งสี่วงของโลโก้ออดี้เป็นตัวแทนของหนึ่งในสี่ บริษัท รถยนต์ที่รวมตัวกันเพื่อสร้าง บริษัท ผู้บุกเบิกออดี้ยูเนี่ยนออโต้ยูนิออล คำขวัญของออดี้คือVorsprung durch Technikความหมาย “การก้าวสู่เทคโนโลยี” อย่างไรก็ตาม Audi USA ได้ใช้สโลแกน “Truth in Engineering” ตั้งแต่ปี 2550 ถึงปี พ.ศ. 2559 และยังไม่ได้ใช้สโลแกนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2559  ออดี้พร้อมด้วยBMWและMercedes-Benzเป็นหนึ่งในแบรนด์รถยนต์หรูที่ขายดีที่สุดใน โลก.

ก็จบไปแล้วน่ะครับสำหรับ SUPER CAR ที่ผมอยากแนะนำ จริงๆมันก็มีอีกหลายค่ายที่ผมไม่ได้นำเสนอ เอาไว้มีเวลากว่านี้ผมจะมาเสริมค่ายอื่นให้อ่านกันนะครับ

Please follow and like us:

Crown

Toyota Crown

โตโยต้า คราวน์ (อังกฤษ: Toyota Crown) เป็นรถยนต์นั่งประเภทหรูหราขนาดกลางของโตโยต้า พบเห็นได้ทั่วไปตามท้องถนนในประเทศญี่ปุ่นเริ่มต้นนั้นถูกออกแบบมาเพื่อใช้เป็นรถแท็กซี่ ตลอดช่วงการผลิตของคราวน์นั้น เป็นที่ปรากฏเพียงเล็กน้อยที่มีการใช้คราวน์แบบซีดานเป็นแท็กซี่ จนกระทั่งปี พ.ศ. 2538 โตโยต้าได้แตกแขนงคราวน์แบบซีดานออกมาสำหรับใช้เป็นรถแท็กซี่โดยเฉพาะ คือ คราวน์ คอมฟอร์ท นอกจากนี้ โตโยต้า คราวน์ยังได้รับการไว้วางใจในกิจการตำรวจทั่วประเทศญี่ปุ่นอีกด้วย รวมถึงการรับส่งเจ้าหน้าที่รัฐในทุกระดับ

ในประเทศญี่ปุ่น จะสามารถหาซื้อโตโยต้าคราวน์ได้เฉพาะช่องทางของตัวแทนจำหน่ายค้าปลีกของโตโยต้าเท่านั้น คราวน์จัดว่าเป็นรถซีดานที่เก่าแก่ที่สุดของโตโยต้าที่ยังอยู่ในสายการผลิต หากเทียบสถานะและเกียรติภูมิของคราวน์ในบรรดารถญี่ปุ่นแล้ว เป็นรองแต่เพียงคราวน์ มาเจสตา และ เซ็นทูรีเท่านั้น

โตโยต้า คราวน์ถูกใช้เป็นรถรับรองอย่างแพร่หลายในหลากบริษัทของญี่ปุ่น ในบางประเทศ โตโยต้า คราวน์จัดว่าเป็นรถที่มีราคาแพงมาก ดังนั้นเมื่อโตโยต้า เครสสิด้าได้รับการอนุญาตให้ส่งออกในต้นทศวรรษที่ 1980 คราวน์จึงถูกแทนที่ด้วยรถรุ่นดังกล่าว

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2498-2505)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า โมเดล RS กับโมเดล S30 เริ่มการผลิตครั้งแรกใน พ.ศ. 2498 โดยในช่วงแรก เครื่องยนต์จะเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็ก 1.5 ลิตร แต่ต่อมาก็มีเครื่องยนต์รุ่นพิเศษ ขนาด 1.9 ลิตร แต่อย่างไรก็ตาม ก็ยังใช้เครื่องขนาด 1.5 ลิตร เป็นมาตรฐานไปจนจนยุคของโฉมใน พ.ศ. 2505 โดยจุดเด่นของรุ่นนี้มีทั้งช่วงล่างแบบ ดับเบิ้ลวิชโบน (ในช่วงล่างด้านหน้า ส่วนด้านหลังยังคงเป็นแบบแหนบ) และ ใช้เกียร์กึ่งอัตโนมัติ 2 จังหวะในชื่อ Toyoguild

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2505-2510)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า โมเดล S40 เริ่มผลิตครั้งแรกใน พ.ศ. 2505 โดยในช่วงแรกจะเป็นเครื่องยนต์มาตรฐาน 4 สูบ แต่ตั้งแต่ พ.ศ. 2508 ก็เริ่มมีการผลิตเครื่องยนต์คราวน์รุ่น M ซึ่งมี 6 สูบ แต่ในโฉมนี้ คราวน์เริ่มมีการผลิตรถแบบ Wagon ซึ่งก็จะผลิตคู่กับคราวน์แบบซีดานต่อไป

โฉมนี้ คราวน์มีความกว้าง ยาว และความดึงดูดใจลูกค้ามากขึ้น โดยเฉพาะใน พ.ศ. 2507 ก็เริ่มมีการผลิตรุ่น Crown Eight ใช้พลังจากเครื่องยนต์ V8 2.6 ลิตร ระบบเกียร์อัตโนมัติในรุ่นนี้ได้รับการพัฒนาต่อมา เป็นแบบอัตโนมัติทั้งระบบ โดยยังคงใช้ชื่อเรียกจากรุ่นที่แล้ว

รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2510-2514)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S50 โดยโฉมนี้เป็นโฉมที่คราวน์เริ่มมีการผลิตตัวถังแบบ Pick-up (ซึ่งมีใช้กับโฉมที่ 3 เพียงโฉมเดียว) กับ Hardtop Coupe 2 ประตู ซึ่งเป็นโฉมที่คราวน์เปลี่ยนไปไม่มากนักจากโฉมก่อน แต่เพิ่มรายละเอียดเข้าไปในรถบ้าง ซึ่งรถที่คราวน์ผลิตส่งออก จะใช้รถรุ่น 2M ขนาด 2.3 ลิตร โดยจุดเด่นที่เพิ่มมาในรุ่นนี้มีอาทิเช่น พวงมาลัยพาวเวอร์,กระจกอัดซ้อนนิรภัย,กระจกไฟฟ้าและดิสก์เบรกล้อหน้า

รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2514-2517)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S60 กับ S70 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2514 เริ่มมีการผลิตรถทริมแบบ Super Saloon ซึ่งเป็นโฉมสุดท้ายของคราวน์ ที่มีขายใน สหรัฐอเมริกา แต่ก็เป็นโฉมแรกที่คราวน์ ผลิตในยี่ห้อรถชื่อ “โตโยต้า” เพราะก่อนหน้านี้ โตโยต้าไม่ได้ใช้ชื่อนี้ แต่ใช้ชื่อยี่ห้อผลิตภัณฑ์รถว่า “โตโยเพ็ท” (Toyopet) (กล่าวอีกอย่างว่า โฉม 1-3 มีชื่อว่า โตโยเพ็ท คราวน์ (Toyota Crown) พอถึงโฉมที่ 4 เป็นต้นมา จึงจะมีชื่อว่า โตโยต้า คราวน์) ซึ่งโดยส่วนใหญ่ ไฟหน้าจะเป็นวงกลม 2 ดวงต่อข้าง ยกเว้นรถ Hardtop ที่ขายในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น จะมีไฟหน้าเป็นสี่เหลี่ยม โดยจุดเด่นในรุ่นนี้ที่เพิ่มเข้ามาได้แก่ ระบบเกียร์แบบ 3 สปีดควบคุมด้วยไฟฟ้า (EAT) , เป็นรถญี่ปุ่นรุ่นแรกๆที่มีระบบควมคุมเสถียรภาพการทรงตัวในล้อหลัง (rear wheel ESC) และยังถือเป็นรุ่นแรกหัวฉีดน้ำมันแบบอิเล็กทรอนิกส์ (EFI)

รุ่นที่ 5 (พ.ศ. 2517-2522)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S80 กับ S100 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2517 และเริ่มส่งออกต่างประเทศใน พ.ศ. 2518 โฉมนี้ เริ่มมีการผลิตรถตัวถังแบบ Hardtop 4 ประตู มีการผลิตรถรุ่นทริมแบบ Royal Saloon ขึ้น โฉมนี้มีทริม 4 ระดับ คือ Standard , Deluxe , Super Saloon และ Royal Saloon

เครื่องยนต์ มีแบบเบนซิน 2.0 , 2.6 ลิตร และเป็นครั้งแรกที่มีเครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร มาให้เลือกอีกด้วยและยังมีจุดเด่นที่เพิ่มมาเช่น ระบบเกียร์แบบ 4 สปีด โอเวอร์ไดร์ฟ , ดิสก์เบรก 4 ล้อ , เบรกมือแบบเหยียบ และเบาะปรับไฟฟ้าด้านหลัง

รุ่นที่ 6 (พ.ศ. 2522-2526)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S110 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2522 เป็นโฉมสุดท้ายของคราวน์ที่มีการผลิตตัวถังแบบ Hardtop Coupe 2 ประตู , โฉมนี้มีเครื่องยนต์ให้เลือก 3 ขนาด คือ 2.0 , 2.2 ดีเซล , 2.6 และ 2.8 DOHC ลิตร และเป็นโฉมแรกที่มีรถรุ่น “Crown Turbo” ในขนาดเครื่องยนต์ 2.0 ลิตร (M-TEU) แต่ในโฉมนี้ คราวน์ เทอร์โบ มีขายเฉพาะในญี่ปุ่น และจุดเด่นที่เพิ่มมาในรุ่นนี้ได้แก่ ระบบควบคุมการทำงานของเกียร์ด้วยคอมพิวเตอร์ ( ECT ) , เบาะปรับไฟฟ้าทั้งคัน , มาตรวัตดิจิตอล

โฉมนี้ รถแบบ Royal Saloon ที่ขายในประเทศญี่ปุ่น กับรถรุ่นแรกๆ ของโฉม จะมีไฟหน้าเป็นสี่เหลี่ยม ส่วนเกรด standard จะมีไฟหน้าเป็นดวงกลม

รุ่นที่ 7 (พ.ศ. 2526-2530)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S120 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2526 มีเครื่องยนต์ที่หลากหลาย เครื่องเบนซินก็จะมี 1G-E 2.0 ลิตร , M-E 2.0 ลิตร SOHC (SOHC = Single Overhead Cam) , M-TEU 2.0 ลิตร SOHC TURBO , 1G-GE 2.0 ลิตร DOHC (DOHC = Double Overhead Cam) , 1G-GZE DOHC supercharger ไปจนถึง 5M-GE 2.8 ลิตร DOHC ส่วนเครื่องดีเซล ก็มี 2L 2.4 ลิตร SOHC , 2L-TE 2.4 ลิตร SOHC และ 2L-THE 2.4 ลิตร SOHC Diesel Turbo ceramic Hi Power และในโฉมนี้ ยังมีการเปิดตัวทริมใหม่ คือ Royal Saloon G มาเป็นรุ่นท็อป แทนทริม Royal Saloon

รุ่นที่ 8 (พ.ศ. 2530-2534)

โฉมนี้ ใช้รหัสโมเดลว่า S130 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2530 ในรถยนต์รุ่นท็อป (Royal Saloon G) ช่วงแรกๆจะใช้เครื่องบล็อก 7M-GE ต่อมามีการปรับปรุงโฉมโดยเล็กน้อยโดยจะใช้เครื่อง 1UZ-FE 4.0 ลิตร (เครื่องแบบเดียวกับรถรุ่น Lexus LS400 , Toyota Celsior) ส่วนรองๆ ลงมาก็จะมีเครื่องแบบ 7M-GE 3.0 ลิตร DOHC , 1G-GZE 2.0 ลิตร DOHC Superchager , 1G-GE 2.0 ลิตร DOHC และเครื่องดีเซล อีกคือ 2L-THE 2.4 ลิตร OHC Turbo Diesel Hi Power , 2L-TE 2.4 ลิตร OHC Turbo Diesel และ 2L 2.4 ลิตร OHC

รุ่นที่ 9 (พ.ศ. 2534-2538)

ฉมนี้ ใช้รหัส S130 Facelift กับ S140 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2534 และในโฉมนี้ คราวน์เริ่มมีการผลิตรถรุ่น Majesta คล้ายคลึงควบคู่กับทริมแบบ Royal Saloon G

เครื่องยนต์เบนซินมี 3 ขนาด คือ 2.0 , 2.5 และ 3.0 ลิตร ส่วนดีเซล จะมี 2.4 ลิตร

ส่วนรุ่นท็อป Royal Saloon G จะเป็นเครื่องขนาด 4.0 ลิตร

รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2538-2542)

โฉมนี้ ใช้รหัส S150 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2538 เป็นโฉมสุดท้ายที่มีการผลิตแบบ Hardtop 4 ประตู และนอกจากนี้ ยังมีการเริ่มผลิตรถคราวน์ในสไตล์สปอร์ตในชื่อทริม Royal Touring และ Royal Extra ซึ่ง Royal Saloon กับ Royal Extra จะมีเครื่องแบบขับเคลื่อน 4 ล้อให้เป็นตัวเลือกคู่กับแบบขับเคลื่อน 2 ล้อทั่วไป

เครื่องยนต์มี 4 ขนาด คือ 2.0 , 2.5 และ 3.0 ลิตร ในแบบ 6-Cylinder กับเครื่อง 4.0 ลิตร แบบ V8 เป็นการเริ่มยุคแรกของระบบ VVT-i

รุ่นที่ 11 (พ.ศ. 2542-2546)

โฉมนี้ ใช้รหัส S170 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2542 โฉมนี้ สเกิร์ตหน้าจะหดสั้นลง และพื้นที่ในห้องโดยสารและสเกริ์ตหลังที่ใช้บรรจุของจะมีพื้นที่เพิ่มขึ้น และมีการเปิดตัวทริมใหม่ คือ Athlete ซึ่ง Athlete จะเป็นรถสไตล์ Wagon

ขนาดเครื่องยนต์ มีดังเดิม คือ 2.0 , 2.5 , 3.0 และ 4.0 ลิตร

รุ่นที่ 12 (พ.ศ. 2546-2551)

โฉมนี้ ใช้รหัส S180 เริ่มผลิตใน พ.ศ. 2546 มีคอนเซปต์การผลิตว่า Zero Crown มีเครื่อง 4 ขนาด คือ 2.5 , 3.0 , 3.5 และ 4.3 ลิตร และเป็นโฉมสุดท้ายที่คราวน์ผลิตรถแบบ Wagon โฉมนี้ความยาวฐานล้อได้เพิ่มขึ้น 70 มม.และความยาวตัวถังเพิ่มขึ้น 15 มม.

รุ่นที่ 13 (พ.ศ. 2551-2555)

โฉมนี้ ใช้รหัส S200 เริ่มผลิตเมื่อไม่นานมานี้ใน พ.ศ. 2551 และถูกนำมาจัดแสดงในงานโตเกียวมอเตอร์โชว์ ซึ่งคราวน์โฉมนี้ มีตัวถังแบบเดียวคือแบบซีดาน มีทริมให้เลือก 5แบบ คือ รุ่นพื้นฐาน,royal saloon,Athlete,Majestaและไฮบริด มีเครื่องยนต์ คือ 2.5,3.0,3.5 V6,4.0 V8,5.0 ไฮบริด

รุ่นที่ 14(พ.ศ. 2555-2561)

โฉมนี้ใช้รหัส S210 มีตัวถังให้เลือกแค่ตัวถังซีดาน โดยเครื่องยนต์มีให้เลือกคือ 2.5 เบนซิน V6,2.5 ไฮบริด,3.5 V6และ4.6 V8 รุ่นนี้มีความยาวตัวถัง 4,895 มม.และกว้าง 1,860 มม. ในรุ่นAthlete นั้นมีรูปลักษณ์ที่ปราดเปรียวโฉบเฉี่ยวมากกว่า Royal เพราะได้รับการตกแต่งพิเศษอย่างกระจังหน้าแบบสปอร์ต กันชนหน้า-หลังดีไซน์ใหม่และชุดแอโรพาร์ทรอบคัน ในห้องโดยสารตกแต่งเน้นความทันสมัยและใช้เบาะที่นั่งกึ่งบั๊กเก็ตซีทและมีเทคโนโลยีไฮเทคอย่าง Toyota Multi-Operation Touch ซึ่งผสมผสานการควบคุมฟังก์ชันตัวรถอยู่ที่สวิทช์ชิ้นเดียวซึ่งติดตั้งบริเวณคอนโซลกลาง

รุ่นที่ 15(พ.ศ. 2561-ปัจจุบัน)

โฉมนี้ใช้รหัส S220 มีตัวถังให้เลือกแค่ตัวถังซีดาน พัฒนามาจากรถต้นแบบ Toyota Crown Concept ในปี 2017 โดยใช้โครงสร้าง TNGA รุ่นนี้มีความยาวตัวถัง 4,910 มม.และกว้าง 1,800 มม. วางจำหน่ายเมือวันที่ 26 มิถุนายน ปี 2018 หลังจากการเปิดตัว โตโยต้า เซ็นจูรี รุ่นที่ 3 เปิดตัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้วสำหรับ All NEW Toyota Crown ถือเป็น generation ที่ 15 ของตระกูล โดยฉีกดีไซน์จากเดิมไปค่อนข้างมาก ด้วยการหันมาเน้นความสปอร์ต พร้อมชูโรงรหัส RS ส่วนขุมพลังมีให้เลือกด้วยกัน 3 แบบ ทั้งเบนซิน เทอร์โบ และ เบนซิน Hybrid ระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งมาให้คือ Toyota Safety Sense 2.0 เป็นอุปกรณ์มาตรฐานทุกรุ่นย่อย ซึ่งประกอบด้วยระบบป้องกันการชนด้านหน้าพร้อมตรวจจับคนเดินถนน, Dynamic Radar Cruise Control, ระบบช่วยประคองรถให้อยู่ในเลน Lane Tracing Assist เป็นต้น ควบรวมระบบต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ทั้งระบบเบรกอัตโนมัติ ที่สามารถตรวจจับคนได้ทั้งเวลากลางวัน – กลางคืน และจักรยานในเวลากลางวัน พร้อมระบบเบรกอัตโนมัติระหว่างถอยหลัง เมื่อตรวจพบส่งกีดขวางทั้งยานพาหนะและคนเดินถนน และระบบ Toyota T-Connect.

Please follow and like us:

Supra

TOYOTA Supra

วันนี้เราจะมาพูดถึงอีกหนึ่งตำนานรถซิ่งของญี่ปุ่นกันครับ ซึ่งเจ้า SUPRA นี้สำหรับวัยรุ่นไทยมันเป็นรถที่หลายๆคน เสาะหาเพื่อที่จะได้มาครอบครอง

โตโยต้าซูปรา( ญี่ปุ่น:トヨタ·スープラโตโยต้าSūpura ) เป็นรถสปอร์ตและชายโครงแกรนด์ที่ผลิตโดยโตโยต้ามอเตอร์คอร์ปอเรชั่นตั้งแต่ปี 1978 เริ่มต้นสี่รุ่นของ Supra ถูกผลิตจาก 1978 ปี 2002 จัดแต่งทรงผมของ Supra ได้มาจากโตโยต้า Celicaแต่มันทั้งยาวและกว้างขึ้น เริ่มต้นในช่วงกลางปี ​​1986, A70 Supra กลายเป็นรูปแบบที่แยกจาก Celica ในทางกลับกันโตโยต้ายังหยุดใช้คำนำหน้าCelicaและเริ่มเพียงเรียกรถSupra เนืองจากความคล้ายคลึงกันและในอดีตของ Celica ชื่อผิดบ่อย ๆ สำหรับ Supra และโอละพ่อ รุ่นแรกที่สองและสามรุ่น Supras ถูกรวมตัวกันที่โรงงาน Tahara ใน Tahara, ไอจิขณะที่รุ่นที่สี่ของ Supra ได้รวมตัวกันที่โรงงาน Motomachi ในเมืองโตโยต้า

Supra ยังมีร่องรอยมากรากของมันกลับไปที่โตโยต้า 2000GTเนื่องจากไปยังอินไลน์ 6รูปแบบ สามรุ่นแรกที่ถูกให้กับลูกหลานโดยตรงกับโตโยต้าคราวน์‘และ 2000GT ของเครื่องยนต์ M ทั้งหมดสี่รุ่นของ Supra ผลิตมีแบบอินไลน์เครื่องยนต์ 6 สูบ ด้านภายในยังมีลักษณะคล้ายกันเช่นเดียวกับรหัสแชสซี “A”

พร้อมกับชื่อนี้และรถยนต์โตโยต้ายังมีโลโก้ของตัวเองสำหรับ Supra มันมาจากโลโก้ Celica เดิมเป็นสีฟ้าแทนสีส้ม โลโก้นี้ใช้จนกระทั่งมกราคม 1986 เมื่อ A70 Supra ถูกนำมาใช้ โลโก้ใหม่มีขนาดคล้ายกันโดยมีการเขียนสีส้มบนพื้นหลังสีแดง แต่ไม่มีการออกแบบมังกร โลโก้นั้นหันมาใช้ Supras จนถึงปี 1991 เมื่อโตโยต้าหันมาใช้โลโก้ของ บริษัท รูปไข่ในปัจจุบัน (โลโก้มังกรเป็นโลโก้ Celica ไม่ว่าจะเป็นสีอะไรก็ตามปรากฏในสองรุ่นแรกของ Supra เนื่องจากเป็น Toyota Celicas อย่างเป็นทางการสัญลักษณ์มังกรถูกใช้สำหรับสาย Celica จนกว่าจะมีการยกเลิกไปด้วย)

ในปี 2541 โตโยต้าหยุดการขายเครื่อง Supra รุ่นที่ 4 ในสหรัฐอเมริกาและในปี 2545 Toyota ได้หยุดการผลิต Supra ในญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ใน 2019 รุ่นที่ห้า Supra ซึ่งเกี่ยวข้องในขณะนี้กับG29 BMW Z4 , จะได้รับการแนะนำให้รู้จัก

ชื่อรุ่นคือ A40, A60, A70, A80 และ A90 / J29 แนวโน้มเริ่มจากเจ้าของชาวอเมริกันคือการตั้งชื่อรถโดยใช้คำว่า Volkswagen Mark แต่ก็ไม่เคยถูกนำมาใช้โดยโตโยต้าหรือใช้ในสิ่งตีพิมพ์ใด ๆ ชื่อ Toyota อย่างเป็นทางการอ้างอิงถึงรหัสแชสซีเท่านั้น โตโยต้าใช้ชื่อ Mark II เพื่ออ้างถึงรถแพลตฟอร์ม X แชสซีที่มี Mark II, Cressida, Chaser และ Cresta รุ่น

Supra ได้ปรากฏตัวในวิดีโอเกมภาพยนตร์มิวสิควิดีโอและรายการทีวีมากมาย บางส่วนของการปรากฏตัวที่โดดเด่นที่สุด ได้แก่Gran Turismo , Forza Motorsport , Sega GT , โตเกียว Xtreme Racer , Need for Speed , เที่ยงคืนคลับและForza Horizonวิดีโอเกมและรวดเร็วและมีความรุนแรงมากภาพยนตร์ซีรีส์

รุ่นแรก (A40 / A50; 1978-1981)

รุ่นแรก Supra ถูกส่วนใหญ่จะขึ้นอยู่กับโตโยต้า Celica liftbackแต่ก็อีกต่อไปโดย 129.5 มิลลิเมตร (5.10 นิ้ว) ประตูและส่วนหลังถูกใช้ร่วมกับ Celica แต่แผงด้านหน้ายาวเพื่อรองรับInline-6แทนที่จะเป็นเครื่องยนต์4 กระบอกของ Celica แผนเดิมของโตโยต้าสำหรับ Supra ในเวลานี้คือการทำให้มันเป็นคู่แข่งที่เป็นที่นิยมมากDatsun (ตอนนี้นิสสัน ) Z-รถ

รุ่นที่สอง (A60; 1981-1986)

          ปลายปีพศ. 2524 โตโยต้าออกแบบ Celica Supra รวมถึงผู้ผลิตรถ Celica รายใหม่ทั้งหมดสำหรับปีการผลิตปี 1982 ในประเทศญี่ปุ่นพวกเขาเป็นที่รู้จักกัน Celica XX แต่ทุกที่ที่ชื่อ Celica Supra ถูกนำมาใช้ ยังคงมีพื้นฐานอยู่บนแพลตฟอร์ม Celica มีความแตกต่างที่สำคัญหลายอย่างสะดุดตาที่สุดคือการออกแบบส่วนหน้าและไฟหน้ารถแบบพับเก็บได้ ความแตกต่างอื่น ๆ จะเป็นแบบอินไลน์-6 ยังคงอยู่ใน Supra แทนของอินไลน์ 4 รวมถึงการเพิ่มขึ้นของความยาวและระยะฐานล้อเพื่อรองรับเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ ยานพาหนะติดตั้งกับ5Mเครื่องยนต์ได้กว้างขึ้นเล็กน้อยในขณะที่รุ่นอื่น ๆ ยังคงสอดคล้องกับกฎระเบียบมิติญี่ปุ่น 2524 ในญี่ปุ่นผู้ซื้อได้รับเลือกให้เป็น Celica XX fastod bodystyle เรียกว่าโตโยต้า Soarerรถเก๋งซึ่งถูกนำเสนอในเครือข่ายที่แตกต่างกันโตโยต้าญี่ปุ่นตัวแทนจำหน่ายที่เรียกว่าโตโยต้าร้านเป็น Celica XX ถูกขายที่โตโยต้าโคโรลล่าร้าน ซีดานประสิทธิภาพสี่ประตูที่นำเสนอโดย Celica Camry ตั้งหลักกับตลาดญี่ปุ่นโตโยต้าล่าในขณะที่ในทวีปอเมริกาเหนือโตโยต้าเครสสิด้าในบทบาทที่

รุ่นที่สาม (A70; 1986-1993)

กุมภาพันธ์ 1986 ในโตโยต้าก็พร้อมที่จะปล่อย Supra รุ่นถัดไป พันธบัตรระหว่าง Celica และ Supra ถูกตัด; ตอนนี้พวกเขามีรูปแบบที่แตกต่างกันสองแบบ Celica เปลี่ยนเป็นระบบขับเคลื่อนล้อหน้าโดยใช้แพลตฟอร์มโตโยต้า “ที” ที่เกี่ยวข้องกับโตโยต้าโคโรนาในขณะที่ซูรายังคงใช้แพลตฟอร์มล้อหลัง เครื่องยนต์ได้รับการปรับปรุงให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นถึง 2,954 ซีซี (3.0 ลิตร) เครื่องยนต์อินไลน์หกตัวที่ 200 แรงม้า (149 กิโลวัตต์) แม้ว่าจะมีเฉพาะเครื่องยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จรุ่นใหม่เท่านั้น แต่ในปี พ.ศ. 2530 ก็มีรุ่นเทอร์โบชาร์จเพิ่มขึ้น ตอนนี้ Supra เกี่ยวข้องกับToyota Soarerสำหรับตลาดญี่ปุ่นแล้ว

ตลาดญี่ปุ่น Supras ทั้งหมดที่มีเครื่องยนต์ 2.0 ลิตรรุ่นต่างๆถูกติดตั้งในรถที่แคบเล็กน้อยด้านนอกเพื่อให้สอดคล้องกับระเบียบข้อบังคับของรัฐบาลญี่ปุ่นเพื่อให้ผู้ซื้อชาวญี่ปุ่นไม่ต้องเสียภาษีเป็นรายปีสำหรับการขับขี่ รถขนาดใหญ่

เครื่องยนต์ A70 Supra ใหม่ซึ่งเป็นToyota 7M-GEเป็นเครื่องยนต์เรือธงของคลังแสงของโตโยต้า เครื่องยนต์ทั้งสองรุ่นมีวาล์ว 4 สูบต่อกระบอกและหัวจ่ายแบบเหนือศีรษะคู่ องคาพยพ 7M-GTEเครื่องยนต์เป็นเครื่องยนต์จำหน่ายน้อยครั้งแรกของโตโยต้าที่นำเสนอในสหรัฐอเมริกาที่ใช้ขดลวดแพ็คนั่งอยู่บนปกแคมและเซ็นเซอร์ตำแหน่งลูกเบี้ยวการขับเคลื่อนด้วยเพลาลูกเบี้ยวไอเสีย มันก็มาพร้อมกับเทอร์โบ CT26 และได้รับการจัดอันดับที่ 230 แรงม้า (172 กิโลวัตต์) ที่ 5,600 รอบต่อนาทีในขณะที่สำลัก7M-GEเครื่องยนต์อันดับที่ 200 แรงม้า (149 กิโลวัตต์) ที่ 6,000 รอบต่อนาที ปรับแต่งเพิ่มเติมในรูปแบบเทอร์โบเพิ่มพลัง 232 แรงม้า (PS 235; 173 กิโลวัตต์) ที่ 5,600 รอบต่อนาทีและ 254 lb⋅ft (344 N⋅m) ที่ 3,200 รอบต่อนาทีของแรงบิดในปีพ. ศ. 2532 ส่วนใหญ่เกิดจากการออกแบบใหม่ของวัสดุสิ้นเปลือง โมเดลทั้งหมดใช้ยางขนาดเดียวกัน 225 / 50R16 บนล้อขนาด 16×7 นิ้ว ยางสำรองมีขนาดเต็ม แต่มีล้อเหล็ก

เนื่องจากมีข้อผิดพลาดมากในข้อกำหนดเกี่ยวกับแรงบิดของหัวสายฟ้า (เนื่องจากมีการเปลี่ยนปะเก็นใยหินแทนทองแดง) เครื่องยนต์ทั้งหมดเหล่านี้มีปัญหารุนแรงกับปะเก็นหัวเป่า โตโยต้าไม่เคยออกการเรียกคืนใด ๆ ของยานพาหนะได้รับผลกระทบ ปัญหาสามารถแก้ไขได้อย่างง่ายดายโดยเปลี่ยนปะเก็นศีรษะและขันสลักเกลียวให้เป็นแรงบิด 75 นิวตันเมตร (102 นิวตันเมตร) อย่างไรก็ตามเนื่องจากการขาดการเรียกคืนหรือการให้บริการที่เหมาะสมปัญหาปะเก็นหัวจะเกิดขึ้นอีก 75,000 ไมล์หรือดังนั้นถ้าปะเก็นถูกแทนที่และสลักเกลียวถูก retorqued เพื่อให้บริการคู่มือที่ผิดพลาดของ 56 lb⋅ft (76 N ⋅m) ด้วยสลักเกลียวศีรษะที่ถูกต้องอย่างเหมาะสมเครื่องยนต์ก็มีความคงทนมาก

สำลักธรรมชาติมาเป็นปัญหากับมาตรฐานW58 เกียร์ธรรมดา รุ่นเทอร์โบรวมถึงเกียร์ธรรมดาR154ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น มีให้เลือกทั้งเกียร์อัตโนมัติA340E 4 สปีด

Supra รุ่นที่สามเป็นตัวแทนของเทคโนโลยีใหม่ ๆ ในปีพ. ศ. 2529 ตัวเลือกของ Supra รวมถึงระบบABSและTEMS 3 ช่องซึ่งทำให้ผู้ขับขี่ 2 ได้รับการตั้งค่าซึ่งส่งผลต่ออัตราการเบรก ส่วนที่สามถูกเปิดใช้งานโดยอัตโนมัติที่WOT การเบรคอย่างหนักและการซ้อมรบความเร็วสูง HKSยังทำ “TEMS Controller” เพื่อตัดระบบและเปิดใช้งานได้ทันทีแม้ว่าผู้ควบคุมเกือบจะไม่สามารถหาได้

ACIS ( Acoustic Control Induction System ) ซึ่งเป็นวิธีการควบคุมการบีบอัดอากาศภายในท่อไอดีเพื่อเพิ่มพลังไฟเป็นส่วนหนึ่งของคลังแสงทางเทคโนโลยีของ7M-GE ทุกรุ่นมีปีกนกคู่หน้าและหลัง แผงด้านบน targa มีให้เลือกหลายปีพร้อมด้วยซันรูฟเลื่อนโลหะ (เพิ่มในปี ’91)

ยอดจำหน่ายทั้งหมดของ Supra A70 (GA70 / MA70 / JZA70): ประมาณ 241,471

รุ่นที่สี่ (A80; 1993-2002)

โปรแกรม A80 เริ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ปี 1989 ภายใต้ทีมต่างๆสำหรับการออกแบบการวางแผนผลิตภัณฑ์และวิศวกรรม กลางปี ​​2533 แนวคิดการออกแบบ A80 จากศูนย์เทคนิคโตโยต้าไอจิได้รับการอนุมัติและผลิตจากกรรมวิธีการผลิตแช่แข็งเมื่อปลายปี 2533 การทดสอบครั้งแรกของล่อถูกสร้างขึ้นในร่างกาย A70 ในช่วงปลายปี 2533 ตามด้วยต้นแบบ A80 แรกที่ใช้มือ – ประกอบในปี 1991 อีกครั้งโดยใช้เฟรมระงับและประกอบระบบขับเคลื่อนจากZ30 Soarer ( เล็กซัส SC300 / 400 ), รุ่นทดสอบก่อนเริ่มการผลิตในเดือนธันวาคมปี 1992 โดยมี 20 รุ่น, และการผลิตมวลอย่างเป็นทางการเริ่มในเดือนเมษายน 1993 การออกแบบใหม่นี้ทำให้โตโยต้าหันมาเน้นที่รถที่มีประสิทธิภาพสูงกว่ามาก Supra ใหม่ที่ได้รับการออกแบบใหม่ทั้งหมดด้วยการออกแบบโค้งมนของร่างกายและให้ความสำคัญสองเครื่องยนต์ใหม่: สำลัก โตโยต้า 2JZ-GEผลิต 220 แรงม้า (164 กิโลวัตต์; 223 PS) ที่ 5,800 รอบต่อนาทีและ 210 lb⋅ft (280 N⋅m) 4,800 รอบต่อนาทีของแรงบิดและแอกคู่ผลิตโดยToyota 2JZ-GTEทำให้แรงบิด276 แรงม้า (206 kW; 280 PS) และแรงบิด 318 แรงม้า (431 นิวตันเมตร) สำหรับรุ่นญี่ปุ่น จัดแต่งทรงผมในขณะที่ทันสมัยดูเหมือนจะยืมองค์ประกอบบางอย่างจากโตโยต้าเป็นครั้งแรกของแกรนด์รถท่องเที่ยวกีฬาโตโยต้า 2000GT สำหรับรูปแบบการส่งออก (อเมริกา / ยุโรป) โตโยต้าอัพเกรดเครื่องยนต์ซูเปอร์เทอร์โบ ( เทอร์โบชาร์จเจอร์ขนาดเล็กและล้อเหล็ก), หัวฉีดเชื้อเพลิงที่ใหญ่กว่า ฯลฯ ) เพิ่มแรงบิดสูงสุด 320 แรงม้า (239 กิโลวัตต์; 324 แรงม้า) ที่ความเร็วรอบ 5,600 รอบต่อนาทีและแรงบิด 315 ลิตรต่อแรงม้าที่ความเร็วรอบ 4,000 รอบต่อนาที เมื่อเปิดตัวในปีพ. ศ. 2536 เป็นครั้งแรกที่มีการติดตั้งถุงลมนิรภัยสำหรับผู้โดยสารจากโตโยต้าเป็นชุดมาตรฐาน (เฉพาะตลาดสหรัฐฯ) (326 แรงม้า / 325 ลิตรสำหรับยุโรป)

ตัวแปรเทอร์โบสามารถทำความเร็วได้ถึง 0-60 ไมล์ต่อชั่วโมงในระยะเวลา 4.6 วินาทีและ 1/4 ไมล์ (402 เมตร) ในเวลา 13.1 วินาทีที่ 109 กม. / ชม. รุ่นเทอร์โบได้รับการทดสอบเพื่อให้บรรลุถึง 285 กม. / ชม. (177 ไมล์ต่อชั่วโมง) แต่รถถูก จำกัด ไว้เพียง 180 กม. / ชม. (112 ไมล์ต่อชั่วโมง) ในญี่ปุ่นและ 250 กม. / ชม. (155 ไมล์ต่อชั่วโมง) ที่อื่น ยุโรปรุ่นของรถยังมีปริมาณอากาศหรือตักบนเครื่องดูดควัน ค่าสัมประสิทธิ์การลากคือ 0.31 สำหรับรุ่นที่มีแรงดึงตามธรรมชาติและ 0.32 สำหรับเทอร์โบ แต่ไม่ทราบด้วยสปอยเลอร์หลัง

turbos คู่ทำงานในโหมดต่อเนื่องไม่ใช่ขนาน ในตอนแรกไอเสียทั้งหมดถูกส่งไปยังกังหันเครื่องแรกเพื่อลดความล่าช้า ส่งผลให้มีแรงบิดเพิ่มขึ้นและแรงบิดที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ 1,800 รอบต่อนาทีซึ่งมันได้ผลิตแรงบิดสูงสุดที่ 300 ลิตร (410 นิวตันเมตร) แล้ว ที่ 3,500 รอบ / นาทีไอเสียบางตัวจะถูกส่งไปยังกังหันที่สองสำหรับโหมด “pre-boost” แม้ว่าจะไม่มีการใช้คอมเพรสเซอร์เอาต์พุตโดยเครื่องยนต์มาถึงจุดนี้ เมื่อใช้ความเร็วรอบ 4000 รอบต่อวินาทีเอาต์พุตเทอร์โบที่สองใช้เพื่อเพิ่มเทอร์โบแรก เมื่อเปรียบเทียบกับโหมดขนาน turbos โหมดลำดับจะให้การตอบสนอง RPM ต่ำที่ต่ำและเพิ่ม RPM สูงขึ้น การเพิ่ม RPM สูงนี้ได้รับความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีเดิมที่มีอยู่ใน7M-GEในรูปแบบของระบบควบคุมการได้ยินแบบอะคูสติก(ACIS) ซึ่งเป็นวิธีการจัดการการบีบอัดอากาศภายในท่อไอดีเพื่อเพิ่มพลัง

สำหรับรุ่นนี้ Supra ได้รับกระปุกเกียร์Getrag / Toyota V160 ขนาด 6 ความเร็วใหม่ในรุ่นเทอร์โบขณะที่รุ่นที่ใช้แรงเหวี่ยงตามธรรมชาติทำจากเกียร์W58 ที่ใช้ความเร็ว 5 สปีดจากรุ่นก่อนหน้า แต่ละรุ่นมีให้เลือกด้วยระบบอัตโนมัติ 4 สปีดพร้อมโหมดขยับด้วยตนเอง รถทุกคันมีล้ออลูมิเนียม 5 ก้านรุ่นที่ใช้สำลักตามธรรมชาติมีล้อขนาด 16 นิ้วและรุ่นเทอร์โบมีขนาด 17 นิ้ว ความแตกต่างในขนาดของล้อคือเพื่อรองรับเบรคขนาดใหญ่ที่ติดตั้งให้เป็นมาตรฐานในรุ่นเทอร์โบ แต่ในญี่ปุ่นเป็นอุปกรณ์เสริมที่ไม่จำเป็น ทั้งสองรุ่นมียางสำรองประหยัดพื้นที่บนขอบเหล็กเพื่อประหยัดพื้นที่และน้ำหนัก

โตโยต้าใช้มาตรการลดน้ำหนักของรุ่นใหม่นี้ อลูมิเนียมถูกใช้สำหรับเครื่องดูดควัน, targa ด้านบน (เมื่อติดตั้ง), crossmember หน้าน้ำมันและกระป๋องส่งและช่วงล่างบนแขน มาตรการอื่น ๆ ได้แก่ เส้นใยพรมกลวงแมกนีเซียมอัลลอยด์พวงมาลัยถังก๊าซพลาสติกและฝาถังแก๊สสปอยเลอร์หลังและไอเสียท่อเดียว แม้จะมีคุณสมบัติมากขึ้นเช่นถุงลมนิรภัยคู่การควบคุมการลากตัวเบรคขนาดใหญ่ล้อยางและเทอร์โบเพิ่มเติมรถอย่างน้อย£ 200 (91 กก.) เบากว่ารุ่นก่อน รุ่นพื้นฐานที่ใช้เกียร์ธรรมดามีน้ำหนักบรรทุก 3,210 ปอนด์ (1,460 กิโลกรัม) หลังคาสปอร์ตเพิ่ม 40 ปอนด์ (18 กก.) ในขณะที่เกียร์อัตโนมัติเพิ่ม 55 ปอนด์ (25 กก.) มีการกระจายน้ำหนัก 51:49 (ด้านหน้า: ด้านหลัง) รุ่นเทอร์โบมีน้ำหนัก 3,450 ปอนด์ (1, 560 กก.) โดยใช้เกียร์ธรรมดาในขณะที่ระบบเพิ่มอัตโนมัติอีก 10 ปอนด์ (4.5 กิโลกรัม) การกระจายน้ำหนักคือด้านหลัง 53% / 47% ด้านหลัง Supra หนักกว่าสปาร์ตันมาสด้า RX-7และอลูมิเนียมทั้งหมดฉกรรจ์Acura / Honda NSXแต่มันก็เบากว่ามิตซูบิชิ 3000GT VR-4    สำหรับรุ่นปีพ. ศ. 2539 ในสหรัฐฯเทอร์โบรุ่นนี้มีให้เฉพาะกับระบบเกียร์อัตโนมัติเนื่องจากความต้องการในการรับรองระบบOBD-II หลังคา targa ยังทำมาตรฐานทุกรุ่นเทอร์โบ สำหรับปี 1997 เกียร์ธรรมดาที่ส่งกลับมาสำหรับเครื่องยนต์ที่เป็นอุปกรณ์เสริมพร้อมกับการออกแบบไฟท้าย, ไฟหน้า, พนักพิงด้านหน้า, ล้อขัดและการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยอื่น ๆ เช่นการออกแบบวิทยุและพวงมาลัย ทุกรุ่นปี 1997 มีป้ายระบุว่า “Limited Edition 15th Anniversary” ทุกรุ่นเทอร์โบมาพร้อมกับสปอยเลอร์หลัง สำหรับปี 1998 มีการปรับปรุงพวงมาลัย 3 ก้านและวิทยุที่ออกแบบใหม่ ในประเทศญี่ปุ่นเครื่องยนต์เทอร์โบติดตั้งด้วย VVT-i รุ่น SZ-R ได้รับการปรับปรุงด้วยการเปิดตัวGetrag 6 จังหวะV161 ซึ่งเป็นรุ่นเดียวกันกับรุ่น RZ แฝดเทอร์โบ

ตัวถัง A80 Supra ได้พิสูจน์ว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มีประสิทธิภาพสำหรับ roadracing โดยมี บริษัท ชั้นนำ 20 แห่งและ 10 อันดับแรกของ One Lap of America ในชั้น SSGT1 ในปี 1994 ที่ A80 มีการจัดการที่โดดเด่นskidpadการให้คะแนน 0.95 ด้านข้างกรัม (200 ฟุต) และ 0.98 ด้านข้างกรัม (300 ฟุต) Supra ยังให้ความสำคัญสี่เซ็นเซอร์สี่ช่องทางติดตามความคืบหน้าของระบบ ABS ที่มีการควบคุมหันเหโดยแต่ละ caliper จะ sensored และเบรคจะถูกควบคุมแยกกันตามความเร็วมุมและระยะห่างของมุมใกล้ ระบบเบรคที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Formula One ช่วยให้ Supra Turbo สามารถบันทึกระยะทางเบรคได้ถึง 70 ไมล์ต่อชั่วโมง (113 กม. / ชม.) -0 จาก 149 ฟุต (45 เมตร), ประสิทธิภาพการเบรคที่ดีที่สุดของรถที่ผลิตในปี 1997 นิตยสารรถยนต์และไดร์เวอร์. เร็กคอร์ดนี้ถูกทำลายในปีพ. ศ. 2547 โดยปอร์เช่ Carrera GTซึ่งทำใน 145 ฟุต (44 เมตร)

ในช่วงปลายยุค 90 การขายสปอร์ต coupes ทั้งหมดลดลงในทวีปอเมริกาเหนือดังนั้น Supra ถูกถอนตัวออกจากตลาดในประเทศแคนาดาในปีพ. ศ. 2539 และสหรัฐฯในปีพ. ศ. 2541 เทอร์โบไม่ได้มีขึ้นในปี 2541 ในคณะกรรมการทรัพยากรทางอากาศของรัฐแคลิฟอร์เนีย (CARB) การผลิตยังคงดำเนินต่อไปในประเทศญี่ปุ่นจนถึงเดือนสิงหาคม 2545 ซึ่งจะสิ้นสุดลงเนื่องจากมีมาตรฐานการปล่อยมลพิษที่ จำกัด

โมเดล Diecast Supra ได้รับการออกแบบมาจากหลาย บริษัท โดยมีHot Wheelsเสนอสีและส่วนประกอบที่หลากหลาย

รุ่นที่ห้า (A90 / J29; 2019-)

เทรนด์มอเตอร์มีรายงานผู้สืบทอด Supra เป็นไปได้อาจจะขึ้นอยู่กับโตโยต้า FT-HS (กีฬาในอนาคตโตโยต้าไฮบริด) ซึ่งออกมาที่ 2007นอร์ทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลออโต้โชว์ เครื่องซูเปอร์สุราสามารถขับเคลื่อนด้วยระบบไฮบริดขนาด 3.5 ลิตร V-6 ที่สร้างแรงกว่า 400 แรงม้า โตโยต้ากล่าวว่าจะไม่รีบเร่งผู้สืบทอด Supra แต่แทนที่จะรอการขายและผลประโยชน์ของ GT86 / FR-S

ในปี 2553 Toyota ได้ยื่นขอจดทะเบียนเครื่องหมายการค้าชื่อ Supra เครื่องหมายการค้าต้องใช้ภายในสามปีเพื่อให้เป็นไปตามที่ถูกต้อง ในเดือนธันวาคมปี 2011 Autoguide รายงานทดแทน Supra ไปได้ว่าจะนั่งข้างต้นโตโยต้า 86  Tetsuya Tada หัวหน้าวิศวกรของโตโยต้า 86 / ไซออน FR-S บอกกับผู้สื่อข่าวในประเทศเยอรมนีว่า “ประธานาธิบดี (Akio Toyoda) ได้ขอให้ฉันเป็นผู้สืบทอด Supra ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

ในช่วงปลายปี 2013 AutoBlog รายงานแนวคิดทายาท Supra ก็ได้มาถึงมกราคม 2014 นอร์ทอเมริกันอินเตอร์เนชั่นแนลออโต้โชว์ เมื่อวันที่ 13 มกราคมโตโยต้าได้เปิดตัวรถแนวคิดFT-1รุ่นใหม่ ไม่ค่อยมีใครรู้จักเรื่องนี้รถแนวคิดใหม่; นอกเหนือจากที่มีเครื่องยนต์ด้านหน้าและรูปแบบล้อหลังของรถ โตโยต้ายังระบุรถแนวคิดใหม่ของพวกเขาได้แรงบันดาลใจจากรถสปอร์ตที่ผ่านมาของโตโยต้าอย่างเช่น 2000GT, Supra, MR-2 และ 2007 FT-HS concept car โตโยต้าไม่ได้ระบุว่า FT-1 จะใช้ชื่อ Supra หรือถ้าต้องการ จำกัด การผลิต อย่างไรก็ตามโตโยต้าบอกว่าถ้า FT-1 ได้รับการอนุมัติจากการผลิตที่คาดหวังป้ายราคาประมาณUS $ 60,000

เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2014 โตโยต้ายื่นใบสมัครไปยังสำนักงานสิทธิบัตรและเครื่องหมายการค้าของสหรัฐอเมริกาเพื่อต่ออายุเครื่องหมายการค้า Supra

ในเดือนมิถุนายน 2016 เป็นโปรแกรมเครื่องหมายการค้าป้าย Supra ถูกยื่นต่อสำนักงานสหภาพยุโรปในทรัพย์สินทางปัญญา ตามที่Autocarที่ Supra ใหม่เป็นชุดที่จะเปิดตัวในปี 2018 รถมีแนวโน้มที่จะมีการขับเคลื่อนล้อหลัง; เครื่องยนต์สี่สูบคาดว่าจะสามารถใช้ได้และได้รับการยืนยันว่ารถจะเสนอเครื่องยนต์อินไลน์ -6 เทอร์โบชาร์จเจอร์ เป็นที่เชื่อกันว่าเครื่องยนต์เหล่านี้จะมาจาก BMW Kleine Zeitungรายงานว่าใหม่ร่วมกันพัฒนา Supra จะมีการผลิตที่Magna Steyrสิ่งอำนวยความสะดวกที่อยู่ใกล้กราซ , ออสเตรียพร้อมกับG29 BMW Z4 แม้ว่าชื่อรถสปอร์ตก็ยังไม่ได้รับการยืนยันอย่างเป็นทางการของโตโยต้าหัวหน้าวิศวกรทั่วโลกเท็ตสึยะธาดาบอกว่ามันมีแนวโน้มที่จะดำเนินการป้ายSupraเนื่องจากการรับรู้ชื่อและความสำคัญทางประวัติศาสตร์

ใน 5 กรกฏาคม 2561 โตโยต้ารถแข่งประกาศว่าจะกลับไปผลิตและการแข่งขันในสหรัฐ Supra นาสคาร์ Xfinity ซีรีส์ใน 2562 ได้

12 กรกฏาคม 2018 รูปแบบใกล้เคียงกับการผลิตของรุ่นที่ห้า Supra ถูกเปิดเผย (ในอำพราง) ที่Goodwood เทศกาลแห่งความเร็ว

และนี้ก็คือประวัติความเป็นมาของ TOYOTA SUPRA นะครับ ทุกคนคงจะลุ้นเหมือนผมใช่มั้ยครับว่าทาง TOYOTA จะเปิดตัว SUPRA A90 ออกมาเหมือนโมเดลต้นแบบที่เราเห็นๆกันอยู่มั้ย หรืออาจจะมีการปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เอาละครับ ใครที่อยากได้ลองหากันดูนะครับ

Please follow and like us:

รถวีไอพี

VIP CARS

วีไอพี ( ญี่ปุ่น : ビップカー ) เป็นแนวโน้มการปรับเปลี่ยนรถที่แปลจากภาษาญี่ปุ่น Romanised . ‘แต่ง’ ระยะ หมายถึงการปรับเปลี่ยนรถยนต์หรูของญี่ปุ่นเพื่อให้พวกเขาลดตำแหน่งและกว้างขึ้นด้วยล้อก้าวร้าวมากขึ้นการระงับและชุดตัวถัง รถยนต์สไตล์วีไอพีโดยทั่วไปจะมีขนาดใหญ่ราคาแพงขับเคลื่อนล้อหลังรถเก๋งแม้จะชื่นชอบยานยนต์บางครั้งใช้รถคันอื่น ๆ เช่นรถมินิแวนและรถ Kei รถวีไอพีเคยเกี่ยวข้องกับยากูซ่าแล้วอย่างไรก็ตามการปรับเปลี่ยนสไตล์วีไอพีเป็นส่วนย่อยของตัวเองเช่นการปรับเปลี่ยนยานยนต์ เป็นแนวโน้มที่มันแตกต่างจากต้นกำเนิดดั้งเดิมของคำว่าวีไอพีอื่นที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดของ ‘บุคคลที่สำคัญมาก’ วีไอพีได้กลายเป็นจัดสรรหลวมของคำชุลมุนในหมู่ผู้ที่ชื่นชอบที่นอกเหนือไปจากการระบุแบบดั้งเดิมของรถวีไอพี

ประวัติ

การปรับเปลี่ยนสไตล์วีไอพีและประวัติศาสตร์ของพวกเขามักถูกเชื่อมโยงกับยากูซ่า การใช้รถยนต์JDM ที่มีการปรับเปลี่ยนเกี่ยวกับการสร้างรถลีมูซีนพวกอันธพาลสามารถหลีกเลี่ยงการตรวจจับโดยตำรวจและแก๊งคู่แข่งได้

ทั้งนักแข่งรถในโอซาก้า และ Kanto Bōsōzoku (รถจักรยานยนต์และรถมอเตอร์ไซค์ในญี่ปุ่น) ได้นำรูปแบบต่างๆมาใช้ ผู้ขับขี่บนถนนโอซาก้าหลังจากประสบปัญหาการปราบปรามตำรวจหลายทางที่ทางด่วน Hanshinในช่วงต้นทศวรรษ 1990 หันไปใช้รถเก๋งหลังจากที่ตำรวจได้กำหนดเป้าหมายรถสปอร์ตเพื่อล่องเรือในขณะที่ยังเหลือโหมดไม่ระบุตัวตน แก๊งค์ของโกโตกุได้ใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไปโดยการปรับแต่งรถเก๋งด้วยขดลวดตัดและผ้าพันคอและมักเป็นตัวหนาและเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “Yankee Style” ความหมายของสไตล์ของพวกเขาถูกนำมาจากรถแข่ง Super Silhouette ของปี 1970 และ 1980. พวกเขายังขับรถโดยประมาทเช่นการจราจรติดขัดและหลีกเลี่ยงการจ่ายค่าผ่านทาง เพื่อใช้เลียนแบบคู่หูยากูซ่าพวกเขาใช้รถเก๋งสีดำขนาดใหญ่

ลักษณะ

รถยนต์ที่เกี่ยวข้องกับการปรับเปลี่ยนสไตล์วีไอพีมักมีลักษณะทั่วไปเช่นล้อปลายสูงที่มีจานมากเกินไป (โดยทั่วไปแล้วจะมีการออกแบบที่กว้าง) ที่มีการชดเชยต่ำที่นั่งอยู่กับรถเก๋ง, ไอเสียที่ติดออกผ่านกันชนหลัง (แม้ว่าจะไม่เน้นมากในวันนี้) bodykit หรือชุดริมฝีปากสีมันวาวและความสูงนั่งลดลง ไม่แปลกที่จะเห็นcamberลบมากในรถยนต์สไตล์วีไอพีจำนวนมาก สีแบบดั้งเดิมของรถสไตล์วีไอพีมักเป็นสีดำขาวสีเทาและสีเงิน การปรากฏตัวของยานพาหนะเหล่านี้ถือได้ว่าเป็นที่สนใจและเป็นที่สนใจของญี่ปุ่นเนื่องจากการเป็นเจ้าของรถประเภทนี้มีราคาแพงโดยคำนึงถึงภาระ ภาษีประจำปี

รถยนต์

สไตล์วีไอพีรถยนต์ส่วนใหญ่เป็นรถญี่ปุ่นและยุโรปเช่นนิสสันประธาน , นิสสัน Cima , นิสสันเซดริก , นิสสันกลอเรีย , นิสสัน Fugaที่โตโยต้า Celsior , โตโยต้าเซ็นจูรี่ , โตโยต้าคราวน์ , โตโยต้า Aristo ในฐานะที่เป็นผู้ที่ชื่นชอบรถยนต์เริ่มทำ VIP เวอร์ชันของตัวเองทุกอย่างจาก minivans เช่นToyota EstimaและHonda Odysseyไปจนถึงรถยนต์ขนาดเล็กเช่นSuzuki CappucinoและToyota bBได้รับการแก้ไขที่คล้ายคลึงกัน ผู้ที่ชื่นชอบในสหรัฐฯใช้USDMเทียบเท่าเช่นเล็กซัส GS , เล็กซัส LS , Infiniti Q45และInfiniti M45

บริษัท มอเตอร์สปอร์ตและหลังการขายImpulยังเป็นที่รู้จักกันดีสำหรับชุดอุปกรณ์ก่อสร้างสำหรับเจ้าของรถสไตล์วีไอพี

Please follow and like us:

World Rally Car

เราจะพูดถึงการแข่งรถ World Rally Car กันนะครับ

World Rally Car เป็นรถแข่งที่สร้างขึ้นตามข้อกำหนดที่กำหนดโดย FIA ซึ่งเป็นผู้ควบคุมมอเตอร์สปอร์ตระดับโลกและแข่งขันในการแข่งขันแรลลี่แรลลี่แรลลี่ชิงแชมป์โลก (WRC) อย่างแท้จริง ข้อกำหนดของ WRC ได้รับการแนะนำโดย FIA ในปี 2540

กฎระเบียบ

1997–2010
ระหว่างปีพ. ศ. 2540 ถึงปีพ. ศ. 2553 กฎระเบียบที่กำหนดให้ World Rally Cars ต้องมีขึ้นในรถที่ผลิตโดยมีกำลังการผลิตขั้นต่ำ 2500 คัน สามารถปรับเปลี่ยนจำนวนได้รวมถึงการเพิ่มจำนวนเครื่องยนต์ขึ้นไปถึง 2.0 ลิตรการเหนี่ยวนำบังคับ (รวมทั้งระบบป้องกันการล้าหลัง ) การเพิ่มล้อขับเคลื่อนสี่ล้อการปรับแต่งของชุดเกียร์ตามลำดับการปรับเปลี่ยนรูปแบบการระงับและจุดยึดการปรับตัวของร่างกายพลศาสตร์ , การลดน้ำหนักลงเหลือน้อยกว่า 1230 กิโลกรัมและการเสริมสร้างแชสซีเพื่อความแข็งแกร่งยิ่งขึ้น ความกว้างสูงสุดได้รับการตั้งไว้ที่ 1770 มม. ขณะที่แทร็กด้านหน้าและด้านหลังไม่ควรเกิน 1550 มม.

ซึ่งแตกต่างจากข้อกำหนดสำหรับรถกลุ่ม Aก่อนหน้านี้ผู้ผลิตไม่จำเป็นต้องสร้าง “homologation specials” อีกต่อไปเพื่อให้ได้รับการอนุมัติ โมเดลพื้นฐานไม่จำเป็นต้องมีลักษณะทั้งหมดของรถ WRC ซึ่งเป็นหลักฐานจากรถยนต์เช่นPeugeot 206 , 307 , Citroën XsaraและŠkoda Fabiaซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวไม่มีการเปลี่ยนแปลงรถถนนกับเครื่องยนต์เบนซินหรือองคาพยพสี่ล้อ ขับรถ หนึ่งในข้อกำหนดคือความยาวขั้นต่ำ 4000 มม. มาตรฐาน Peugeot 206 มีความยาวรวม 3835 มม. และเปอโยต์ต้องผลิตชิ้นส่วนอย่างน้อย 2,500 ชิ้นโดยมีส่วนกันชนแบบขยายเพื่อให้สอดคล้องกับขนาดที่ต้องการ

เพื่อ จำกัด อำนาจรถเหนี่ยวนำบังคับทั้งหมดถูกติดตั้งด้วยข้อ จำกัด ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 34 มม. ก่อนเทอร์โบชาร์จเจอร์เข้าออกทำให้การไหลของอากาศลดลงประมาณ 10 ลูกบาศก์เมตรต่อนาที ข้อ จำกัด นี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ จำกัด กำลังการผลิตให้อยู่ที่ 300 แรงม้าแม้ว่าจะมีเครื่องยนต์ของ WRC จำนวนประมาณ 330-340 แรงม้า การพัฒนาเครื่องยนต์ไม่ได้มุ่งเน้นไปที่การส่งออกพลังงานสูงสุด แต่ต่อการผลิตที่กว้างมากpowerband (หรือเส้นโค้งพลังงาน) โดยปกติแล้วกำลังขับเกิน 300 แรงม้าสามารถใช้งานได้จาก 3000 รอบ / นาทีถึง 7500 รอบต่อนาทีสูงสุดโดยมียอดสูงสุด 330-340 แรงม้าที่รอบ 5500 รอบต่อนาที ความเร็วรอบ 2000 รอบต่อนาที (ความเร็วรอบของเครื่องยนต์ไม่ทำงานในโหมด “เวที”) กำลังขับสูงกว่า 200 แรงม้าเล็กน้อย 2004 โดยรถยนต์ที่ดีที่สุดมีABSควบคุมคลัทช์อิเล็กทรอนิกส์กะพาย , การควบคุมการลากสามความแตกต่างการใช้งาน , สูงนั่งควบคุมที่มีจีพีเอส, กระโปรงอิเล็กทรอนิกส์และการระงับการใช้งาน

สำหรับปี 2548 ความกว้างสูงสุดของรถยนต์ WRC เพิ่มขึ้นจาก 1770 มม. ถึง 1800 มม.

ในความพยายามที่จะลดค่าใช้จ่ายตั้งแต่ปี 2006 กฎระเบียบใหม่ ๆ ต้องใช้กลไกด้านหน้าและด้านหลังขณะที่ค่ากลางยังคงใช้งานอยู่ ห้ามใช้งานการระงับและการฉีดน้ำ รถยนต์ที่ป้อนโดยผู้ผลิตจะต้องติดตั้งเครื่องยนต์เดียวกันสำหรับสองการชุมนุม นอกจากนี้ยังมีข้อ จำกัด เพิ่มเติมเกี่ยวกับการเปลี่ยนชิ้นส่วนบางส่วนเช่นระบบกันสะเทือนพวงมาลัยเทอร์โบชาร์จเจอร์และกระปุกเกียร์

2011–2016

เริ่มต้นในปี 2011 กฎสำหรับรถยนต์ WRC มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้มีข้อ จำกัด มากขึ้น ตอนนี้กฎระเบียบได้มาจากรถซูเปอร์ 2000 ที่มีชุดพลศาสตร์ที่แตกต่างกัน รถรุ่นนี้มีขนาดเล็กกว่า (ไม่มีความยาวไม่เกิน 4 เมตร) โดยมีเครื่องยนต์เทอร์โบแบบฉีดขนาด 1600 เซนติเมตร3 สูบขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 33 มิลลิเมตรและแรงดันสูงสุด 2.5 บาร์สัมบูรณ์ (จะ จำกัดแรงบิดให้อยู่ที่ประมาณ 400 Nm หรือน้อยกว่า )

วัสดุที่แปลกใหม่ ( ไทเทเนียม , แมกนีเซียม , เซรามิกส์และคอมโพสิต ) ไม่ได้รับอนุญาตยกเว้นเมื่ออยู่ในรูปแบบฐาน เส้นใยคาร์บอนและเส้นใยอะรามิดถูก จำกัด มาก (“มีเพียงผ้าชั้นเดียวเท่านั้นที่ใช้และติดอยู่กับส่วนที่มองเห็นได้”) ยกเว้นการป้องกันด้านข้างของลำตัวซึ่งอนุญาตให้ใช้เส้นใยอะรามิดหลายชั้นได้

การเปลี่ยนเกียร์ต้องทำด้วยระบบเครื่องกลดังนั้นจึงไม่อนุญาตให้ใช้จอยสติ๊กพาย อย่างไรก็ตามระบบเป็นอีกครั้งที่ได้รับอนุญาตใน2015ไม่มีค่าศูนย์เป็น (ก่อนหน้านี้มันเคยเป็น 3 แตกต่างกับค่าศูนย์ / 3rd รวม) แต่ระเบียบใหม่ให้เฉพาะด้านหน้าและด้านหลังค่าเพลา (ขจัดค่ากลางเพื่อลดค่าใช้จ่าย) และพวกเขา จะต้องเป็นกลโดยไม่มีการควบคุมอิเล็กทรอนิกส์หรือระบบไฮโดรลิคหรือความหนืด (2006-2010 ค่าศูนย์และก่อนหน้านี้ทั้งสามอาจจะใช้งาน ) น้ำหนักต่ำสุดคือ 1200 กก. ว่างเปล่าและ 1350 กก. พร้อมคนขับและคนขับร่วม (ในทั้งสองกรณีมีเพียงล้ออะไหล่เดียว)

2017

เครื่องยนต์เทอร์โบชาร์จ 1.6 ลิตรถูกเก็บรักษาไว้ในระเบียบโลกของการชุมนุมปี 2017 แต่เส้นผ่านศูนย์กลางของเทอร์โบเพิ่มขึ้นจาก 33 มม. ถึง 36 มม. เพิ่มกำลังการผลิตเครื่องยนต์จาก 310 แรงม้า (223.7 กิโลวัตต์) เป็น 380 แรงม้า (283.4 กิโลวัตต์) . น้ำหนักรถยนต์ต่ำสุดลดลง 25 กก.

ผู้ผลิตยังได้รับอิสรภาพมากขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของอากาศพลศาสตร์เบรคระบายความร้อนขนาดใหญ่ใน fairings สร้างโค้งล้อขนาดใหญ่ขึ้นและได้รับอนุญาตให้ใช้ระบบควบคุมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่แตกต่างกันในขณะที่ส่วนต่างด้านหน้าและด้านหลังยังคงเป็นกลไก

ในขณะที่รถยนต์ World Rally 2011 จะได้รับอนุญาตให้แข่งขันในปีพ. ศ. 2560 รถ World Rally ใหม่จะได้รับอนุญาตให้ใช้กับทีมผู้ผลิตเท่านั้น

รถที่ใช้ในการแข่งส่วนใหญ่


คนที่ชอบรถทรงสปอชลุยๆก็ต้องคิดถึง WRC กันทุกคนใช่มั้ยครับ และนี้คือความเป็นมาของ  World Rally Car

Please follow and like us:

9อันดับ รถ ราคาแพงที่สุด ปี 2018

     วันนี้เราได้รวบรวมรถยนต์ที่มีราคาแพงที่สุดทั่วโลกมาไว้ที่นี่ จากรถยนต์ Bugatti Chiron ที่มีมูลค่า 2.7 ล้านเหรียญ (86.4 ล้านบาท) ถึงรถยนต์ Rolls Royce Sweptail ที่ รถยนต์ที่มีราคาแพงเหล่านี้ไม่เพียงแต่มีมูลค่าที่สูงเท่านั้นแต่ยังเป็นรถยนต์ที่หายากที่สุดระดับโลกอีกด้วย มีเพียงเศรษฐีหรือคนดังระดับโลกบางคนเท่านั้นที่จะสามารถจ่ายเงินมูลค่ามากมายขนาดนี้เพื่อจับจองเป็นเจ้าของ แปลกใจไหมว่าทำไมพวกเขาต้องใช้เงินมากมายขนาดนี้เพื่อรถยนต์คันเดียว อาจเป็นเพราะความหลงใหลในรถยนต์แสนแพงเหล่านี้ที่มีศิลปะเลิศหรูคลาสสิกและมีความปราณีตในกระบวนการผลผลิต หรืออาจเป็นเพราะรถยนต์เหล่านี้เป็นสิ่งที่สามารถช่วยดึงดูดความสนใจจากสายตาของผู้คนจำนวนมากให้แก่เขาได้

9.Pagani Huayra BC – 2.8 ล้านเหรียญ (89.6 ล้านบาท)

เป็นรถ Pagani ที่ล้ำสมัยที่สุดเท่าที่เคยมีมา ทำการผลิตให้แก่ Benny Caiola นักลงทุนชาวอิตาลีที่มีชื่อเสียง รถยนต์คันนี้อาจเป็นคอลเลกชันที่ดีที่สุดคันหนึ่งของ Ferraris และมีความหรูคลาสสิกใกล้เคียงกับรุ่น Horacio Pagani มีการเปิดตัวครั้งแรกในงาน Geneva Motor Show ปี 2016 รถคันนี้มีแทรคเตอร์ด้านหลังที่กว้างขึ้น มีแทร็กด้านข้างใหม่และมี  cool aero มากมายเช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้า เครื่องยนต์ของ BC เท่ากับ 6.0 ลิตร V-12 bi-turbo เป็นเครื่องยนต์จาก AMG มีแรงม้าเท่ากับ 790 แรงม้าและแรงบิดเท่ากับ 811 ปอนด์ฟุต มีน้ำหนักที่ 2,685 ปอนด์ (1,218 กิโลกรัม) ซึ่งมีน้ำหนักเบากว่า Huayra รุ่นอื่น เนื่องจากมีการใช้เส้นใยคาร์บอนและวัสดุที่มีน้ำหนักเบามาก

8. Ferrari Pininfarina Sergio – 3 ล้านเหรียญ (96 ล้านบาท)

เป็นรถที่มาจากแนวคิดของลูกชายที่เสียชีวิตไปแล้วของผู้ก่อตั้ง Pininfarina  นักออกแบบบ้านชาวอิตาลีในตำนาน เป็นหนึ่งในบรรดารถเฟอร์รารี่ที่สุดตระการตาที่เคยทำมา แต่ละชิ้นส่วนทำด้วยมือ มีกรอบคาร์บอนไฟเบอร์และเป็นรถหรูแบบโลว์แอร์ที่มีที่นั่งสองที่นั่งเช่นเดียวกับ Ferrari 458 ไม่มีหลังคาหน้าต่างด้านข้างและกระจกหน้ารถ มีน้ำหนักเบากว่ารุ่นก่อนถึง 330 ปอนด์ มีความเร็วที่เร็วขึ้นแม้ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ 4.5 ลิตร ที่มีกำลังส่งเพียง 562 แรงม้า

7. Aston Martin Valkyrie – 3.2 ล้านเหรียญ (102.4 ล้านบาท)

ในขณะที่ยังไม่มีการประกาศราคาที่แน่นอนสำหรับรถคันนี้ แต่ได้มีการประมาณราคาจากผู้เชี่ยวชาญซึ่งคาดว่าน่าจะอยู่ที่ราวๆ 3.2 ล้านเหรียญ (102.4 ล้านบาท) สร้างขึ้นภายใต้การบริหารของประธานคนใหม่ของ Aston Martin ที่มุ่งมั่นในการแก้ปัญหาด้านการขับเคลื่อนของรถยนต์ รุ่นนี้เป็นการนำรุ่น Aston Martin-Red Bull AM-RB 001 มาต่อยอดแปลงโฉม  เดิมที่กล่าวว่าจะใช้รถคันนี้เป็นรางวัลให้กับผู้ชนะในการแข่งขัน Formula 1 รถคันนี้มีระบบแบตเตอรี่ไฮบริดของ Rimac ที่มากับเครื่องยนต์กำลังม้า 1,000 แรงม้า

6. Limited Edition Bugatti Veyron โดย Masory Vivere – 3.4 ล้านเหรียญ (108.8 ล้านบาท)

เป็นการอัพเกรดครั้งที่ 4 ตั้งแต่มีการเปิดตัวในปี 2005 รถ Bugatti Veyron เป็นรถรุ่น edition ของ Mansory Vivere รถคันนี้เป็นรถที่แพงที่สุดและเร็วที่สุดของ Masory Vivere  ตัวรถทำมาจากวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์พร้อมกับชุดสปอยเลอร์ใหม่ที่มีช่องระบายอากาศใหม่อัจฉริยะและตะแกรงด้านหน้าขนาดใหญ่ มีกระโปรงหน้ารถสั้นลงและมีไฟ LED รุ่นอัพเกรดใหม่ที่ไฟหน้าและไฟท้าย มีการแกะสลักด้วยเลเซอร์ในด้านในห้องโดยสาร เครื่องยนต์ขนาด 8.0 ลิตร สามารถขับเคลื่อนได้ถึง 1,200 แรงม้าและแรงบิด 1,106 ปอนด์ฟุต

5. Lykan Hypersport – 3.4 ล้านเหรียญ (108.8 ล้านบาท)

ไฟหน้าทำจากเพชร (urm) 15 กะรัต 240 ชิ้น และ LED ทำจากเพชรน้ำหนัก 15 กะรัตจำนวน 420 ชิ้น     ใช้อัญมณีในการตกแต่งให้หรูหรา ตัวรถดูคล้ายรถหุ้มเกราะที่มีประตูคล้ายกรรไกรและส่งตรงออกมาจากภาพยนตร์ไซไฟ ผลิตเพื่อตำรวจอาบูดาบีในการปฏิบัติหน้าที่ลาดตระเวน สร้างขึ้นโดย W Motors ในประเทศเลบานอน เป็นรถซูเปอร์คาร์แห่งแรกของประเทศอาหรับ เครื่องยนต์มีขนาด 780 แรงม้าส่งผ่านล้อหลังและแรงบิดได้ 708 ปอนด์ มันสามารถทำความเร็ว 62 ไมล์ต่อชั่วโมงในเวลาเพียง 2.8 วินาทีและสามารถเข้าถึงความเร็วได้ถึง 240 ไมล์ต่อชั่วโมง

4. McLaren P1 LM – 3.6 ล้านเหรียญ (115.2 ล้านบาท)

รถคันนี้ได้รับการออกแบบดัดแปลงจาก British firm Lanzante ผู้ที่เคยซื้อ P1 รุ่นก่อนที่ผลิตโดยMcLaren โดยกลุ่มลูกค้าคือ ชาว US, UK และชาวญี่ปุ่น รถคันนี้มีส่วนคล้ายกับ P1 GTR และรถ McLaren F1 ในตำนาน มีการชุบทองรอบตัวเครื่องยนต์ เป็นเครื่องยนต์ V-8 เทอร์โบ 3.8 ลิตร รถคันนี้ฉลาดกว่า P1 GTR มาก มีน้ำหนักเพียง 132 ปอนด์ (น้อยกว่า P1 GTR ประมาณ 60 กก) มีปีกด้านหลังที่สามารถปรับเปลี่ยนและถอดแยกได้ ช่วงด้านหน้ารถขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับเครื่องยนต์แบบ Dive ที่ช่วยเพิ่มแรงกดในขณะวิ่งเพิ่มขึ้น 40% เมื่อเทียบกับ P1 GTR ความน่าทึ่งของรถคันนี้คือมันถูกสร้างขึ้นสำหรับใช้ในขับเคลื่อนที่ได้มากถึง 1000 แรงม้า

3.Lamborghini Veneno Roadster – 4.5 ล้านเหรียญ (144 ล้านบาท)

รถคันนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ 50 ปีของ บริษัท Veneno ตัวรถมองดูเกือบจะเหมือนกับแคปซูลจากอวกาศ รถคันนี้สามารถเข้าถึงความเร็วที่ขนาด 6.5 ลิตรพร้อมด้วยเกียร์ธรรมดา และแบบเกียร์ธรรมดา 7 สปีดแบบ ISR สามารถหมุนด้วยความเร็วรอบ 8,400 รอบต่อนาทีเพื่อให้ได้แรงบิด 740 แรงม้าและแรงบิด 507 ปอนด์ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่ารถสามารถทำความเร็ว 60 ไมล์ต่อชั่วโมงได้ 2.9 วินาที! การผลิตรถคันนี้ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก LP700-4 Aventador ตัวรถผลิตจากเส้นใยคาร์บอน มีน้ำหนักรวมของรถคาร์บอนไฟเบอร์นี้เพียง 3,285 ปอนด์ ขับเคลื่อนโดยระบบขับเคลื่อนล้อเต็มรูปแบบ

2.Koenigsegg CCXR Trevita – 4.8 ล้านเหรียญ (153.6 ล้านบาท)

เป็นรถ Street-Legal ที่มีราคาแพงที่สุดในโลก มันถูกคลือบด้วยเพชรแท้ ที่ชื่อว่า ‘Trevita’ ซึ่งเป็นคำย่อของคำว่า ‘three whites’ ที่แปลว่าเส้นใยคาร์บอนเคลือบด้วยเรซินที่เป็นฝุ่นเพชรหรือที่เรียกว่า Koenigsegg Diamond Weave รถคันนี้มีชื่อเสียงในด้านการออกแบบเพื่อความหรูหราที่เป็นเอกลักษณ์ ใช้เครื่องยนค์ V8 ที่มีขนาด 4.8 ลิตรซึ่งมีกำลังการขับเคลื่อนเท่ากับ 1,004 แรงม้าและแรงบิด 797 ปอนด์ ตัวรถทำมาจากคาร์บอนไฟเบอร์ที่ทำให้การผลิตนั้นยากกว่าและใช้เวลานานกว่าการผลิตแบบปกติ

1.Sweptail โดย Rolls Royce – 13 ล้านเหรียญ (416 ล้านบาท)

รถคันนี้ถูกผลิตให้แก่ลูกค้ารายหนึ่งที่บริษัทปฏิเสธที่จะเปิดเผยชื่อของเขา บริษัทรถยนต์ชนิดนี้จะทำการผลิตและเปิดตัวรถหรูแสนแพงเหล่านี้เพียง 4,000 คันในปีนี้ รถพิเศษเหล่านี้จะทำงานของภายใต้รหัสเฉพาะ (Custom Code) ที่ลูกค้าสามารถกำหนดขึ้นเอง รถรุ่นนี้สามารถนั่งได้เพียงสองคนเท่านั้น ซันรูฟเป็นแบบพาโนรามาแบบเต็มรูปสามารถเปิดออกอย่างรวดเร็วเหมือนกับของเรือยอร์ชภายใต้คำสั่งของลูกค้า ภายในถูกตกแต่งด้วยไม้และเครื่องหนัง มีที่ซ่อนไว้เก็บของสำหรับมือถือหรือแล็ปท็อปที่หลังประตูแต่ละบาน

 

Please follow and like us: